ตอนที่ 19

บทที่ 19: แผนร้ายของป้าสะใภ้

ภายในเรือนหลักของตระกูลหลิน บรรยากาศยามบ่ายคล้อยดูอึมครึมยิ่งกว่าเมฆฝนที่ตั้งเค้ามาแต่ไกล หวังชุนฮวานั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งเตียงไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่า ใบหน้าอวบอูมที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความตระหนี่ถี่เหนียวยามนี้บิดเบี้ยวด้วยความริษยา มือข้างหนึ่งถือพัดสานโบกไล่แมลงวันที่บินว่อน อีกมือหนึ่งกำเมล็ดแตงโมแน่นจนแทบแหลกคามือ

“ห้าตำลึงเงินเชียวนะอาหลง! เอ็งลองคิดดูสิว่ามันมากมายมหาศาลขนาดไหน!”

นางกระแทกเสียงใส่ชายหนุ่มร่างกำยำที่นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้าม ชายผู้นั้นคือ ‘หวังเป่า’ หรือที่คนในครอบครัวเรียกกันติดปากว่า ‘อาหลง’ หลานชายแท้ๆ ของหวังชุนฮวา ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหมู่บ้านในฐานะอันธพาลที่ไม่ยอมทำมาหากิน วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่ในบ่อนพนันหรือไม่ก็รังแกชาวบ้านตาดำๆ

หวังเป่าแคะขี้หูด้วยนิ้วก้อย ก่อนจะดีดทิ้งอย่างไม่ไยดี ดวงตาที่ขุ่นมัวจากการเสพสุราเป็นนิจฉายแววโลภโมโทสันขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินจำนวนเงิน “ป้าแน่ใจนะ? นังเด็กหว่านเอ๋อร์นั่นน่ะหรือจะมีปัญญาหาเงินได้มากขนาดนั้น ลำพังแค่ขายผักป่าประทังชีวิตก็เต็มกลืนแล้ว”

“คนของข้าตาไม่ฝาดหรอกเว้ย!” หวังชุนฮวาถลึงตา “มันเห็นกับตาว่าเถ้าแก่เนี่ยแห่งภัตตาคารจินยวี่ส่งถุงเงินให้นังเด็กนั่นด้วยมือตัวเอง แถมยังเดินออกมาด้วยท่าทางระริกรี้ ยิ้มแก้มแทบปริ... ฮึ! นังเด็กกำพร้าแม่ คิดจะรวยข้ามหน้าข้ามตาข้าหรือ ฝันไปเถอะ!”

นางขยับตัวโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้หลานชาย ลดเสียงลงกระซิบกระซาบราวกับอสรพิษกำลังคายพิษร้าย “เอ็งคิดดูนะอาหลง ห้าตำลึงเงิน... พอที่จะใช้หนี้พนันของเอ็งได้ทั้งหมด แถมยังเหลือเงินไปกินเหล้านารีแดงที่หอคณิกาได้อีกหลายไห เอ็งจะปล่อยให้ลาภก้อนโตนี้หลุดลอยไปหรือ?”

คำยุยงของป้าสะใภ้เปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดรดลงบนกองเพลิงแห่งความโลภในใจของหวังเป่า เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก ภาพจินตนาการถึงเงินก้อนโตทำให้เลือดในกายสูบฉีดพล่าน

“แล้วป้าจะให้ข้าทำยังไง? บุกไปปล้นมันที่บ้านเลยรึ?” หวังเป่าถามเสียงห้วน

“ไอ้โง่!” หวังชุนฮวาใช้ด้ามพัดเคาะหัวหลานชายดังโป๊ก “ทำแบบนั้นคนเขาก็รู้กันหมดสิว่าใครทำ พ่อมันขาเป๋ก็จริงแต่ปากมันไม่ได้เป๋ ถ้ามันร้องโวยวาย ผู้ใหญ่บ้านต้องเล่นงานเราแน่... เราต้องลงมือตอนที่มันยังไม่ถึงบ้าน”

นางแสยะยิ้มชั่วร้าย แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ “เย็นนี้มันต้องเดินกลับมาจากในเมือง เส้นทางช่วงผ่านป่าไผ่ก่อนเข้าหมู่บ้านน่ะเปลี่ยวและมืดมิด เหมาะแก่การลงมือที่สุด... เอ็งไปดักรอมันที่นั่น ขู่มันสักหน่อย ตบสั่งสอนสักทีสองที แล้วชิงเงินมา อ้างว่าเป็นค่าคุ้มครอง หรืออะไรก็ช่างหัวมันเถอะ ขอแค่ได้เงินมาก็พอ!”

หวังเป่าฟังแผนการแล้วก็หัวเราะร่าในลำคอ เขาหยิบไม้หน้าสามที่วางพิงผนังขึ้นมาเดาะเล่นในมืออย่างชำนาญ “งานง่ายๆ แค่จัดการเด็กผู้หญิงตัวคนเดียว ป้าวางใจเถอะ รับรองว่าคืนนี้ป้าจะได้เงินไปกอดให้อุ่นใจแน่ แต่...” เขาหรี่ตาลงอย่างเจ้าเล่ห์ “ส่วนแบ่งต้องเป็นข้าเจ็ด ป้าสามนะ”

“ไอ้หลานเนรคุณ! ข้าเป็นคนชี้ช่องรวยให้นะเว้ย!”

“ถ้าไม่ตกลง ข้าก็นอนเกาพุงอยู่บ้าน ป้าก็ไปปล้นเอาเองสิ”

หวังชุนฮวากัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ แต่เมื่อนึกถึงเงินส่วนแบ่งที่แม้จะน้อยกว่าแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย นางจึงจำใจพยักหน้า “เออๆ! ตกลงตามนั้น รีบไปได้แล้ว เดี๋ยวจะคลาดกัน!”

...

ในยามนั้น ณ ตลาดใหญ่กลางตัวอำเภอ บรรยากาศเริ่มวายลง ผู้คนบางตาลงกว่าช่วงเช้า

หลินหว่านเอ๋อร์เดินออกมาจากร้านขายเครื่องเทศด้วยฝีเท้าที่มั่นคงแต่แฝงไว้ด้วยความระแวดระวัง ในตะกร้าสานไผ่บนหลังของนาง นอกจากข้าวของเครื่องใช้จำเป็นแล้ว ยังมีห่อกระดาษสีน้ำตาลบรรจุ ‘พริกแห้งพันธุ์ปีศาจ’ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าพริกชี้ฟ้ามัจจุราช ซึ่งนางจงใจขอซื้อแบบที่เผ็ดร้อนที่สุดและคั่วจนแห้งกรอบมาเป็นพิเศษ

แม้ภายนอกนางจะดูเหมือนเด็กสาวชาวบ้านธรรมดาที่กำลังมีความสุขกับการจับจ่ายใช้สอย แต่ภายในใจของหว่านเอ๋อร์กลับตื่นตัวดุจสัตว์ป่าที่สัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม สัญชาตญาณที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ชีวิตบอกนางว่า การที่นางเดินออกจากภัตตาคารจินยวี่พร้อมเงินก้อนโตท่ามกลางสายตาผู้คน ย่อมดึงดูดแมลงร้ายให้บินเข้าหาแสงไฟ

'กันไว้ดีกว่าแก้...' นางรำพึงในใจ

เมื่อเดินผ่านตรอกแคบๆ ที่ปลอดคน หว่านเอ๋อร์อาศัยจังหวะเพียงชั่วพริบตา หลบวูบเข้าไปในเงาตึก นางเพ่งสมาธิจิตเชื่อมต่อกับมิติฟาร์มส่วนตัว ร่างกายของนางพลันหายวับไปจากโลกภายนอก เข้าสู่ห้วงมิติพิเศษที่มีเพียงนางเท่านั้นที่ครอบครอง

ภายในมิติ เวลาเดินเร็วกว่าโลกภายนอกหลายเท่า

หว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า นางนำพริกแห้งที่เพิ่งซื้อมา เทลงในครกหินใบใหญ่ที่วางอยู่ในศาลาพักใจ หยิบพริกไทยดำเม็ดเป้งจากแปลงสมุนไพรในมิติเติมลงไปอีกกำมือ แล้วลงมือโขลกอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง

โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก!

เสียงสากกระทบครกดังรัวเร็ว พริกแห้งและพริกไทยถูกบดขยี้จนกลายเป็นผงละเอียดสีแดงเพลิง กลิ่นฉุนเฉียวรุนแรงโชยออกมาจนหว่านเอ๋อร์ต้องกลั้นหายใจ นี่ไม่ใช่แค่เครื่องปรุงรส แต่มันคืออาวุธร้ายแรงที่จะทำให้ผู้ที่โดนเข้าไปต้องทุรนทุรายราวกับตกนรกทั้งเป็น

นางบรรจงตัก ‘ผงพริกปีศาจ’ ใส่ลงในถุงผ้าขนาดเล็ก ผูกปมเงื่อนกระตุกเพื่อให้แกะออกได้ง่ายเพียงนิ้วสะกิด แล้วเก็บซ่อนไว้ในแขนเสื้อข้างขวาอย่างมิดชิด เมื่อเตรียมการพร้อมสรรพ นางจึงออกจากมิติ กลับมายืนที่เดิมในตรอกราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ดวงตะวันเริ่มลาลับขอบฟ้า ท้องนภาถูกฉาบทาด้วยสีม่วงอมแดง บ่งบอกว่าราตรีกาลกำลังจะมาเยือน

หว่านเอ๋อร์กระชับสายตะกร้าบนไหล่ ก้าวเท้าออกจากตัวเมืองมุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านสกุลหลิน หนทางกลับบ้านเป็นถนนดินลูกรังที่คดเคี้ยว สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งหญ้ารกทึบและแนวป่าโปร่ง ยิ่งเดินลึกเข้ามาไกลจากตัวเมือง ความศิวิไลซ์ก็ยิ่งจางหาย เหลือเพียงความเงียบสงัดและเสียงธรรมชาติ

ซ่า... ซ่า...

ลมเย็นยะเยือกพัดกรูเกรียวผ่านยอดไผ่ ทำให้เกิดเสียงเสียดสีบาดหู หว่านเอ๋อร์เดินด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ ไม่ช้าและไม่เร็วเกินไป แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้าเปิดรับทุกความเคลื่อนไหว

นางสังเกตเห็นความผิดปกติ... เสียงนกกาที่มักจะบินกลับรังในเวลานี้กลับเงียบหายไป เสียงจิ้งหรีดที่ควรจะระงมก็เงียบกริบราวกับหวาดกลัวบางสิ่ง

ที่สำคัญที่สุด กลิ่นอายของจิตสังหารที่เจือจางมากับสายลม

เมื่อนางเดินมาถึงทางโค้งหักศอกก่อนเข้าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นจุดที่เปลี่ยวที่สุดเพราะมีดงไผ่หนาทึบบดบังแสงจันทร์จนมืดมิด เงาทะมึนของร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ขวางทางเดินของนางไว้อย่างจงใจ

ชายผู้นั้นสวมเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ใบหน้าเถื่อนถ้ำเต็มไปด้วยหนวดเคราเฟิ้ม แววตาฉายความหยาบโลนและโลภโมโทสันอย่างปิดไม่มิด ในมือขวากำไม้หน้าสามท่อนใหญ่ไว้แน่น

“จะรีบไปไหนรึ... น้องสาว?”

เสียงห้าวห้วนดังขึ้นทำลายความเงียบ หว่านเอ๋อร์หยุดเดินทันที ดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อย นางจำเสียงนี้ได้แม่นยำ มันคือเสียงของ ‘หวังเป่า’ ญาติผู้พี่ฝ่ายป้าสะใภ้

นางแสร้งทำเป็นตื่นตระหนก ถอยหลังก้าวหนึ่ง “พี่หวังเป่า? ท่านมาทำอะไรที่นี่มืดๆ ค่ำๆ หลีกทางด้วย ข้าจะรีบกลับบ้าน”

“ฮ่าๆๆ! จะรีบไปทำไมกันเล่า” หวังเป่าหัวเราะร่า เดินสืบเท้าเข้ามาใกล้ ควงไม้หน้าสามในมือเล่นเพื่อข่มขวัญ “ข้าได้ข่าวดีมาว่าวันนี้เจ้าไปทำเรื่องใหญ่ในเมืองมา ได้เงินมาตั้งเยอะไม่ใช่รึ? เป็นเด็กเป็นเล็ก พกเงินเยอะขนาดนั้นมันอันตรายนะ ทางนี้มันเปลี่ยว โจรผู้ร้ายก็เยอะ ให้พี่ชายคนนี้ช่วย ‘ดูแล’ เงินให้เจ้าดีกว่าไหม?”

หว่านเอ๋อร์ลอบแค่นยิ้มในใจ เป็นอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด ป้าสะใภ้ตัวดีคงทนเห็นนางได้ดีไม่ได้ จึงส่งหลานชายชั่วๆ มาปล้นชิง

“เงินนั้นข้าหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง เพื่อนำไปซื้อยารักษาท่านพ่อ ข้าให้ท่านไม่ได้หรอก” หว่านเอ๋อร์ตอบกลับเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดูเชิง

“ปากดีนักนะนังตัวดี!” หวังเป่าตวาดลั่นเมื่อเห็นเหยื่อไม่ยอมจำนน ความอดทนอันน้อยนิดของเขาขาดผึง “ข้าอุตส่าห์พูดดีๆ ด้วย ถ้าไม่ยอมส่งเงินมา ข้าจะตีให้เจ้าจำทางกลับบ้านไม่ถูกเลยคอยดู! ส่งเงินมาเดี๋ยวนี้!”

หวังเป่าสาวเท้าเข้ามาประชิดตัว ร่างกายสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงจันทร์อันน้อยนิดจนมิด กลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นเหล้าหืนๆ โชยออกมาจากตัวเขาจนน่าสะอิดสะเอียน หว่านเอ๋อร์แสร้งทำเป็นหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา

“อย่า... อย่าทำข้าเลยพี่หวังเป่า ข้ากลัวแล้ว!”

นางร้องเสียงหลง ยกมือข้างซ้ายขึ้นทำท่าปัดป้อง แต่อีกมือหนึ่งล้วงลึกเข้าไปในแขนเสื้อข้างขวาอย่างเงียบเชียบ ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับปมเชือกของถุงผ้าที่เตรียมไว้

“ฮ่าๆๆ! ร้องไปก็ไม่มีใครช่วยเจ้าหรอกนังโง่! ในป่านี้น่ะมีแค่ข้ากับเจ้าเท่านั้นแหละ!”

หวังเป่าได้ใจเมื่อเห็นท่าทีหวาดกลัวของหญิงสาว เขาแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลืองอ๋อย ง้างไม้หน้าสามขึ้นสูงเหนือศีรษะ หมายจะฟาดลงมาสั่งสอนให้นางเจ็บตัวสักทีสองที เพื่อจะได้ค้นตัวเอาเงินได้ง่ายขึ้น

“ส่งเงินมา! ไม่งั้นเจ็บตัว!”

วินาทีที่ไม้หน้าสามกำลังจะถูกฟาดลงมา หว่านเอ๋อร์เลิกแสร้งทำเป็นกลัวในทันที ดวงตาของนางวาวโรจน์ขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความเด็ดเดี่ยว

‘คนอย่างเจ้า... พูดภาษาคนคงไม่รู้เรื่อง ต้องเจอของจริง!’

นางอาศัยจังหวะที่หวังเป่าเปิดช่องว่างขณะง้างมือ ดึงถุงผ้าออกจากแขนเสื้อ กระตุกปมเชือกออกอย่างรวดเร็วด้วยนิ้วเดียว แล้วสะบัดข้อมือสาดสิ่งที่อยู่ภายในเข้าใส่ใบหน้าของชายร่างยักษ์อย่างเต็มแรง

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ก่อนที่ไม้จะทันได้สัมผัสตัวนาง มัจจุราชสีแดงเพลิงก็พุ่งเข้าหาเป้าหมายเสียก่อน