ตอนที่ 118
***บทที่ 118: ตั๊กแตนทอดรสเด็ด***
แสงรุ่งอรุณสาดส่องกระทบหลังคาโรงเตี๊ยม ‘เฟิ่งไหล’ กลางเมืองอันคึกคัก ทว่าบรรยากาศในวันนี้กลับแปลกประหลาดกว่าทุกวัน แทนที่จะมีเพียงกลิ่นแป้งหมั่นโถวนึ่งหรือน้ำแกงกระดูกหมูที่ลอยอบอวล กลิ่นหอมชนิดใหม่ที่รุนแรงและยั่วน้ำลายกลับลอยฟุ้งครอบคลุมไปทั่วบริเวณหน้าโรงเตี๊ยม ดึงดูดผู้คนให้หยุดฝีเท้าแล้วสูดดมด้วยความฉงน
“กลิ่นอะไรกัน หอมเครื่องเทศยิ่งนัก แต่ก็มีกลิ่นมันย่างที่คุ้นเคย...” ชายร่างท้วมผู้หนึ่งหยุดยืนจมูกฟุดฟิด
ที่หน้าโรงเตี๊ยม หลินหว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมงยืนอยู่หน้าเตาถ่านไฟแรง บนเตามีกระทะใบบัวขนาดใหญ่ที่น้ำมันกำลังเดือดพล่าน ส่งเสียงฉ่าๆ ราวกับดนตรีแห่งความหิวโหย ข้างกายมีตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุ ‘วัตถุดิบ’ ที่ผ่านการล้างทำความสะอาดและเด็ดปีกเด็ดขาออกจนเกลี้ยงเกลา
“เอาล่ะนะ!” หว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงใส นางใช้ตะหลิวตักตั๊กแตนตัวอวบอ้วนที่หมักเกลือบางๆ ลงไปในกระทะ
*ซู่วววว!*
เสียงน้ำมันปะทะความชื้นดังสนั่น ควันสีขาวพวยพุ่งพร้อมกับกลิ่นหอมที่ทวีความรุนแรงขึ้น นางใช้ตะหลิวคนอย่างชำนาญ พลิกแพลงข้อมือด้วยท่วงท่าดุจจอมยุทธ์ร่ายรำกระบี่ เพียงไม่นาน ตั๊กแตนสีเขียวคล้ำและน้ำตาลก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่าม น่ารับประทานจนแทบลืมไปว่าพวกมันเคยเป็นศัตรูพืชที่น่ารังเกียจ
เมื่อตั๊กแตนสุกได้ที่ นางตักพวกมันขึ้นพักสะเด็ดน้ำมัน ก่อนจะเทลงในกะละมังใบใหญ่ จากนั้นจึงหยิบกระปุกกระเบื้องเคลือบใบเล็กออกมา นี่คือ ‘อาวุธลับ’ ของนาง
ผงปรุงรสสูตรพิเศษ!
มันคือส่วนผสมของพริกไทยป่น เกลือสินเธาว์คั่วละเอียด ผงกระเทียม และสมุนไพรอีกสองสามชนิดที่นางลักลอบปลูกในมิติลับ กลิ่นของมันหอมฉุนแต่ชวนให้เจริญอาหารยิ่งนัก
นางโรยผงปรุงรสลงไปแล้วเขย่ากะละมังให้เข้ากัน เสียง *กรุบกรับ* ของตั๊กแตนทอดกรอบที่กระทบกันฟังดูไพเราะเสนาะหูยิ่งกว่าเสียงเหรียญทอง
“ตั๊กแตนทอดรสเด็ดเจ้าค่ะ! กรอบ หอม อร่อย กินแล้วมีแรง เคี้ยวเพลินจนหยุดไม่ได้! ถุงละห้าอีแปะเท่านั้น!” หว่านเอ๋อร์ร้องเรียกลูกค้าด้วยรอยยิ้มการค้า
ฝูงชนเริ่มมุงดูด้วยความสนใจระคนหวาดหวั่น
“ตั๊กแตนรึ? นั่นมันแมลงปีศาจที่กัดกินพืชผลมิใช่หรือ ใครจะไปกินลง!” หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งอุทานด้วยความรังเกียจ
“นั่นสิ ข้าเห็นแล้วขนลุก” ชายอีกคนทำท่าพะอืดพะอม
หว่านเอ๋อร์คาดการณ์ปฏิกิริยานี้ไว้แล้ว นางไม่ตอบโต้ด้วยวาจา แต่หยิบตั๊กแตนตัวหนึ่งขึ้นมา โยนเข้าปากเคี้ยวโชว์ต่อหน้าธารกำนัล
*กรุบ!*
เสียงเคี้ยวที่ดังสนั่นบ่งบอกถึงความกรอบระดับสุดยอด นางเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ราวกับกำลังลิ้มรสขาหมูตุ๋นน้ำแดงชั้นเลิศ
“พี่ชายท่านนั้น” นางชี้ไปที่ชายแบกหามร่างกำยำที่กำลังยืนกลืนน้ำลาย “ท่านดูเหนื่อยล้า ลองชิมดูสักตัวไหมเจ้าคะ ข้าให้ชิมฟรี หากไม่อร่อย ข้ายินดีจ่ายค่าทำขวัญให้ท่านสิบอีแปะ!”
คำว่า ‘ฟรี’ และ ‘สิบอีแปะ’ เป็นมนต์สะกดชั้นดี ชายผู้นั้นเดินเข้ามาอย่างกล้าๆ กลัวๆ หยิบตั๊กแตนสีทองขึ้นมาดม กลิ่นหอมของพริกไทยและเครื่องเทศเตะจมูกอย่างจัง เขาหลับตาแล้วโยนเข้าปาก
วินาทีแรกที่ฟันกระทบเปลือกกรอบๆ รสชาติเค็มมันผสานกับความเผ็ดร้อนของพริกไทยระเบิดซ่านไปทั่วลิ้น ความมันของเนื้อตั๊กแตนที่คล้ายไข่แดงเค็มผสมกุ้งแห้งทำให้ดวงตาของเขาเบิกโพลง
“นี่มัน...” เขาเคี้ยวเร็วขึ้น แล้วรีบหยิบตัวที่สองเข้าปาก “อร่อย! อร่อยยิ่งกว่าเนื้อไก่ทอดเสียอีก! เถ้าแก่เนี่ย ข้าเอาสองถุง!”
เมื่อกำแพงแห่งความกลัวพังทลายลงด้วยคำยืนยันของผู้กล้า ฝูงชนที่เหลือก็มิอาจต้านทานกลิ่นหอมได้อีกต่อไป
“ข้าเอาด้วยถุงหนึ่ง!”
“ข้าของสอง!”
“ขอข้าชิมก่อน... โอ้โห! รสชาติดีจริงๆ ด้วย เอามาสามถุง ข้าจะเอาไปแกล้มเหล้า!”
พริบตาเดียว แผงลอยเล็กๆ ของหว่านเอ๋อร์ก็ถูกรุมล้อม เงินอีแปะปลิวว่อนลงในกล่องไม้ของนาง ตั๊กแตนที่เคยเป็นหายนะของชาวนา บัดนี้กลายเป็น ‘ทองคำทอดกรอบ’ ที่ผู้คนแย่งชิงกันซื้อ
เถ้าแก่เนี่ยเจ้าของโรงเตี๊ยมเฟิ่งไหล ซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่บนระเบียงชั้นสอง มองดูภาพเบื้องล่างด้วยแววตาเป็นประกาย นางเป็นหญิงหม้ายผู้ชาญฉลาดและมองการณ์ไกล เมื่อเห็นลูกค้าซื้อตั๊กแตนทอดของหว่านเอ๋อร์แล้วเดินเข้ามาสั่งสุราในร้านนางเพื่อกินคู่กัน นางก็รู้ทันทีว่านี่คือโอกาสทางธุรกิจ
นางเดินนวยนาดลงมาพร้อมพัดจีบในมือ แหวกฝูงชนเข้ามาหาหว่านเอ๋อร์
“แม่หนูหว่านเอ๋อร์ การค้าคึกคักจริงนะ” เถ้าแก่เนี่ยเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มหวานหยด
“โชคช่วยเจ้าค่ะท่านป้า” หว่านเอ๋อร์ตอบอย่างถ่อมตน แต่ดวงตาแพรวพราว “ตั๊กแตนทอดแกล้มสุรานารีแดงของโรงเตี๊ยมท่าน คงจะเข้ากันพิลึก”
“ฉลาดพูดสมเป็นเจ้า” เถ้าแก่เนี่ยหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลดเสียงลงกระซิบ “ข้าสังเกตดูแล้ว ที่คนติดใจไม่ใช่แค่ตัวตั๊กแตน แต่เป็นผงปรุงรสสีขาวนวลที่เจ้าโรยลงไปนั่นต่างหาก... กลิ่นหอมฉุนเตะจมูก แต่กลับกลมกล่อม ไม่เหมือนเครื่องเทศทั่วไปในท้องตลาด แม้แต่ร้านเครื่องเทศตระกูลหลิวที่ว่าแน่ ยังทำกลิ่นเช่นนี้ไม่ได้”
หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วเล็กน้อย *ตระกูลหลิวหรือ...* นางจดจำชื่อนี้ไว้ในใจ
“ท่านป้าตาถึงจริงๆ เจ้าค่ะ นี่เป็นสูตรลับประจำตระกูลข้า” หว่านเอ๋อร์โกหกหน้าตาย
“ข้าสนใจสูตรผงปรุงรสนั่น” เถ้าแก่เนี่ยเข้าประเด็นทันที “ข้าอยากซื้อสูตรของเจ้า หรือไม่... เจ้าก็ทำมาส่งให้โรงเตี๊ยมข้า ข้าจะรับซื้อตั๊กแตนทอดของเจ้ามาเป็นกับแกล้มประจำร้าน ให้ราคางามกว่าที่เจ้าขายปลีกเสียอีก”
หว่านเอ๋อร์คำนวณในใจอย่างรวดเร็ว การขายปลีกหน้าร้านได้เงินสดเร็วก็จริง แต่ก็เหนื่อยและเสียเวลา การมีคู่ค้าเป็นโรงเตี๊ยมใหญ่อย่างเฟิ่งไหลจะช่วยระบายสินค้าได้มหาศาล อีกทั้งนางยังต้องเตรียมการเรื่องอื่นอีกมาก ไม่มีเวลามาทอดตั๊กแตนทั้งวันแน่
“สูตรคงขายให้ไม่ได้เจ้าค่ะ มันเป็นของตกทอดจากบรรพบุรุษ” หว่านเอ๋อร์ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลเพื่อรักษาไพ่เหนือกว่า “แต่หากท่านป้าต้องการรับตั๊กแตนทอดปรุงรสเสร็จสรรพไปขาย ข้ายินดีส่งให้วันละยี่สิบชั่ง ในราคาส่งที่ท่านพอใจ”
เถ้าแก่เนี่ยหรี่ตามองเด็กสาวตรงหน้าอย่างประเมินค่า ก่อนจะยิ้มกว้าง “ตกลง! เจ้านี่เขี้ยวลากดินจริงๆ เอาตามที่เจ้าว่า”
การเจรจาจบลงด้วยดี หว่านเอ๋อร์ขายตั๊กแตนทอดจนหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วยาม เมื่อนางเก็บข้าวของเตรียมกลับ ข่าวลือเรื่อง ‘ตั๊กแตนทอดรสเด็ด’ ก็แพร่สะพัดไปทั่วเมือง ชาวบ้านที่เคยหวาดกลัวตั๊กแตนเริ่มมองพวกมันด้วยสายตาเปลี่ยนไป
ชาวนาบางคนถึงกับถือสวิงและถุงกระสอบวิ่งออกไปที่ทุ่งนา ไม่ใช่เพื่อไล่... แต่เพื่อ ‘ล่า’ อาหารอันโอชะ
“ใครจะไปนึก ว่าศัตรูพืชจะกลายเป็นเนื้อสัตว์ราคาถูกให้เราได้กินอิ่มท้อง” ชายชราคนหนึ่งพึมพำพลางมองดูหลานๆ วิ่งไล่จับตั๊กแตนอย่างสนุกสนาน
หว่านเอ๋อร์มองดูภาพนั้นด้วยความพึงพอใจ นางไม่เพียงแต่แก้ปัญหาปากท้องเฉพาะหน้า แต่ยังเปลี่ยนวิกฤตศัตรูพืชให้กลายเป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอด พลิกโฉมหน้าของหายนะให้กลายเป็นเทศกาลรื่นเริง
นางกระโดดขึ้นเกวียนวัว ตบกระเป๋าเงินที่ตุงแน่นด้วยเหรียญอีแปะและก้อนเงินตำลึง “กลับบ้านกันเถอะเจ้าทุย วันนี้เราชนะศึกแรกแล้ว”
ทว่า ในขณะที่เกวียนวัวกำลังจะเคลื่อนตัวออกจากประตูเมือง เสียงกีบม้าที่ควบตะบึงมาอย่างรวดเร็วก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
*กุบกับ! กุบกับ! กุบกับ!*
ม้าเร็วตัวหนึ่งวิ่งฝุ่นตลบเข้ามาจอดเทียบข้างเกวียนของนาง ชายบนหลังม้าสวมชุดสีเข้ม ใบหน้าเคร่งขรึม เขาโยนห่อผ้าขนาดเล็กที่ประทับตราครั่งสีแดงลงบนตักของหว่านเอ๋อร์
“จดหมายด่วนจากเมืองหลวง ถึงคุณหนูหลิน”
ชายผู้นั้นกล่าวเพียงสั้นๆ ก่อนจะกระตุกบังเหียนควบม้าจากไป ทิ้งให้หว่านเอ๋อร์มองตามด้วยความงุนงง นางหยิบห่อผ้านั้นขึ้นมา กลิ่นอายของความตึงเครียดบางอย่างแผ่ออกมาจากจดหมายฉบับนั้น
รอยยิ้มแห่งชัยชนะบนใบหน้าของนางค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและระแวดระวัง ลางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่า... ตั๊กแตนระบาดนี้ เป็นเพียงแค่บทนำของหายนะที่แท้จริง
มือเรียวบางแกะตราครั่งออก สายตากวาดมองตัวอักษรในจดหมาย แล้วหัวใจของนางก็กระตุกวูบ
ลมหนาวพัดวูบผ่านเข้ามา ทั้งที่ยังเป็นฤดูใบไม้ผลิ... พายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นแล้ว และมันร้ายแรงยิ่งกว่าฝูงตั๊กแตนนับหมื่นเท่า
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: จดหมายจากเมืองหลวง]**