ตอนที่ 116
***บทที่ 116: บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์?***
แสงคบเพลิงวูบไหวผ่านหน้าศาลเจ้าที่ไปเพียงชั่วอึดใจ หลินหว่านเอ๋อร์กลั้นหายใจจนแทบสำลัก อกสั่นขวัญแขวนอยู่หลังลำต้นไม้ใหญ่ นางแนบแผ่นหลังชิดเปลือกไม้สากระคาย หูผึ่งฟังเสียงฝีเท้าที่ย่ำหนักๆ บนพื้นดินแห้งแตกระแหง
"เฮ้อ... แห้งแล้งปานนี้ เทพยดาฟ้าดินช่างใจร้ายนัก" เสียงชายชราแหบพร่ายรำพึงรำพัน ฟังดูคุ้นหูคล้ายลุงหวัง หัวหน้ายามหมู่บ้านที่เดินตรวจตราความเรียบร้อย
"น้ำในบ่อคงแห้งขอดจนตักไม่ได้แล้วกระมัง ข้าไม่อยากจะส่องดูให้ช้ำใจเลยจริงๆ"
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่แสงไฟจากคบเพลิงจะค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปทางท้ายไร่ โดยที่ชายชราไม่ได้เฉลียวใจหันมามองบ่อน้ำแม้แต่น้อย
หว่านเอ๋อร์ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ร่างกายที่เกร็งเขม็งค่อยๆ คลายลง นางรอจนแน่ใจว่าลุงหวังเดินไปไกลแล้ว จึงรีบสาวเท้าก้าวออกจากเงามืด ลัดเลาะกลับเรือนพักอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบดุจแมวขโมย
เมื่อกลับถึงห้องนอน นางทิ้งตัวลงบนเตียงฟูก นัยน์ตายังคงเบิกโพลงในความมืด มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเจ้าเล่ห์
"พรุ่งนี้เช้า... คงได้มีเรื่องสนุกให้ดูชม"
...
รุ่งอรุณมาเยือนพร้อมกับแสงสีทองจับขอบฟ้า เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วปลุกสรรพชีวิตให้ตื่นจากนิทรา ทว่าเช้านี้กลับมีเสียงที่ดังยิ่งกว่าเสียงไก่ขัน
"น้ำ! มีน้ำแล้ว! น้ำเต็มบ่อเลย!"
เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายดังมาจากทิศทางของบ่อน้ำบาดาลท้ายไร่ ปลุกให้หลินหว่านเอ๋อร์แสร้งทำเป็นงัวเงียตื่นขึ้น นางล้างหน้าบ้วนปาก แต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมง ก่อนจะเดินนวยนาดออกไปดูสถานการณ์
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชาวบ้านและคนงานในไร่นับสิบคน กำลังมุงล้อมรอบบ่อน้ำบาดาลด้วยความแตกตื่น บางคนคุกเข่าลงกราบไหว้ บางคนตักน้ำขึ้นมาดื่มกินด้วยความกระหาย
"คุณหนูหลินมาแล้ว! คุณหนูหลินมาแล้ว!" เสียงหนึ่งตะโกนขึ้น ฝูงชนแหวกทางออกเป็นช่องทางเดินให้หว่านเอ๋อร์ก้าวเข้าไป
นางก้มลงมองบ่อน้ำ สิ่งที่เห็นทำให้นางต้องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แม้จะเป็นฝีมือของนางเอง แต่นางก็คาดไม่ถึงว่าน้ำจากมิติจะมีอานุภาพเพียงนี้ น้ำในบ่อที่เมื่อวานยังขุ่นคลั่กและมีเพียงก้นบ่อ บัดนี้กลับเปี่ยมล้นขึ้นมาเกือบถึงปากบ่อ ผิวน้ำใสกระจ่างดุจกระจกเงา สะท้อนเงาเมฆบนท้องฟ้า อีกทั้งยังแผ่ไอเย็นสดชื่นออกมาจางๆ ท่ามกลางอากาศร้อนระอุ
"นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ!" ป้าจาง หญิงปากตะไกรประจำหมู่บ้านโพล่งขึ้น พลางชี้มาที่หว่านเอ๋อร์ด้วยมือไม้ที่สั่นเทา "ข้าบอกแล้วว่าคุณหนูหลินเป็นคนมีบุญญาธิการ! ตั้งแต่นางมาอยู่ที่นี่ ไร่ของเราก็เจริญรุ่งเรือง แม้แต่ยามแล้งหนัก เทพเจ้าก็ยังประทานน้ำทิพย์มาให้!"
"ใช่ๆ! ข้าลองชิมดูแล้ว น้ำนี้หวานล้ำยิ่งนัก ดื่มแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ต้องเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เทพประทานให้คนดีอย่างคุณหนูหลินแน่ๆ" ชายหนุ่มอีกคนเสริมพลางเช็ดปาก
หว่านเอ๋อร์ลอบยิ้มในใจ 'น้ำศักดิ์สิทธิ์อันใดกัน ก็แค่น้ำในมิติของข้าผสมกับน้ำบาดาล แต่เอาเถอะ... เข้าใจผิดเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน'
นางแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจระคนปลาบปลื้ม "สวรรค์เมตตา... ข้าเองก็เพียรสวดมนต์ภาวนาขอพรทุกคื ไม่นึกว่าท่านเทพจะเห็นใจพวกเราจริงๆ"
ข่าวลือเรื่อง 'บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหลิน' แพร่สะพัดออกไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ชาวบ้านจากหมู่บ้านข้างเคียงก็เริ่มทยอยกันมาพร้อมถังน้ำ แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวังและความโลภ
หว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองฝูงชนที่เริ่มเบียดเสียดแย่งชิงกันตักน้ำ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น หากปล่อยไว้เช่นนี้ ไม่ช้าบ่อน้ำคงแห้งเหือด หรือมิฉะนั้นก็คงเกิดการจลาจลแย่งน้ำกันจนเลือดตกยางออก
ความเมตตาต้องมาพร้อมกับปัญญาและการจัดการที่เด็ดขาด!
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
เสียงใสทว่ากังวานด้วยอำนาจดังขึ้น สยบความวุ่นวายได้ชะงัด ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่ดรุณีน้อยร่างบางที่ยืนเด่นตระหง่านอยู่บนแท่นหินข้างศาลเจ้าที่
"น้ำในบ่อนี้ แม้สวรรค์จะประทานมา แต่ก็มีวันหมดสิ้น หากพวกท่านแก่งแย่งชิงดีกันเยี่ยงโจรปล้นชิง สวรรค์คงพิโรธและริบคืนกลับไป!"
คำขู่ที่อ้างอิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ผลเสมอ ชาวบ้านที่กำลังยื้อแย่งถังน้ำกันชะงักกึก สีหน้าซีดเผือดลง
หลินหว่านเอ๋อร์กวาดสายตาคมกริบมองไปรอบๆ ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ข้าหลินหว่านเอ๋อร์ ไม่ใช่คนใจจืดใจดำ ในเมื่อสวรรค์เมตตาข้า ข้าก็จะแบ่งปันให้พี่น้องทุกคน แต่... ต้องมีกฎเกณฑ์!"
นางชูสองนิ้วขึ้น "น้ำนี้แจกฟรี แต่จำกัดโควตา ครอบครัวละสองถังต่อวันเท่านั้น! ห้ามเวียนเทียน ห้ามกักตุน และห้ามนำไปขายต่อ หากข้าจับได้ว่าผู้ใดฝ่าฝืน ข้าจะสั่งปิดบ่อน้ำ และห้ามคนผู้นั้นเข้ามาเหยียบในที่ดินของข้าอีก!"
เสียงฮือฮาดังขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นเสียงชื่นชมในความยุติธรรม
"จางซาน! หลี่ซื่อ!" หว่านเอ๋อร์เรียกชื่อคนงานร่างกำยำสองคน "พวกเจ้ามาคุมที่ปากบ่อ จัดระเบียบให้ชาวบ้านเข้าแถว ใครแซงคิว ไล่กลับไปทันที ส่วนเด็กๆ ไปช่วยจดชื่อคนรับน้ำ อย่าให้ตกหล่น"
"ขอรับคุณหนู!"
ภาพความโกลาหลแปรเปลี่ยนเป็นความเป็นระเบียบเรียบร้อยในพริบตา ชาวบ้านเข้าแถวกันอย่างสงบเสงี่ยม แต่ละคนได้รับน้ำใสสะอาดกลับไปพร้อมรอยยิ้มและคำสรรเสริญเยินยอหลินหว่านเอ๋อร์ไม่ขาดปาก บารมีของนางในยามนี้พุ่งสูงขึ้นเสียยิ่งกว่าผู้ใหญ่บ้านเสียอีก
การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส คือความถนัดของนาง
ตลอดทั้งวัน หว่านเอ๋อร์ยุ่งอยู่กับการกำกับดูแลความเรียบร้อย จนกระทั่งดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง อากาศที่ร้อนอบอ้าวเริ่มมีลมพัดพาฝุ่นทรายปลิวว่อน
หว่านเอ๋อร์ยืนพักเหนื่อยอยู่ใต้ร่มไม้ เช็ดเหงื่อที่ผุดพรายตามไรผม นางมองดูชาวบ้านกลุ่มสุดท้ายที่กำลังหิ้วถังน้ำกลับบ้านด้วยความพึงพอใจ แม้จะเหนื่อยยาก แต่การได้เห็นรอยยิ้มของผู้คน และการที่พืชผลในไร่ได้รับน้ำประทังชีวิต ก็ทำให้นางเบาใจไปเปราะหนึ่ง
ทว่า... ความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน
ขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับเข้าเรือน เสียงแว่วประหลาดก็ลอยมาตามสายลม
'หึ่ง... หึ่ง... หึ่ง...'
เสียงนั้นดังแผ่วเบาในทีแรก คล้ายเสียงลมคราง แต่แล้วมันก็ค่อยๆ ดังขึ้น... ดังขึ้น... จนกลายเป็นเสียงอื้ออึงที่ชวนให้ขนลุกขนพอง ราวกับเสียงของใบเลื่อยขนาดเล็กนับล้านที่กำลังเสียดสีกัน
หว่านเอ๋อร์ชะงักฝีเท้า หัวใจกระตุกวูบด้วยลางสังหรณ์อัปมงคล นางเงยหน้ามองไปทางทิศตะวันตก
ที่ขอบฟ้า เส้นแบ่งระหว่างผืนดินและแผ่นฟ้า... ปรากฏกลุ่มเมฆสีดำทะมึนขนาดมหึมา กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่เมฆฝน เพราะมันเคลื่อนที่ทวนทิศทางลม และเสียง 'หึ่งๆ' นั้นก็ดังกระหึ่มจนกลบเสียงนกกา
ไม่ใช่เมฆ...
นัยน์ตาของหว่านเอ๋อร์เบิกกว้างเมื่อเพ่งมองชัดๆ สีหน้าของนางซีดเผือดลงในทันใด
มันคือกองทัพปีศาจตัวจิ๋วที่มีปีก... ฝันร้ายของเกษตรกรทุกยุคทุกสมัย
"ตั๊กแตน..." นางรำพึงออกมาเสียงสั่นเครือ "หายนะ... มาถึงแล้ว"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แมลงระบาดระลอกสอง]**