ตอนที่ 113

***บทที่ 113: พ่อเริ่มยืนได้***

แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงมากระทบผืนดินในไร่ตระกูลหลิวที่กำลังเขียวขจี พืชผลนานาชนิดแตกยอดอ่อนชูช่อรับลม เสมือนกำลังโห่ร้องยินดีให้กับความอุดมสมบูรณ์ที่หลิน หว่านเอ๋อร์ได้รังสรรค์ขึ้น หลังจากกลับมาจากตัวอำเภอพร้อมกับความสำเร็จในการเจรจาการค้า หญิงสาวก็มุ่งหน้ากลับมาดูแลกิจการในไร่ต่อทันทีโดยไม่หยุดพัก

ทว่า บรรยากาศภายในลานบ้านวันนี้กลับเงียบสงบผิดปกติ

หลิน ต้าซาน บิดาผู้เคยเป็นเสาหลักของครอบครัว นั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ สายตาของเขาทอดมองไปยังแปลงผักที่คนงานกำลังขะมักเขม้นพรวนดิน ความรู้สึกผิดและความน้อยเนื้อต่ำใจฉายชัดอยู่ในแววตา หลายเดือนมานี้ แม้ปากจะบอกว่าทำใจได้ แต่ลึกๆ แล้วหัวใจของลูกผู้ชายที่ต้องกลายเป็นภาระให้บุตรสาวและภรรยาดูแล ย่อมเจ็บปวดรวดร้าวราวดวงใจถูกกรีด

“ท่านพ่อ ท่านมองแปลงผักตาไม่กะพริบเช่นนี้ อยากลงไปช่วยพวกเขาหรือเจ้าคะ?” เสียงหวานใสของบุตรสาวดังขึ้นพร้อมกับถ้วยกระเบื้องในมือ

หลิน หว่านเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบางๆ ในถ้วยนั้นคือน้ำต้มสมุนไพรที่นางแอบผสม ‘น้ำทิพย์วารีสวรรค์’ จากมิติลับลงไปอย่างเข้มข้น เพื่อเร่งฟื้นฟูเส้นเอ็นและกระดูกของบิดา

“หว่านเอ๋อร์... พ่อเพียงแค่คิดว่า หากขาของพ่อยังดีอยู่ พ่อคงช่วยเจ้าแบ่งเบาภาระได้มากกว่านี้ ไม่ต้องให้เจ้าวิ่งวุ่นค้าขายจนตัวเป็นเกลียวเช่นนี้” ต้าซานรับถ้วยยามาดื่ม รสชาติหวานล้ำและกระแสความอุ่นร้อนที่คุ้นเคยไหลวาบไปทั่วร่าง ส่งผลให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น

“ท่านพ่ออย่าได้กังวล อีกไม่นานท่านจะต้องหายดีแน่นอนเจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์เอ่ยปลอบโยน พลางนั่งลงบีบนวดท่อนขาที่ลีบเล็กของบิดา

ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกแปลกประหลาดก็แล่นพล่านไปทั่วขาทั้งสองข้างของหลิน ต้าซาน มันไม่ใช่ความชาหนึบเหมือนดั่งเคย แต่เป็นความรู้สึกเหมือนมีมดนับหมื่นตัวกำลังไต่ตอม ตามมาด้วยความรู้สึกร้อนวูบวาบที่แล่นขึ้นมาจากปลายเท้าจนถึงหัวเข่า

“โอ๊ะ!” ต้าซานอุทานออกมาด้วยความตกใจ มือหยาบกร้านวางถ้วยยาลงแล้วจับที่หัวเข่าตนเองแน่น

“ท่านพ่อ! เป็นอะไรไปเจ้าคะ เจ็บตรงไหนหรือ?” หว่านเอ๋อร์แสร้งถามด้วยความตกใจ ทั้งที่ในใจรู้อยู่แล้วว่าฤทธิ์ยาของน้ำทิพย์กำลังแสดงผลถึงขีดสุด

“พ่อ... พ่อรู้สึก... รู้สึกถึงเท้าของตัวเอง! หว่านเอ๋อร์! พ่อรู้สึกเจ็บที่ฝ่าเท้า!”

น้ำเสียงของชายวัยกลางคนสั่นเครือด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น เขาไม่ได้สัมผัสความรู้สึก ‘เจ็บ’ ที่ขามานานนับปีแล้ว ตั้งแต่ถูกคนชั่วทำร้ายจนพิการ ความเจ็บปวดในครั้งนี้กลับกลายเป็นสัญญาณแห่งความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ด้วยสัญชาตญาณและความปรารถนาอันแรงกล้า หลิน ต้าซานกัดฟันแน่น มือทั้งสองข้างยันแคร่ไม้ไผ่ เขาพยายามรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มี ส่งแรงไปที่ท่อนขาที่เคยไร้เรี่ยวแรง

“ท่านพ่อระวัง!” นางหลี่ที่เพิ่งเดินออกมาจากครัวเห็นภาพนั้นเข้าพอดี นางหวีดร้องด้วยความตกใจ รีบวางตะกร้าผักแล้วจะวิ่งเข้ามาประคอง

“ท่านแม่! หยุดก่อนเจ้าค่ะ!” หว่านเอ๋อร์ยกมือห้ามมารดา สายตาของนางจ้องมองไปที่บิดาอย่างแน่วแน่ “ให้ท่านพ่อลองดู... ข้าเชื่อว่าท่านพ่อทำได้”

เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผากของหลิน ต้าซาน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ร่างกายสั่นเทาเหมือนลูกนกหัดบิน แต่เขากลับไม่ยอมแพ้ เขาเกร็งกำลังเฮือกสุดท้าย ดันร่างของตนเองขึ้นจากแคร่

วินาทีนั้น ราวกับเวลาหยุดหมุน

ร่างของหลิน ต้าซานค่อยๆ ยืดตรงขึ้น... ขาทั้งสองข้างที่เคยพับงอ บัดนี้กลับเหยียดตึงและรับน้ำหนักตัวของเขาได้ แม้จะยังโงนเงนเหมือนต้นไม้ต้องลม แต่เขาก็ ‘ยืน’ ได้แล้ว!

“ยืนได้... ข้ายืนได้แล้ว...” ต้าซานพึมพำ น้ำตาแห่งความปีติไหลพรากอาบสองแก้ม “แม่ของลูก... หว่านเอ๋อร์... พ่อยืนได้แล้ว!”

นางหลี่ทรุดตัวลงนั่งปิดปากร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ ส่วนหว่านเอ๋อร์รีบเข้าไปประคองบิดาไม่ให้ล้มลงเมื่อเรี่ยวแรงเริ่มหมด

“ท่านพ่อยอดเยี่ยมมากเจ้าค่ะ! แต่ตอนนี้ท่านเพิ่งเริ่มฟื้นตัว อย่าเพิ่งหักโหมนะเจ้าคะ” หว่านเอ๋อร์ประคองบิดาให้นั่งลง นางลอบยิ้มมุมปาก น้ำทิพย์ในมิตินั้นช่างวิเศษสมคำร่ำลือจริงๆ

“หว่านเอ๋อร์... นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ” นางหลี่เข้ามากอดสามีและลูกสาว ร้องไห้จนตัวโยน

“ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรอกเจ้าค่ะท่านแม่ แต่เป็นเพราะความอดทนของท่านพ่อ และสมุนไพรดีๆ ที่ข้าหามาต่างหาก” หว่านเอ๋อร์กล่าวอย่างชาญฉลาด พลางเริ่มวางแผนการรักษาขั้นต่อไปในหัวทันที “ต่อจากนี้ ข้าจะให้ช่างไม้ทำราวจับสำหรับหัดเดินให้ท่านพ่อ เราต้องเริ่มกายภาพบำบัดอย่างจริงจัง กล้ามเนื้อที่ลีบไปต้องใช้เวลาฟื้นฟู แต่ข้ามั่นใจว่าไม่เกินหนึ่งเดือน ท่านพ่อจะเดินเหินได้คล่องแคล่วเหมือนคนปกติแน่นอน”

ข่าวเรื่องหลิน ต้าซานกลับมายืนได้ แพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่ง

ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาแถวรั้วบ้าน หรือคนงานที่เข้ามาทำงาน ต่างนำเรื่องนี้ไปพูดต่อปากต่อปาก จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย เรื่องราวถูกใส่สีตีไข่จนกลายเป็นว่าบ้านรองตระกูลหลิวได้รับพรจากสวรรค์ บ้างก็ว่าหว่านเอ๋อร์กตัญญูจนเทพยดาเห็นใจ

แน่นอนว่าข่าวลือนี้ ย่อมลอยไปเข้าหูคนที่ไม่ควรได้ยินที่สุด...

ณ บ้านใหญ่ตระกูลหลิว

บรรยากาศภายในบ้านใหญ่นั้นแตกต่างจากบ้านของหว่านเอ๋อร์อย่างสิ้นเชิง ความเงียบเหงาและขัดสนเริ่มมาเยือนหลังจากที่แยกบ้านกัน ทรัพย์สินที่เคยมีเริ่มร่อยหรอเพราะลูกหลานไม่เอาถ่าน

“ท่านย่า! ท่านย่าขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” หลานชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงาน

ย่าจาง หญิงชราใบหน้าตอบ ผอมเกร็ง และมีแววตาแหลมคมดุจเหยี่ยว กำลังนั่งเคี้ยวหมากฝาดเฝื่อนด้วยอารมณ์ขุ่นมัว นางตวาดแว้ดกลับไป “จะมีเรื่องอะไรใหญ่ไปกว่าข้าวสารในถังกำลังจะหมดอีก! เอะอะโวยวายหาพระแสงอะไร!”

“อา... อารองขอรับ! มีคนเห็นอารองยืนได้แล้ว! เขาหายพิการแล้วขอรับท่านย่า!”

“อะไรนะ!?”

ย่าจางคายชานหมากทิ้งลงพื้น ดวงตาที่ฝ้าฟางกลับเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “เจ้าว่ากระไรนะ? ไอ้เจ้าลูกทรพีนั่น... มันหายดีแล้วรึ?”

“ขอรับ! ชาวบ้านลือกันให้แซ่ด ว่านังเด็กหว่านเอ๋อร์หาสมุนไพรวิเศษมารักษาพ่อมันจนหาย ตอนนี้ที่ไร่นั่นกำลังฉลองกันยกใหญ่”

ความเงียบเข้าครอบงำชั่วอึดใจ ก่อนที่ริมฝีปากเหี่ยวย่นของย่าจางจะค่อยๆ บิดโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัว มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความยินดีที่บุตรชายหายป่วย แต่เป็นรอยยิ้มของหมาป่าที่มองเห็นลูกแกะอ้วนพี

ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางไม่กล้าเข้าไปวุ่นวายกับบ้านรองมากนัก เพราะกฎหมายเรื่องการแยกบ้านและการตัดขาดญาติที่หว่านเอ๋อร์ทำไว้อย่างรัดกุม อีกทั้งบุตรชายคนรองก็เป็นเพียงคนพิการที่นางมองว่าเป็นภาระ ไร้ประโยชน์ที่จะดึงกลับมา

แต่ทว่า... ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

“ฮึ! ในเมื่อมันหายดีแล้ว มันก็เป็นลูกชายของข้า เลือดเนื้อเชื้อไขของข้า!” ย่าจางตบเข่าฉาด แววตาฉายแววโลภโมโทสันอย่างปิดไม่มิด “ไอ้พวกอกตัญญู... ร่ำรวยมีเงินทอง มีที่นาเป็นร้อยไร่ แต่ปล่อยให้แม่บังเกิดเกล้าต้องมานั่งกินแกลบกินรำ”

“ท่านแม่... ท่านจะทำอย่างไรขอรับ?” ลูกสะใภ้ใหญ่เอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ในใจก็แอบหวังส่วนแบ่ง

“ทำอย่างไรน่ะรึ?” ย่าจางลุกขึ้นยืน แม้หลังจะค่อมแต่รังสีความร้ายกาจกลับแผ่ซ่านออกมา “ในเมื่อมันหายดีแล้ว ความเป็น ‘คนพิการ’ ที่มันใช้เป็นข้ออ้างให้ข้ารังเกียจก็หมดไป ข้าเป็นแม่... มีสิทธิ์ในตัวลูกชายยามที่เขาเจ็บไข้ได้ป่วยหรือหายดี”

หญิงชราหรี่ตาลง มองออกไปทางทิศที่ตั้งของไร่บ้านรอง พลางกำไม้เท้าหัวมังกรเก่าคร่ำคร่าในมือแน่น

“หนังสือตัดขาดญาติกระดาษใบเดียว จะมาสู้สายเลือดในอกได้เยี่ยงไร... พรุ่งนี้เช้า ไปตามลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ และผู้เฒ่าในหมู่บ้านมาให้หมด ข้าจะไปเยี่ยมลูกชายที่รักของข้าเสียหน่อย... ดูซิว่านังเด็กปากกล้าอย่างหว่านเอ๋อร์ จะอกตัญญูไล่แม่ของพ่อมันออกจากบ้านได้ลงคอเชียวหรือ!”

ลมพายุใหญ่กำลังตั้งเค้าทะมึนเหนือไร่ตระกูลหลิว ไม่ใช่พายุฝนฟ้าคะนอง แต่เป็นพายุแห่งความโลภของมนุษย์ที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าภัยธรรมชาติ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ย่าจางบุกไร่]**