ตอนที่ 112

***บทที่ 112: ตลาดเครื่องเทศ***

รุ่งสางที่มาเยือนชำระล้างความมืดมิดและกลิ่นอายอันตรายของค่ำคืนก่อนหน้าไปจนสิ้น แสงตะวันสีทองสาดส่องกระทบยอดหญ้าที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำค้าง หลิน หว่านเอ๋อร์สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึก นางปัดเรื่องราวของบุรุษชุดดำและป้ายหยกพยัคฆ์ทิ้งไปไว้ที่มุมหนึ่งของความคิด ยามนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘เงินตำลึง’ ที่กำลังจะหลั่งไหลเข้ามา

ในตะกร้าสานใบใหญ่ที่นางสะพายขึ้นหลัง บรรจุ ‘พริกแห้ง’ สีแดงสดดุจเปลวเพลิงที่ถูกตากจนแห้งสนิท และ ‘พริกไทยป่น’ กลิ่นหอมฉุนที่บดละเอียดด้วยโม่หินในมิติ กลิ่นเผ็ดร้อนจางๆ ที่เล็ดลอดออกมาทำให้ใครก็ตามที่เดินสวนนางต้องเผลอจามออกมาโดยไม่รู้ตัว

เป้าหมายแรกของนางมิใช่ร้านอาหาร แต่เป็น ‘โรงหมอเหรินซิน’ ร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดในตัวอำเภอ

ด้วยคุณสมบัติของพริกที่ช่วยขับเหงื่อ แก้หวัด และทำให้ร่างกายอบอุ่น หว่านเอ๋อร์มั่นใจว่ามันสามารถเป็นสมุนไพรชั้นเลิศได้ ทว่าเมื่อนางนำเม็ดพริกสีแดงก่ำวางลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง เบื้องหน้าหลงจู๊วัยกลางคนผู้มีหนวดเคราแพะ ท่าทีของอีกฝ่ายกลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง

“แม่นางน้อย เจ้าล้อข้าเล่นกระมัง?” หลงจู๊คีบพริกแห้งขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะลองแตะที่ปลายลิ้น เพียงครู่เดียวใบหน้าเขาก็เหยเก รีบคว้าถ้วยชาขึ้นมาดื่มล้างปาก “ของสิ่งนี้มีรสเผ็ดร้อนราวกับไฟบรรลัยกัลป์! หากให้คนไข้กินเข้าไป มิใช่ว่าจะยิ่งทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกตายหรอกหรือ? รับไม่ได้! ข้ารับซื้อไว้ไม่ได้เด็ดขาด”

หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วมองท่าทีตื่นตระหนกเกินจริงของอีกฝ่าย มุมปากยกยิ้มเย็นชา “ท่านหลงจู๊ ของดีมักกินยาก ยาดีมักขมปาก สิ่งนี้คือ ‘พริก’ สรรพคุณขับความชื้น ไล่ความหนาวเย็น หากท่านไม่รู้จักวิธีใช้ ก็ถือว่าร้านเหรินซินไร้วาสนา”

นางไม่คิดจะเสียเวลาอ้อนวอนคนตาถั่ว มือเรียวรวบห่อผ้ากลับลงตะกร้าอย่างรวดเร็ว แล้วเดินเชิดหน้าออกจากร้านขายยาโดยไม่หันกลับไปมอง ปล่อยให้หลงจู๊มองตามด้วยสายตางุนงงแกมสมเพช หารู้ไม่ว่าตนเองเพิ่งจะปฏิเสธบ่อเงินบ่อทองกองใหญ่ไปเสียแล้ว

“ช่างเถิด... ในเมื่อวงการแพทย์ยังไม่เปิดใจ เช่นนั้นก็ไปเขย่าวงการอาหารแทนแล้วกัน” หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตนเอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไป

‘ภัตตาคารจินยวี่’

ทันทีที่หว่านเอ๋อร์ก้าวเท้าเข้ามาในร้าน กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาเตะจมูก เสี่ยวเอ้อร์จำนางได้แม่นยำจึงรีบกุลีกุจอเข้าไปต้อนรับและเชิญนางขึ้นไปยังห้องรับรองส่วนตัว ไม่นานนัก ‘เถ้าแก่เนี่ย’ หญิงงามวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของร้านก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“น้องสาวหลิน! ลมอะไรหบเจ้ามาหาข้าแต่เช้าเช่นนี้ หรือว่ามีเมนูเต้าหู้สูตรใหม่มานำเสนอ?” เถ้าแก่เนี่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง พลางรินน้ำชาส่งให้

“วันนี้มิใช่เต้าหู้เจ้าค่ะ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เต้าหู้จานนั้นมีรสชาติเลื่องลือ” หว่านเอ๋อร์กล่าวพลางหยิบห่อผ้าสองห่อออกมาวาง

เมื่อห่อผ้าถูกเปิดออก กลิ่นเผ็ดร้อนที่คุ้นเคยก็ฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง เถ้าแก่เนี่ยตาเป็นประกายวาววับ นางจำรสชาตินี้ได้แม่นยำ รสชาติเผ็ดร้อนที่ทำให้ลูกค้าติดใจจนต้องสั่งเพิ่ม ทั้งที่เหงื่อท่วมตัวแต่ก็หยุดกินไม่ได้

“นี่คือ... สิ่งที่เจ้าใส่ในเต้าหู้ผัดซอสเสฉวนวันนั้นหรือ?” นางถามเสียงตื่นเต้น

“ถูกต้องเจ้าค่ะ สิ่งนี้เรียกว่า ‘พริกแห้ง’ ส่วนผงสีดำนี้คือ ‘พริกไทยป่น’ ” หว่านเอ๋อร์อธิบายสรรพคุณอย่างคล่องแคล่ว “พริกแห้งให้รสเผ็ดจัดจ้าน สีสันฉูดฉาดทำให้อาหารดูน่ารับประทาน ส่วนพริกไทยป่นให้กลิ่นหอมหวลและรสเผ็ดร้อนลึกซึ้ง เหมาะสำหรับหมักเนื้อสัตว์ดับคาว หรือปรุงน้ำแกงให้โล่งคอ”

เถ้าแก่เนี่ยใช้นิ้วแตะผงพริกไทยขึ้นมาชิม ดวงตาหงส์เบิกกว้าง “หอม! หอมมาก! เครื่องเทศจากแดนตะวันตกที่ข้าเคยซื้อมา ยังไม่มีกลิ่นหอมรุนแรงเท่านี้มาก่อน น้องสาวหลิน... ของพวกนี้เจ้ามีเท่าไหร่?”

“วันนี้ข้าติดมาเพียงอย่างละสิบจินเจ้าค่ะ เพื่อมาให้ท่านลองดูลาดเลา” หว่านเอ๋อร์ตอบอย่างถ่อมตน แต่แววตาพราวระยับ

“ข้าเหมาหมด!” เถ้าแก่เนี่ยตบโต๊ะเสียงดังฉาดใหญ่ ความลังเลใจไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของนาง “และข้าต้องการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับเจ้า หากมีของล็อตใหม่ออกมา เจ้าต้องส่งให้จินยวี่เป็นเจ้าแรก ห้ามขายให้ภัตตาคารอื่นในเมืองนี้เด็ดขาด!”

หว่านเอ๋อร์ยิ้มกริ่ม การเจรจาง่ายดายกว่าที่คิด สมแล้วที่เป็นนางพญาแห่งวงการอาหาร นางย่อมรู้ดีว่า ‘รสชาติที่แปลกใหม่’ คืออาวุธสำคัญในการดึงดูดลูกค้า

“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ แต่ราคา...”

“ข้าให้ราคาสูงกว่าเครื่องเทศทั่วไปสามเท่า!” เถ้าแก่เนี่ยยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้

การซื้อขายจบลงอย่างรวดเร็ว เงินก้อนโตถูกโอนย้ายเข้ากระเป๋าของหว่านเอ๋อร์ นี่นับเป็นก้าวแรกอย่างเป็นทางการในการเปิด ‘ตลาดเครื่องเทศ’ ที่ยังไม่มีใครรู้จัก นางเดินออกจากภัตตาคารจินยวี่ด้วยหัวใจที่พองโต โดยหารู้ไม่ว่า การเคลื่อนไหวของนางอยู่ในสายตาของใครบางคนมาตลอด

ณ ร้านเครื่องเทศตระกูลหลิว ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องไปไม่ไกล

ชายร่างท้วมในชุดผ้าไหมราคาแพงยืนเอามือไพล่หลังมองลงมาจากชั้นสองของร้าน ใบหน้าอูมที่มักประดับด้วยรอยยิ้มการค้าบัดนี้เรียบนิ่ง ดวงตาหยีเล็กจ้องมองแผ่นหลังบอบบางของเด็กสาวชาวบ้านที่เพิ่งเดินออกจากภัตตาคารคู่แข่ง

เขาคือ ‘เถ้าแก่หลิว’ ผู้ผูกขาดตลาดเครื่องเทศในอำเภอนี้ ไม่ว่าจะเป็นโป๊ยกั๊ก อบเชย หรือพริกหอม (ฮวาเจียว) ล้วนต้องผ่านมือเขาทั้งสิ้น

“กลิ่นนั่น...” เถ้าแก่หลิวพึมพำ จมูกของพ่อค้าเครื่องเทศนั้นไวเป็นเลิศ เพียงแค่ลมพัดผ่านตอนที่หว่านเอ๋อร์เปิดห่อผ้า เขาก็ได้กลิ่นประหลาดที่หอมยั่วยวนและเผ็ดร้อนอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน “จินยวี่ได้ของดีอะไรไปอีกแล้ว?”

ช่วงนี้ภัตตาคารจินยวี่มีลูกค้าแน่นขนัดเพราะเมนูเต้าหู้รสเด็ด สร้างความอิจฉาริษยาให้แก่ร้านอาหารอื่นๆ รวมถึงกระทบยอดขายเครื่องเทศของเขาทางอ้อม เพราะร้านอื่นขายไม่ออก ก็พลอยไม่มาสั่งของจากเขาไปด้วย

“อาซาน” เถ้าแก่หลิวเอ่ยเรียกเสียงต่ำ

ลูกน้องคนสนิทรูปร่างผอมเกร็งเดินออกมาจากเงามืด “ขอรับนายท่าน”

“เด็กสาวคนนั้น... นางเป็นใคร มาจากไหน และนางเอาอะไรไปขายให้เถ้าแก่เนี่ย” ดวงตาของเถ้าแก่หลิวทอประกายวาววับดุจงูพิษที่จ้องเหยื่อ “ไปสืบมาให้ละเอียด ข้าสังหรณ์ใจว่า... ของในตะกร้านั่น อาจจะมาสั่นคลอนกิจการเครื่องเทศร้อยปีของตระกูลหลิวเราได้”

“ขอรับ ข้าจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้” อาซานรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งลงไปจากชั้นสอง ปะปนไปกับฝูงชนเพื่อสะกดรอยตามหลิน หว่านเอ๋อร์

เถ้าแก่หลิวยกมือขึ้นลูบแหวนหยกที่นิ้วหัวแม่มือ สายตายังคงจับจ้องไปที่จุดที่เด็กสาวลับสายตาไป

“ในเมืองนี้... จะมีใครขายเครื่องเทศข้ามหน้าข้ามตาตระกูลหลิวไม่ได้ หากเจรจาดีๆ ไม่รู้เรื่อง ก็คงต้องใช้วิธีของพ่อค้าหน้าเลือดสั่งสอนกันเสียหน่อย”

สายลมยามสายพัดผ่านมา วูบหนึ่งนำพาความหนาวเย็นยะเยือกที่แตกต่างจากอากาศยามเช้า มันคือสัญญาณเตือนภัยของพายุลูกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น พายุแห่งความโลภและการแก่งแย่งชิงดี ที่กำลังจะพัดเข้าหาครอบครัวชาวนาตัวเล็กๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พ่อเริ่มยืนได้]**