ตอนที่ 117
***บทที่ 117: แมลงระบาดระลอกสอง***
เงาทะมึนที่ปกคลุมเส้นขอบฟ้านั้นเคลื่อนตัวเข้ามาด้วยความเร็วประหนึ่งคลื่นยักษ์ถาโถม เสียง ‘หึ่งๆ’ ที่เคยแว่วมาตามสายลม บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงกัมปนาทกึกก้องจนแก้วหูแทบสั่นสะเทือน
ชาวบ้านที่กำลังหิ้วถังน้ำกลับเรือนต่างหยุดชะงัก เงยหน้ามองท้องนภาด้วยใบหน้าซีดเผือด ความหวังที่เพิ่งถูกจุดประกายด้วยน้ำทิพย์จากหลินหว่านเอ๋อร์ กลับถูกบดขยี้ลงในพริบตาด้วยกองทัพมัจจุราชปีกแข็ง
“ตั๊กแตน! ฝูงตั๊กแตนบุก!”
เสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นจากท้ายไร่ ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องระงมของผู้หญิงและเด็ก ความโกลาหลแผ่ขยายไปทั่วหมู่บ้านยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เพียงชั่วพริบตา เมฆดำเหล่านั้นก็โฉบลงต่ำ บดบังแสงอาทิตย์ยามเย็นจนมืดมิดราวกับรัตติกาลมาเยือนก่อนเวลาอันควร
ฝูงตั๊กแตนนับล้านตัวกระพือปีกเสียดสีกันดังสนั่นหวั่นไหว พวกมันร่อนลงเกาะกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นใบหญ้า ยอดไม้ หรือแม้แต่พืชผลในไร่ที่ชาวบ้านเพียรพยายามรดน้ำรักษาชีวิตมาอย่างยากลำบาก
“สวรรค์! ท่านโหดร้ายเกินไปแล้ว!” ป้าจางทรุดตัวลงร่ำไห้โขกศีรษะกับพื้นดินแห้งแตกระแหง “ข้าวของข้า... ผักของข้า...”
ท่ามกลางเสียงร่ำไห้และก่นด่าโชคชะตา หลินหว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งสงบดั่งขุนเขา ร่างบางในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายไม่ได้สั่นสะท้านไปกับหายนะตรงหน้า นัยน์ตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย ประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็วและเยือกเย็น
นางรู้ดีว่าการร้องไห้ฟูมฟายไม่ได้ช่วยให้ตั๊กแตนบินกลับไป
“หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้!”
เสียงตวาดก้องกังวานของหว่านเอ๋อร์ดังแทรกเสียงปีกแมลง อำนาจบางอย่างในน้ำเสียงทำเอาชาวบ้านที่กำลังเสียขวัญต้องชะงักและหันมามอง
นางก้าวขึ้นไปยืนบนโขดหินสูง กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยแววตาคมกริบ
“ร้องไห้แล้วตั๊กแตนมันจะตายหรือ? โขกหัวจนเลือดออก ข้าวในนามันจะงอกคืนมาหรือไม่!” นางเอ่ยด้วยวาจาเชือดเฉือนตามนิสัย “หากพวกเจ้ายังมีแรงร้องไห้ สู้เอาแรงนั้นมาจับพวกมันเสียยังดีกว่า!”
“จะ... จับหรือขอรับ?” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยถามเสียงสั่น “มันมีเป็นล้านตัว จับอย่างไรก็ไม่หมด สู้ไปก็แพ้เปล่าๆ”
หว่านเอ๋อร์กระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่งดงามแต่แฝงไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว “ใครว่าข้าจะให้พวกเจ้าจับฟรีๆ... ข้าประกาศตรงนี้! ไร่สุขสำราญรับซื้อตั๊กแตนพวกนี้ ในราคากิโลกรัมละสามอีแปะ! จะเป็นตายหรือเป็น ขอแค่มีตัวมา ข้ารับซื้อไม่อั้น!”
สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังพลันเงียบกริบลงชั่วอึดใจ ชาวบ้านมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ราวกับไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“คุณหนูหลิน... ท่าน... ท่านจะซื้อแมลงศัตรูพืชพวกนี้ไปทำไม?”
“อย่าเพิ่งถามมาก!” หว่านเอ๋อร์สะบัดแขนเสื้อสั่งการเด็ดขาด “เด็กๆ! ไปเอาสวิง ตาข่าย และกระสอบมา! ใครจับได้มาก ได้เงินมาก ใครมัวแต่ยืนบื้อใบ้ ก็ปล่อยให้แมลงกินพืชผักของเจ้าไปจนหมดเถิด!”
คำว่า ‘เงิน’ เปรียบเสมือนเวทมนตร์วิเศษ โดยเฉพาะในยามข้าวยากหมากแพงเช่นนี้
ทันใดนั้น ความเศร้าโศกก็ถูกแทนที่ด้วยความโลภและความกระตือรือร้น เด็กน้อยในหมู่บ้านที่เคยวิ่งหนีด้วยความกลัว บัดนี้ดวงตาเป็นประกายวาววับ พวกเขารีบวิ่งกลับบ้านไปคว้าตะกร้า ถุงผ้า หรือแม้แต่หม้อไหออกมา
“สามอีแปะ! ข้าจะจับให้ได้สิบกิโลฯ เลย!”
“อย่าแย่งข้า! ตัวนั้นข้าจองแล้ว!”
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าช่างน่าอัศจรรย์ใจ จากเดิมที่ผู้คนหนีตายกันอลหม่าน กลับกลายเป็นมหกรรมการไล่ล่าสังหารครั้งใหญ่ เด็กๆ กระโดดโลดเต้น ไล่ตะปบตั๊กแตนด้วยความสนุกสนาน เสียงหัวเราะและการแข่งขันดังก้องไปทั่วทุ่ง ผู้ใหญ่เองก็ไม่อาจอยู่เฉย คว้าไม้กวาดและผ้าผืนใหญ่มาช่วยกวาดต้อนแมลงลงกระสอบ
หว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองดูผลงานของตนด้วยความพึงพอใจ แม้พืชผลเสียหายไปบ้าง แต่การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นเกมล่ารางวัลเช่นนี้ ช่วยลดความเสียหายทางจิตใจและทรัพย์สินลงได้อย่างมหาศาล
เวลาผ่านไปจนฟ้ามืดสนิท คบเพลิงถูกจุดขึ้นรอบลานบ้านตระกูลหลิน กองภูเขาขนาดย่อมของตั๊กแตนที่ถูกจับมากองรวมกันดูน่าสยดสยองสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับหว่านเอ๋อร์... นี่คือวัตถุดิบชั้นเลิศ
หลังจากจ่ายเงินให้ชาวบ้านและเด็กๆ ที่ยิ้มแก้มปริเพราะกระเป๋าตุงกันถ้วนหน้า หว่านเอ๋อร์ก็สั่งให้คนงานในไร่นำตั๊กแตนเหล่านั้นไปล้างทำความสะอาด
“คุณหนู... ท่านแน่ใจหรือเจ้าคะว่าจะทำ... เอ้อ... สิ่งนี้?” สาวใช้คนสนิทมองดูตั๊กแตนตัวอวบอ้วนในกะละมังด้วยสีหน้าพะอืดพะอม
“ของดีทั้งนั้น เจ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว” หว่านเอ๋อร์หัวเราะหึๆ นางม้วนแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง
นางสั่งให้ตั้งกระทะใบบัวขนาดใหญ่บนเตาไฟ น้ำมันพืชที่นางสกัดไว้ในมิติลับถูกเทลงไปจนท่วม ระหว่างรอน้ำมันเดือด นางสอนวิธีเด็ดปีกและขาส่วนที่มีหนามแหลมออก รวมถึงดึงเส้นดำในท้องทิ้งไป
เมื่อน้ำมันเดือดจัดจนควันฉุย หว่านเอ๋อร์ก็โยนตั๊กแตนที่สะเด็ดน้ำแล้วลงไป
*ซ่า!*
เสียงฉ่าของน้ำมันดังสนั่น พร้อมกับกลิ่นหอมแปลกประหลาดที่เริ่มลอยฟุ้ง ตอนแรกมันมีกลิ่นเขียวของหญ้า แต่สักพักกลับเปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมมันคล้ายถั่วทอดหรือกุ้งแห้งคั่ว
นางใช้ตะหลิวขนาดใหญ่คนกลับไปมาอย่างชำนาญ จนกระทั่งตัวตั๊กแตนเปลี่ยนจากสีเขียวคล้ำเป็นสีเหลืองทองอร่าม กรอบฟูดูน่ารับประทาน
หว่านเอ๋อร์ตักพวกมันขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน ก่อนจะโรยเกลือแกงและผงปรุงรสสูตรพิเศษที่นางแอบผสมเตรียมไว้ (ซึ่งมีส่วนผสมของพริกไทยและสมุนไพรบางอย่างจากมิติ) ลงไปคลุกเคล้าจนทั่ว
กลิ่นหอมยั่วน้ำลายตลบอบอวลไปทั่วลานบ้าน เด็กๆ ที่ยังรีรอไม่ยอมกลับบ้านเพราะความสงสัย ต่างพากันกลืนน้ำลายเอือก
“เสร็จแล้ว” หว่านเอ๋อร์หยิบตั๊กแตนทอดตัวหนึ่งขึ้นมา เป่าไล่ความร้อนเล็กน้อย ก่อนจะส่งเข้าปากแล้วเคี้ยว
*กรุบ!*
เสียงเคี้ยวที่บ่งบอกถึงความกรอบดังก้องในความเงียบ
“อืม... รสชาติใช้ได้ กรอบ มัน เค็มกำลังดี” นางพยักหน้ากับตัวเอง ก่อนจะหันไปมองเหล่าเด็กน้อยและคนงานที่ยืนมองตาละห้อย “ใครกล้าลองบ้าง?”
เด็กชายตัวจ้อยลูกชายของผู้ใหญ่บ้าน ใจกล้าเดินเข้ามาเป็นคนแรก เขาหยิบตั๊กแตนขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา หลับตาปี๋แล้วโยนเข้าปาก
เคี้ยว... เคี้ยว...
ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เบิกโพลง “อร่อย! อร่อยมากเลยขอรับพี่สาว! มันกรอบเหมือนแป้งทอด แต่หอมกว่า!”
เมื่อมีผู้กล้าคนแรก ย่อมมีคนที่สองและสามตามมา ไม่นานนัก ตั๊กแตนทอดกระทะแรกก็หายวับไปกับตา เสียงเคี้ยวกรุบกรับดังระงมราวกับดนตรีบรรเลง
“ไม่น่าเชื่อ... ศัตรูพืชที่น่ารังเกียจ กลับกลายเป็นอาหารเลิศรสเช่นนี้ได้” คนงานชายผู้หนึ่งเอ่ยชมพลางเลียนิ้วอย่างเสียดาย
หว่านเอ๋อร์มองดูภาพความสุขเล็กๆ ท่ามกลางวิกฤตด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่นัยน์ตาของนางกลับฉายแววคมกล้าดุจพญาเหยี่ยวที่มองเห็นเหยื่ออันโอชะยิ่งกว่า
นางมองไปยังกองกระสอบตั๊กแตนที่ยังเหลืออยู่อีกนับร้อยกิโลกรัม สมองอันชาญฉลาดของนางเริ่มคำนวณตัวเลขและแผนการในหัวอย่างรวดเร็ว
นี่ไม่ใช่แค่ของว่างสำหรับแจกจ่าย...
แต่มันคือ 'ทองคำ' ที่มีปีกบินมาให้นางถึงหน้าประตูบ้าน
“กินให้อิ่มกันเสียคืนนี้” หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความนัยที่น่าขนลุก “เพราะพรุ่งนี้... ข้าจะพาเจ้าแมลงพวกนี้ไปถล่มเมือง!”
นางแสยะยิ้มมุมปาก พลางหยิบตั๊กแตนตัวโตขึ้นมาพิจารณาราวกับกำลังมองก้อนเงินตำลึง
"เตรียมตัวให้ดีเถิดชาวเมือง ข้าหลินหว่านเอ๋อร์ผู้นี้ จะทำให้พวกเจ้ารู้จักรสชาติแห่งหายนะ... ที่อร่อยจนลืมไม่ลง!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ตั๊กแตนทอดรสเด็ด]**