ตอนที่ 114
***บทที่ 114: ย่าจางบุกไร่***
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมากระทบยอดข้าวในนาที่กำลังเขียวขจี สายลมพัดเอื่อยเฉื่อยนำพาความสดชื่นของกลิ่นดินและกลิ่นพืชพันธุ์ให้อบอวลไปทั่วไร่ตระกูลหลิน บรรยากาศภายในไร่ดูสงบสุขและเต็มไปด้วยพลังชีวิต คนงานต่างขยันขันแข็งทำหน้าที่ของตนอย่างเป็นระเบียบ ทว่าความสงบสุขนั้นกลับดำรงอยู่ได้เพียงไม่นาน
เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นมาจากทางหน้าประตูใหญ่ของไร่ ทำลายความเงียบสงบยามเช้าจนหมดสิ้น เสียงทุบประตูปังๆ ผสมปนเปกับเสียงตะโกนด่าทอที่แหลมสูงเสียดแทงแก้วหู ผู้ที่มาเยือนมิใช่ใครอื่น แต่เป็น 'ขบวนการทวงสิทธิ์' ที่นำโดยนางเฒ่าจาง ผู้มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและความโลภที่ฉายชัดในดวงตา
“เปิด! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ข้ารู้ว่าพวกแกอยู่ข้างใน! ไอ้ลูกอกตัญญู! ไอ้หลานเนรคุณ!” เสียงของย่าจางตะเบ็งลั่น นางไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่ด้านหลังยังมีผู้อาวุโสในหมู่บ้านสองสามคน รวมถึงลุงใหญ่และป้าสะใภ้ที่ยืนทำหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องราวกับผู้ชนะ
เมื่อประตูบานใหญ่ค่อยๆ แง้มเปิดออก คนงานเฝ้าประตูที่ได้รับคำสั่งไว้แล้วเพียงแค่ยืนขวางทางไว้อย่างเคร่งขรึม แต่ย่าจางหาได้เกรงกลัวไม่ นางใช้ไม้เท้าหัวมังกรกระแทกพื้นดินเสียงดัง พลางชี้หน้าด่ากราด
“พวกแกเป็นใคร! กล้าดีอย่างไรมาขวางทางแม่สามีเจ้าของบ้าน! หลบไป! วันนี้ข้าจะมาเยี่ยมลูกชายของข้า!”
หลิน หว่านเอ๋อร์ ที่ยืนกอดอกมองเหตุการณ์อยู่บนระเบียงเรือนใหญ่เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มเย็นเยียบ นางคาดการณ์ไว้แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง แต่นางมิได้ขยับตัวลงไปจัดการด้วยตนเองในทันที เพราะนางต้องการเห็นสิ่งหนึ่ง... สิ่งที่สำคัญกว่าการกำจัดย่าจาง
ร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มคนงาน เขาอยู่ในชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าที่เคยซูบตอบและหมองคล้ำด้วยความเจ็บป่วย บัดนี้กลับดูมีน้ำมีนวล ผิวพรรณเริ่มกลับมามีสีเลือดฝาด แววตาที่เคยหม่นหมองและขลาดกลัวกลับฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นั่นคือ หลิน ต้าซาน บิดาของนาง
ทันทีที่ย่าจางเห็นบุตรชายคนรองเดินออกมาด้วยท่วงท่าที่มั่นคง ขาที่เคยลีบเล็กจนต้องใช้ไม้ค้ำบัดนี้กลับก้าวเดินได้อย่างองอาจ รอยยิ้มแห่งความโลภก็ผุดพรายขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่น
“โอ้... ต้าซานลูกแม่!” ย่าจางแสร้งบีบน้ำตา ร้องโอดครวญพลางทำท่าจะโผเข้าไปหา “แม่ได้ยินว่าเจ้าหายดีแล้ว แม่ดีใจเหลือเกิน! สวรรค์มีตาแท้ๆ ที่คืนลูกชายให้ข้า!”
นางทำท่าจะเดินฝ่าวงล้อมเข้าไปเพื่อสวมกอดบุตรชาย หวังใช้ความสัมพันธ์ทางสายเลือดบีบคั้นต่อหน้าธารกำนัล แต่ทว่า...
หลิน ต้าซานกลับยืนนิ่ง ไม่ขยับเข้าไปรับอ้อมกอดนั้น ซ้ำยังก้าวถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว สร้างกำแพงที่มองไม่เห็นขึ้นกั้นกลางระหว่างเขากับมารดา
“ท่านแม่...” น้ำเสียงของต้าซานทุ้มต่ำ ก้องกังวานและปราศจากความสั่นเครือ “ท่านมาที่นี่มีธุระอันใดหรือขอรับ?”
ย่าจางชะงักกึก รอยยิ้มแสแสร้งบนใบหน้าแข็งค้าง “ธุระอันใด? นี่เจ้าถามแม่เช่นนี้รึ? แม่ก็มาเยี่ยมเจ้า มาดูแลเจ้าน่ะสิ! ได้ข่าวว่าเจ้าหายป่วยแล้ว แต่ร่างกายคงยังไม่แข็งแรงดี แม่ในฐานะมารดาผู้ให้กำเนิด จะนิ่งดูดายได้อย่างไร ข้าจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ มาคอยกำกับดูแลบ่าวไพร่ให้เจ้า จะได้ไม่ต้องเหนื่อยยาก!”
คำพูดที่ดูดีประหนึ่งมารดาผู้ประเสริฐ เรียกเสียงพยักหน้าเห็นด้วยจากเหล่าผู้อาวุโสที่ถูกเกณฑ์มาเป็นพยาน แต่สำหรับต้าซานแล้ว ทุกคำพูดนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในความทรงจำ
เขามองดูมารดา... หญิงชราผู้ที่เคยผลักไสไล่ส่งเขาในวันที่เขาป่วยเจ็บเจียนตาย ผู้ที่เคยแย่งชิงแม้กระทั่งข้าวสารกรอกหม้อของลูกเมียเขา
“ดูแลข้า?” ต้าซานทวนคำ แววตาที่มองมารดานั้นว่างเปล่าจนน่าใจหาย “ยามที่ข้าขาหัก นอนรอความตาย ท่านแม่บอกว่าข้าเป็นตัวกาลกิณี เป็นภาระที่ต้องกำจัดทิ้ง ยามที่ลูกเมียข้าหิวโหย ท่านแม่บอกว่าบ้านเราแยกกันแล้ว ข้าวสุกสักเม็ดท่านก็ไม่แบ่งปัน... แล้วเหตุใดวันนี้ ยามที่ข้าหายดี มีกินมีใช้ ท่านถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าข้าเป็นลูกชาย?”
คำพูดของต้าซานเรียบง่ายแต่หนักแน่นดุจหินผา กระแทกหน้าทุกคนในที่นั้นจนชาหนึบ ผู้อาวุโสที่เตรียมจะเอ่ยปากสนับสนุนย่าจางต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา
ย่าจางหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนโกรธ นางชี้นิ้วสั่นระริกไปที่หน้าต้าซาน “ไอ้... ไอ้ลูกอกตัญญู! เจ้ากล้าพูดจาย้อนข้าเยี่ยงนี้เชียวรึ! เลือดในอกเจ้าก็เป็นข้าที่มอบให้ หากไม่มีข้า เจ้าจะมีวันนี้ได้รึ! หว่านเอ๋อร์มันสอนเจ้าให้เป็นคนเนรคุณเช่นนี้รึไง!”
“หุบปากนะ!”
เสียงตะโกนก้องของต้าซานทำให้ทุกคนสะดุ้งเฮือก แม้แต่ย่าจางก็ยังผงะถอยหลัง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่บุตรชายหัวอ่อนผู้นี้กล้าตวาดนาง
“อย่าได้ลามปามถึงลูกสาวข้า!” ต้าซานก้าวเท้าไปข้างหน้า รังสีความโกรธแผ่ออกมาจนน่าเกรงขาม “นางคือคนที่ฉุดดึงข้าขึ้นมาจากนรก คือคนที่รักษาข้าจนหายดี ในขณะที่ท่าน... ท่านทำอะไรบ้างนอกจากซ้ำเติม! วันนี้ข้าขอบอกท่านไว้ตรงนี้ ข้า หลิน ต้าซาน ได้ตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ท่านขับไล่พวกเราออกจากบ้านใหญ่ คนที่ยืนอยู่ตรงนี้คือ หลิน ต้าซาน พ่อของหลิน หว่านเอ๋อร์ ไม่ใช่ลูกชายของตระกูลหลินสายหลักอีกต่อไป!”
“เจ้า! เจ้า!” ย่าจางอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก นางไม่คิดว่าแกะที่เคยเชื่องสนิทจะกลายเป็นพยัคฆ์ร้ายได้เช่นนี้ นางหันไปขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโส “ท่านลุงเฉิน! ท่านดูสิ! ดูมันพูดกับแม่บังเกล้าเกล้า!”
ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้ เสียงปรบมือแปะๆ ดังขึ้นอย่างเนิบนาบ หลิน หว่านเอ๋อร์เดินลงมาจากเรือนด้วยท่วงท่าสง่างามดุจนางพญา มุมปากของนางยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม แต่ดวงตากลับเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
“ท่านพ่อพูดได้ดีเจ้าค่ะ” นางเอ่ยชมบิดา ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับย่าจาง “ท่านย่า... อ้อ ไม่สิ หญิงชราแซ่จาง ท่านคงลืมอะไรไปกระมัง?”
หว่านเอ๋อร์สะบัดมือวูบหนึ่ง กระดาษแผ่นหนึ่งปรากฏขึ้นในมือนาง มันคือหนังสือตัดขาดญาติที่มีรอยประทับนิ้วมือและตราประทับของนายอำเภอชัดเจน
“หนังสือสัญญาฉบับนี้ ระบุชัดเจนว่าบ้านหลักและบ้านรองตัดขาดจากกัน ไม่ข้องเกี่ยวทั้งทางทรัพย์สินและหนี้สิน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรุกล้ำ อีกฝ่ายมีสิทธิ์แจ้งทางการข้อหาบุกรุก” หว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่งทรงพลัง “ท่านพาคนมาเอะอะโวยวาย อ้างสิทธิ์ความเป็นแม่เพื่อจะเข้ามาฮุบกิจการของข้า... ท่านคิดว่ากฎหมายบ้านเมืองเป็นเรื่องล้อเล่นหรือ?”
“หนังสือบ้านั่นมันก็แค่กระดาษ!” ย่าจางแหวเสียงแหลม “ข้าเป็นย่าแท้ๆ ของแก!”
“คนงาน!” หว่านเอ๋อร์เลิกสนใจคำแก้ตัว นางตวาดสั่งเสียงเฉียบขาด
สิ้นเสียงคำสั่ง ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำล่ำสันกว่าสิบคน ซึ่งเป็นคนงานที่หว่านเอ๋อร์คัดเลือกมาเป็นพิเศษและฝึกฝนให้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก็ก้าวออกมาจากมุมต่างๆ ของไร่ พวกเขาถือกระบองไม้เนื้อแข็งในมือ ยืนเรียงหน้ากระดานเป็นกำแพงมนุษย์ แววตาดุดันพร้อมจะลงมือทันทีที่นายน้อยสั่ง
บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ผู้อาวุโสและลุงป้าที่ตามมาต่างหน้าซีดเผือด ขาสั่นพั่บๆ ไม่มีใครกล้าปริปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ
“หากใครก้าวเข้ามาในเขตไร่ของข้าแม้แต่ครึ่งก้าว... ข้าจะถือว่าบุกรุก และจะให้คนงาน 'เชิญ' ออกไปอย่างไม่ปรานี หากแขนหักขาหัก ก็อย่าหาว่าข้าอำมหิต เพราะข้าเตือนแล้ว”
ดวงตาของหว่านเอ๋อร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของย่าจาง ราวกับจะมองทะลุถึงก้นบึ้งของจิตใจที่ดำมืด
ย่าจางกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ นางมองดูคนงานร่างยักษ์เหล่านั้น แล้วมองกลับไปที่ต้าซานที่ยืนเคียงข้างลูกสาวอย่างมั่นคง นางรู้ดีว่าวันนี้แพ้แล้ว... แพ้อย่างราบคาบ
“ฝากไว้ก่อนเถอะ! พวกเจ้าจะไม่มีวันเจริญหรอก ไอ้พวกอกตัญญู!” ย่าจางตะโกนสาปแช่งทิ้งท้าย ก่อนจะกระแทกเท้าเดินหนีกลับไปด้วยความอัปยศอดสู ทิ้งไว้เพียงฝุ่นคลุ้งและสายตาดูแคลนของชาวบ้านที่มามุงดูอยู่ห่างๆ
เมื่อความวุ่นวายจบลง หว่านเอ๋อร์หันไปยิ้มให้บิดา "ท่านพ่อ ท่านยอดเยี่ยมมากเจ้าค่ะ"
ต้าซานถอนหายใจยาว ราวกับยกภูเขาออกจากอก เขาลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ "พ่อจะไม่ยอมให้ใครมารังแกเจ้าอีก... ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม"
หว่านเอ๋อร์ยิ้มรับ แต่ในใจกลับครุ่นคิดถึงเรื่องอื่น แม้ศึกคนจะจบลงแล้ว แต่ศึกธรรมชาติกำลังจะเริ่มต้นขึ้น นางแหงนหน้ามองท้องฟ้า... วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสเกินไป ไร้เมฆหมอกบดบัง แสงแดดแผดเผารุนแรงผิดปกติสำหรับฤดูกาลนี้
ลางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่า ความสงบสุขนี้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่พายุอีกลูกจะพัดเข้ามา... พายุที่ไร้เสียง ไร้ตัวตน แต่สามารถพรากชีวิตผู้คนได้มากมายมหาศาล ยิ่งกว่าความโลภของย่าจางเสียอีก
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ภัยแล้งรุนแรง]**