ตอนที่ 119

***บทที่ 119: จดหมายจากเมืองหลวง***

สายลมแห้งแล้งพัดกรรโชกวูบหนึ่ง ฝุ่นทรายปลิวคลุ้งตลบอบอวล ผสมปนเปไปกับกลิ่นอายของความตึงเครียดที่แผ่ซ่านออกมาจากกระดาษในมือของหลินหว่านเอ๋อร์

นิ้วเรียวงามดุจหยกสลักค่อยๆ คลี่แผ่นกระดาษเนื้อดีนั้นออก ตัวอักษรที่ปรากฏเบื้องหน้ามิใช่ลายมือไก่เขี่ยของคนสามัญ หากแต่เป็นลายพู่กันที่ตวัดอย่างทรงพลัง ดุดันและเฉียบขาดดุจคมดาบที่ฟาดฟันลงบนศิลา ราวกับจะสะท้อนตัวตนของผู้เขียนที่เปี่ยมด้วยอำนาจบารมี

เนื้อความในจดหมายนั้นสั้นกระชับ ไร้ซึ่งคำทักทายเยิ่นเย้อ

*‘เมฆดำปกคลุมเมืองหลวง ราคาข้าวสารพุ่งทยานดุจม้าป่าหลุดจากบังเหียน ภัยแล้งกำลังคืบคลานเข้าสู่แดนใต้ จงเร่งตุนเสบียง... ก่อนที่ทองคำจะมีค่าด้อยกว่าเมล็ดข้าว’*

ไม่มีชื่อลงท้าย มีเพียงตราประทับรูป ‘กิเลนเหยียบเมฆา’ จางๆ ที่มุมกระดาษ

ดวงตาหงส์ของหว่านเอ๋อร์หรี่ลงเล็กน้อย ประกายความเย็นเยียบวาบผ่านในแววตา หญิงสาวจดจำลายมือและตราประทับนี้ได้แม่นยำ แม้บุรุษผู้นั้นจะไม่เคยเอ่ยวาจาดีๆ กับนาง แต่ทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหว ย่อมหมายถึงเรื่องคอขาดบาดตาย

“ราคาข้าวในเมืองหลวงพุ่งสูง?” หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตนเอง เสียงของนางแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลม “หากเมืองหลวงขาดแคลน หัวเมืองรอบนอกย่อมถูกสูบเลือดเนื้อจนเหือดแห้ง... ภัยแล้งครั้งนี้ มิใช่เรื่องเล่นๆ เสียแล้ว”

ในมิติลับของนางมีเสบียงและน้ำทิพย์วิเศษมากมายก็จริงอยู่ แต่ในโลกภายนอก นางคือคุณหนูตระกูลหลิวผู้ทำไร่ทำสวน หากวันหนึ่งเกิดข้าวยากหมากแพงขึ้นมาจริงๆ แล้วนางยังมีกินมีใช้โดยที่ยุ้งฉางว่างเปล่า ย่อมหนีไม่พ้นข้อครหาว่าเป็นปีศาจ หรือไม่ก็ถูกทางการเพ่งเล็ง

ต้องสร้างฉากบังหน้า... และต้องทำเดี๋ยวนี้!

“เจ้าทุย กลับรถ!” หว่านเอ๋อร์ร้องสั่งเสียงเด็ดขาด “เราจะไม่กลับบ้าน แต่เราจะไปที่ลานตากข้าวของหมู่บ้าน!”

เจ้าวัวทุยร้องมอๆ อย่างประท้วงเล็กน้อย แต่ก็ยอมหันหัวกลับไปตามคำสั่งของนายสาว

เมื่อเกวียนวัวแล่นมาถึงลานกลางหมู่บ้าน ภาพที่เห็นคือความโกลาหลย่อมๆ ชาวนาหลายคนกำลังจับกลุ่มสนทนาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บางคนนั่งกุมขมับมองดูถุงข้าวเปลือกที่เหลืออยู่น้อยนิดจากการเก็บเกี่ยวรอบที่แล้ว

“ปีนี้ฝนแล้ง ตั๊กแตนก็ระบาด แม้พวกเราจะจับตั๊กแตนกินได้ แต่มันขายไม่ได้ราคาเท่าข้าว!” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งบ่นอุบ “ข้าต้องการเงินไปซ่อมหลังคาบ้าน ข้าวเปลือกพวกนี้เก็บไว้ก็รังแต่จะฝ่อลีบ ขายทิ้งเสียยังจะได้เงินมาหมุนเวียนบ้าง”

“แต่พ่อค้าคนกลางกดราคาจนแทบติดดิน เจ้าจะขายลงหรือ?” อีกคนแย้ง

“ไม่ขายแล้วจะทำอย่างไร! รอให้มอดกินหรือ?”

ในจังหวะนั้นเอง เสียงใสกระจ่างดุจระฆังเงินก็ดังแทรกขึ้น

“ข้ารับซื้อเอง”

ทุกสายตาหันขวับไปมองที่ต้นเสียง ร่างระหงของหลินหว่านเอ๋อร์ก้าวลงจากเกวียนวัวด้วยท่วงท่าสง่างาม นางปัดฝุ่นออกจากอาภรณ์เล็กน้อย ก่อนจะกวาดสายตามองชาวบ้านทุกคน

“คุณหนูหลิน?” ชายคนแรกร้องทัก “ท่าน... ท่านจะรับซื้อข้าวเปลือกหรือ? แต่ที่ไร่สุขสำราญของท่านก็มีข้าวอยู่มิใช่น้อย”

“ข้าต้องการเพิ่ม” หว่านเอ๋อร์ตอบสั้นๆ รอยยิ้มบางเบาประดับมุมปาก “ข้าจะรับซื้อข้าวเปลือกทั้งหมดที่พวกท่านต้องการขาย ในราคาตลาดที่เป็นธรรม ไม่กดราคาเหมือนพ่อค้าหน้าเลือดพวกนั้น แต่มีข้อแม้ว่า... ต้องขายให้ข้าตอนนี้ เดี๋ยวนี้”

คำประกาศของนางเปรียบเสมือนฝนทิพย์ที่โปรยปรายลงมากลางวงสนทนา ชาวบ้านต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปขนกระสอบข้าวมาจากบ้านของตน ราคายุติธรรมที่หว่านเอ๋อร์เสนอนั้นสูงกว่าที่พ่อค้าคนกลางให้ถึงสองส่วน ใครเล่าจะไม่รีบตะครุบโอกาส

ทันใดนั้น ข่าวลือเรื่อง ‘คุณหนูหลินสติเฟื่อง’ ก็แพร่สะพัดไปทั่วตลาดราวกับไฟลามทุ่ง

พ่อค้าข้าวร่างท้วมคนหนึ่งที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่หน้าร้านขายของชำหัวเราะเยาะเสียงดัง “ฮ่าๆๆ! นังหนูสกุลหลินผู้นี้ช่างโง่เขลานัก! ยามนี้ใครๆ เขาก็เก็บเงินสดกันทั้งนั้น ฝนแล้งเช่นนี้ ข้าวปลูกไปก็ตาย สู้เก็บเงินไว้ซื้อเนื้อกินยังดีเสียกว่า นางเอาเงินตำลึงไปแลกกับข้าวเปลือกเก่าๆ ช่างไร้สมองสิ้นดี!”

“นั่นสิขอรับเถ้าแก่” ลูกหาบคนสนิทรีบประจบ “นางคงคิดว่าตัวเองรวยล้นฟ้า เลยโปรยเงินเล่น ข้าวพวกนั้นเก็บไว้อีกไม่กี่เดือนก็คงเน่าคาฉาง”

เสียงนินทาและสายตาดูแคลนพุ่งเป้ามาที่หว่านเอ๋อร์ แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ หญิงสาวยืนคุมการชั่งตวงข้าวเปลือกอย่างใจเย็น มือข้างหนึ่งถือสมุดบัญชี อีกข้างดีดลูกคิดเสียงดัง *เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!* อย่างคล่องแคล่ว

“ท่านลุงจาง ข้าวสารสามกระสอบ ห้าสิบอีแปะ... รับไป”

“ป้าหวัง ข้าวเปลือกห้ากระสอบ... นี่เงินของท่าน”

หว่านเอ๋อร์จ่ายเงินสดทันทีไม่มีติดค้าง การกระทำที่ฉับไวและเด็ดขาดของนางทำให้กองข้าวเปลือกบนเกวียนของนางสูงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องจ้างเกวียนชาวบ้านเพิ่มอีกหลายคันเพื่อขนกลับไร่

“คุณหนู... ท่านแน่ใจหรือขอรับ?” ลุงบุญ คนงานเก่าแก่ที่มาช่วยขนข้าวอดกระซิบถามไม่ได้ “ชาวบ้านต่างพากันหัวเราะเยาะว่าท่าน... เอ่อ... ซื้อของแพงเกินความจำเป็น ยามนี้ข้าวเก่ายังพอหาได้ ราคาไม่ได้สูงนัก”

หว่านเอ๋อร์ปรายตามองลุงบุญ แววตาของนางลึกล้ำดุจห้วงมหรรณพ “ลุงบุญ ท่านเคยได้ยินคำกล่าวนี้หรือไม่... ‘ยามสงบจงเตรียมรบ ยามมีกินจงเตรียมเสบียง’”

นางหยิบเมล็ดข้าวเปลือกขึ้นมาพิจารณา เมล็ดข้าวสีทองส่องประกายล้อแสงแดดยามเย็น “คนพวกนั้นหัวเราะข้าที่นำเงินไปแลกข้าว แต่ในไม่ช้า... พวกเขาจะร้องไห้เมื่อพบว่ามีเงินเต็มถุง แต่ไม่อาจหาซื้อข้าวได้แม้แต่กำมือเดียว”

นางรู้ดีจากจดหมายของบุรุษปริศนาผู้นั้น... ข้อมูลวงในระดับนี้มีค่าดั่งทองคำ การที่เขาส่งม้าเร็วมาเตือนนาง ย่อมแสดงว่าสถานการณ์ในเมืองหลวงเลวร้ายถึงขีดสุดแล้ว และคลื่นแห่งหายนะนั้นกำลังจะซัดสาดมาถึงที่นี่ในไม่ช้า

เมื่อขบวนเกวียนขนข้าวเคลื่อนตัวกลับเข้าสู่ไร่สุขสำราญ หว่านเอ๋อร์สั่งให้คนงานเปิดยุ้งฉางใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ และให้จัดเก็บข้าวเปลือกทั้งหมดอย่างมิดชิด พร้อมทั้งโรยสมุนไพรไล่แมลงสูตรพิเศษของนาง

ตกดึก คืนนั้นไร้จันทร์

หว่านเอ๋อร์นั่งอยู่หน้าตะเกียงน้ำมันเพียงลำพัง บนโต๊ะมีจดหมายฉบับนั้นวางอยู่ นางอ่านทวนซ้ำอีกครั้ง พลางขบคิดถึงแผนการขั้นต่อไป

‘หากข้าวแพง ชาวบ้านจะอดอยาก... เมื่ออดอยาก โจรผู้ร้ายจะชุกชุม ไร่ของข้าจะกลายเป็นเป้าหมายแรก’

นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ *ก๊อก... ก๊อก...*

นางไม่ได้เตรียมการแค่เพื่อหากำไร แต่เพื่อความอยู่รอด ไร่สุขสำราญจะต้องเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคข้าวยากหมากแพงนี้

ทันใดนั้น ลมกรรโชกแรงวูบหนึ่งพัดหน้าต่างเปิดออก เปลวไฟในตะเกียงวูบไหวจนเกือบดับ กลิ่นไหม้จางๆ ลอยมาตามลม มิใช่กลิ่นควันไฟจากการหุงต้ม แต่เป็นกลิ่นที่ชวนให้สังหรณ์ใจไม่ดี

หว่านเอ๋อร์ลุกพรวดขึ้น เดินไปที่หน้าต่าง สายตามองฝ่าความมืดออกไปทางทิศเหนือ... ทิศที่ตั้งของเมืองหลวง

ท้องฟ้าทางทิศนั้นมิได้มืดสนิท แต่กลับมีแสงสีส้มจางๆ ฉาบทาที่ขอบฟ้า ราวกับลางบอกเหตุแห่งกลียุค

จดหมายในมือของนางถูกกำแน่นจนยับย่น

"พายุมาแล้ว..." นางพึมพำเสียงเย็นเยียบ "และคราวนี้ มันจะพัดพาเอาทุกอย่างของผู้ที่ไม่เตรียมพร้อม ให้หายไปในพริบตา"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: โรงทานไร่สุขสำราญ]**