ตอนที่ 115
***บทที่ 115: ภัยแล้งรุนแรง***
กาลเวลาหมุนผ่านไปอย่างเชื่องช้า ความวุ่นวายที่เกิดจากความโลภของแม่เฒ่าจางและบ้านใหญ่ แม้จะถูกสยบลงด้วยความเด็ดขาดของหลินหว่านเอ๋อร์ แต่คลื่นลมลูกใหม่ที่ถาโถมเข้ามากลับมิใช่สิ่งที่มนุษย์จะต่อกรได้โดยง่าย
ดวงตะวันบนฟากฟ้าราวกับดวงตาของมารร้ายที่จ้องมองลงมาอย่างอำมหิต แสงแดดแผดเผาจนอากาศร้อนระอุราวกับอยู่ในเตาหลอมเหล็ก
หนึ่งเดือน... สองเดือน...
นับจากวันที่แม่เฒ่าจางมาอาละวาด พิรุณก็ไม่เคยโปรยปรายลงมาสู่ผืนดินหยุนเจียงอีกเลย เมฆฝนที่เคยตั้งเค้าก็พัดผ่านไปทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า ท้องฟ้าสีครามสดใสนั้นช่างดูขัดตาและโหดร้ายยิ่งนักในสายตาของชาวนา
ลำธารสายหลักที่เคยไหลเอื่อยหล่อเลี้ยงหมู่บ้าน บัดนี้ระดับน้ำลดฮวบจนน่าใจหาย หินก้นแม่น้ำที่เคยจมอยู่ใต้น้ำเย็นฉ่ำมานานนับปี บัดนี้โผล่พ้นน้ำขึ้นมาตากแดดจนแห้งผาก ตะไคร่น้ำสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลกรอบ รอยแตกระแหงเริ่มปรากฏบนผืนดินริมตลิ่งลามเลียไปทั่วทุ่งนา
ที่น่าเจ็บปวดใจที่สุดคือ ‘กังหันน้ำ’ สิ่งประดิษฐ์อันภาคภูมิใจของหลินหว่านเอ๋อร์ ซึ่งเคยหมุนวนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดขับขานบทเพลงแห่งความอุดมสมบูรณ์ บัดนี้มันกลับยืนนิ่งสนิทราวกับยักษ์ที่สิ้นลมหายใจ ใบพัดไม้ระน้ำไม่ถึง แผ่นไม้เริ่มปริแตกเพราะความแห้งแล้ง รางไม้ไผ่ที่เคยส่งน้ำใสเย็นไปทั่วแปลงผัก บัดนี้มีเพียงฝุ่นผงและใบไม้แห้งสะสมอยู่
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่บนคันนา สวมหมวกสานปีกกว้างเพื่อบังแดดที่ร้อนแรง นางมองดูแปลงผักที่เคยเขียวชอุ่ม บัดนี้ใบพืชเริ่มหุบลงเพื่อลดการคายน้ำ สีเขียวสดเริ่มเจือด้วยสีเหลืองซีด ดินที่โคนต้นแห้งแข็งจนต้องใช้จอบสับจึงจะพรวนได้
"หว่านเอ๋อร์..." เสียงเรียกของบิดาดังขึ้นจากด้านหลัง หลินต้าซานเดินกระเผลกเข้ามา ใบหน้าของชายวัยกลางคนหมองคล้ำและซูบตอบลงอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อเม็ดโป้งไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า "น้ำในบ่อบาดาลของเราลดลงไปอีกสองศอกแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เกินครึ่งเดือน น้ำคงแห้งขอดจนตักไม่ได้"
หว่านเอ๋อร์หันกลับมามองบิดา แววตาของนางยังคงสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับร้อนรุ่มดุจไฟสุม "ท่านพ่อ ชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?"
ต้าซานถอนหายใจยาว "แย่... แย่มาก ผู้คนเริ่มเก็บข้าวของอพยพไปทางเหนือ ได้ยินว่าที่นั่นยังมีฝนตกบ้าง ส่วนคนที่ยังอยู่ก็แย่งชิงน้ำกันจนเลือดตกยางออก บ่อน้ำสาธารณะในหมู่บ้านแห้งจนเห็นก้นบ่อแล้ว เหลือเพียงบ่อลึกท้ายหมู่บ้านที่พอมีน้ำโคลนขุ่นๆ ให้ตักกินประทังชีวิต"
สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่นางคิด ภัยแล้งครั้งนี้รุนแรงและยาวนานเกินไป พืชผลในไร่ของนาง แม้จะได้รับการดูแลอย่างดี แต่หากขาดน้ำ มันก็ไม่อาจฝืนธรรมชาติได้
ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากทางทิศตะวันตกของไร่ ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งของสระเก็บน้ำสำรองที่หว่านเอ๋อร์เคยขุดเตรียมไว้
"จับขโมย! มีคนขโมยน้ำ!" เสียงคนงานตะโกนก้อง
หว่านเอ๋อร์และต้าซานรีบมุ่งหน้าไปทันที เมื่อไปถึง นางเห็นภาพที่น่าสังเวชใจ กลุ่มชาวบ้านราวสิบคน ทั้งคนแก่และเด็ก สภาพมอมแมม ริมฝีปากแห้งแตก กำลังถือถังไม้และไหดินเผา ยืนตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้ากลุ่มคนงานของนางที่ถือไม้พลองคุมเชิงอยู่
"พวกเราไม่ได้จะขโมย!" ชายชราคนหนึ่งทรุดตัวลงคุกเข่า เสียงแหบแห้งราวกระดาษทราย "คุณหนูหลิน... ได้โปรดเถิด หลานข้าหิวน้ำจนตาลายแล้ว ข้าเพียงแค่อยากขอน้ำสักไห... สักไหเดียวเท่านั้น"
เด็กน้อยที่เกาะขาชายชราอยู่ร้องไห้ไม่มีเสียง น้ำตาเหือดแห้งไปหมดแล้ว ใบหน้าซูบซีดจนน่าเวทนา
คนงานหันมามองหว่านเอ๋อร์อย่างลำบากใจ พวกเขาเองก็เป็นชาวบ้านแถวนี้ รู้จักมักจี่กันดี แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่ หากปล่อยให้ตักน้ำไป วันพรุ่งนี้คงมีคนแห่กันมาทั้งหมู่บ้าน และน้ำในสระของตระกูลหลินก็จะหมดเกลี้ยงภายในวันเดียว
หว่านเอ๋อร์มองดูชาวบ้านเหล่านั้น ความสงสารแล่นพล่านในอก แต่ความรับผิดชอบต่อครอบครัวและคนงานในไร่กว่าร้อยชีวิตก็ค้ำคออยู่ หากไร่ของนางล่มสลาย ทุกคนที่พึ่งพานางอยู่ก็จะอดตายกันหมด
"ให้พวกเขากินน้ำที่นี่" หว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ "แต่ห้ามตักใส่ไหกลับไป"
"คุณหนู!" หัวหน้าคนงานร้องท้วง
"ฟังข้า" หว่านเอ๋อร์ยกมือห้าม นางเดินเข้าไปหาชายชรา แล้วตักน้ำจากถังที่คนงานเตรียมไว้รดผัก ยื่นให้เด็กน้อย "ดื่มเสีย... ดื่มให้พอ"
เด็กน้อยรีบคว้าขันน้ำไปดื่มอย่างตะกละตะกลาม ชายชราก้มหัวโขกพื้นขอบคุณทั้งน้ำตา ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ได้รับอนุญาตให้ดื่มน้ำเช่นกัน
เมื่อทุกคนได้ดื่มน้ำจนพอประทังชีวิตแล้ว หว่านเอ๋อร์จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเย็นชาขึ้นเล็กน้อย "ข้าช่วยพวกท่านได้เพียงเท่านี้ น้ำในสระนี้คือชีวิตของคนงานและพืชผลในไร่ข้า หากข้าแจกจ่ายให้พวกท่านนำกลับไป ไร่ของข้าก็ต้องตาย และคนของข้าก็จะไม่มีกิน... กลับไปเสียเถิด และอย่าได้บุกรุกเข้ามาอีก มิเช่นนั้นข้าคงต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด"
แม้คำพูดจะดูไร้น้ำใจ แต่ชาวบ้านต่างรู้ดีว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ การแบ่งปันน้ำแม้เพียงอึกเดียวก็ถือเป็นบุญคุณใหญ่หลวง พวกเขาก้มหน้ายอมรับชะตากรรมและพากันเดินจากไปอย่างสิ้นหวัง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด
ตกดึกคืนนั้น บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงแมลงร้องระงม ความร้อนยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ไม่จางหายไปแม้ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปนานแล้ว
หว่านเอ๋อร์นั่งอยู่ริมหน้าต่างห้องนอน มองออกไปที่ความมืดมิด เบื้องหน้าคือไร่สวนที่นางทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างมากับมือ กำลังจะมอดไหม้ไปต่อหน้าต่อตาเพราะภัยธรรมชาติ
"ข้าจะยอมแพ้แค่นี้หรือ?" นางถามตัวเอง
คำตอบคือ 'ไม่'
นางมีของวิเศษติดตัวมาด้วย 'มิติช่องว่าง' ที่ภายในนั้นมีน้ำตกทิพย์ไหลรินไม่ขาดสาย มีบ่อน้ำวิเศษที่ไม่มีวันเหือดแห้ง แต่ปัญหาคือนางจะนำมันออกมาใช้อย่างไรโดยไม่ให้คนสงสัย?
หากจู่ๆ พรุ่งนี้เช้า น้ำเต็มสระ สวนผักเขียวขจีในขณะที่รอบข้างแห้งแล้งจนดินแตก ย่อมต้องเกิดข้อครหา ชาวบ้านจะมองว่านางเป็นปีศาจ หรือไม่ก็มีของวิเศษ และความโลภของผู้คนในยามเข้าตาจนนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์ร้าย
นางต้องมีกุศโลบาย...
หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน จุดตะเกียงน้ำมัน แสงไฟวูบไหวสะท้อนในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววมุ่งมั่น นางหยิบเสื้อคลุมสีเข้มมาสวมทับ อำพรางกายในความมืด
นางต้องเสี่ยง... การปล่อยให้พืชผลตายไม่ใช่ทางเลือก และการปล่อยให้ชาวบ้านอดตายจนเกิดจลาจลปล้นชิงก็ไม่ใช่ผลดีต่อนางเช่นกัน
ร่างบางลัดเลาะไปตามเงามืด มุ่งหน้าไปยังบ่อน้ำบาดาลหลักของไร่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับศาลเจ้าที่เก่าแก่ประจำที่ดิน บ่อนี้เคยมีน้ำอุดมสมบูรณ์แต่บัดนี้ระดับน้ำลึกจนแทบตักไม่ถึง
หว่านเอ๋อร์มองซ้ายมองขวา เมื่อมั่นใจว่าปลอดคน นางจึงหลับตาลง จิตสมาธิดิ่งลึกเข้าไปในห้วงมิติ
ภาพน้ำตกทิพย์ที่ไหลลงสู่สระมรกตปรากฏชัดในจิตใจ ความชุ่มชื้นและพลังชีวิตแผ่ซ่านออกมา นางเริ่มถ่ายเทน้ำจากมิติ ออกมาสู่โลกภายนอกอย่างแผ่วเบา
เสียงน้ำไหล 'จ๊อก... จ๊อก...' ดังขึ้นแผ่วเบาในความเงียบสงัด น้ำใสสะอาดเจือด้วยพลังปราณบริสุทธิ์ค่อยๆ ไหลซึมลงสู่ก้นบ่อบาดาล ผสมผสานกับน้ำโคลนก้นบ่อ ปรับสภาพให้น้ำใสสะอาดขึ้น และระดับน้ำค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น... สูงขึ้น...
นางไม่ได้เติมจนล้นปริ่ม แต่นางเติมให้มากพอที่จะใช้สูบขึ้นมารดน้ำได้ และมากพอที่จะ 'แบ่งปัน' โดยไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน
เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายเต็มหน้าผาก การเคลื่อนย้ายสสารจำนวนมากข้ามมิติใช้พลังใจมหาศาล หว่านเอ๋อร์กัดฟันแน่น มือบางกำชายเสื้อจนสั่นระริก
'อีกนิด... ขออีกนิดเดียว...'
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับแสงคบเพลิงที่วูบไหวมาแต่ไกล หว่านเอ๋อร์สะดุ้งเฮือก รีบตัดการเชื่อมต่อมิติ แล้วหลบวูบเข้าไปหลังต้นไม้ใหญ่ข้างศาลเจ้าที่ หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึก
ใครกันที่ออกมาเดินเพ่นพ่านในยามวิกาลเช่นนี้? หรือว่าจะเป็นพวกขโมยน้ำอีกกลุ่ม?
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์?]**