ตอนที่ 120
***บทที่ 120: โรงทานไร่สุขสำราญ***
ลางสังหรณ์ของหลินหว่านเอ๋อร์มิเคยผิดพลาด
เพียงชั่วข้ามคืนหลังจากลมพายุพัดโหมกระหน่ำ ข่าวร้ายจากเมืองหลวงก็แพร่สะพัดมาถึงหัวเมืองรอบนอกเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ราคาข้าวสารในตลาดที่เคยขายกันถังละสิบอีแปะ ดีดตัวพุ่งสูงขึ้นเป็นสามสิบอีแปะในพริบตา และมีแนวโน้มว่าจะทะยานขึ้นไปอีก ร้านรวงต่างปิดประตูเงียบ หรือไม่ก็จำกัดการขาย สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ชาวบ้านตาดำๆ จนเกิดความโกลาหลแย่งชิงอาหารกันในตัวอำเภอ
ทว่า... ที่ไร่สุขสำราญกลับสงบนิ่งดุจขุนเขา
หว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกอยู่หน้าเรือน มองดูคนงานที่กำลังตื่นกลัวกับข่าวลือ นางรู้ดีว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ ความอดอยากน่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์ร้าย หากชาวบ้านรอบข้างหิวโหย ไร่ของนางที่อุดมสมบูรณ์ย่อมตกเป็นเป้าสายตาของทั้งโจรผู้ร้ายและเพื่อนบ้านที่สิ้นไร้ไม้ตอก
"คนรวยในหมู่บ้านที่อดอยาก ก็ไม่ต่างอะไรกับหมูอ้วนพีที่รอวันถูกเชือด" หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตนเอง นัยน์ตาฉายแววเด็ดขาด "ข้าจะไม่ยอมเป็นหมูตัวนั้น"
นางหันไปสั่งการพ่อบ้านและหัวหน้าคนงานด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
"ตั้งเตาโลหะใบใหญ่สามใบที่หน้าประตูทางเข้าไร่ ขนธัญพืชหยาบ ข้าวฟ่าง และมันเทศออกมา ต้มโจ๊กแจกจ่ายให้แก่คนงานและผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน... เริ่มเดี๋ยวนี้!"
คำสั่งของนางสร้างความประหลาดใจให้แก่บ่าวไพร่ยิ่งนัก ในยามที่ข้าวยากหมากแพง ใครๆ ต่างก็เก็บซ่อนเสบียง แต่คุณหนูของพวกเขากลับสั่งให้นำออกมาแจกจ่าย
"คุณหนู... ข้าวสารมีค่าดั่งทองคำ เราทำเช่นนี้จะไม่..." ลุงจางพยายามทักท้วง
"ลุงจาง ท่านมองเพียงเบื้องหน้า แต่ข้ามองถึงความอยู่รอด" หว่านเอ๋อร์ขัดขึ้น "หากเราไม่แบ่งปัน ยามที่ความหิวโหยเข้าครอบงำ ชาวบ้านเหล่านี้อาจกลายเป็นศัตรู แต่หากเรายื่นมือเข้าช่วย พวกเขาจะเป็นกำแพงมนุษย์ เป็นหูเป็นตา และเป็นเกราะคุ้มกันให้ไร่สุขสำราญ... ซื้อใจคนด้วยข้าวเพียงไม่กี่ถัง คุ้มค่ายิ่งกว่าจ้างองครักษ์นับร้อย"
นั่นคือสิ่งที่ในยุคของนางเรียกว่า 'ความรับผิดชอบต่อสังคม' หรือ CSR แต่ในยุคนี้ มันคือกุศโลบายชั้นเลิศในการสร้างป้อมปราการที่มีชีวิต
ไม่นานนัก ควันไฟจากเตาหน้าไร่ก็ลอยโขมง กลิ่นหอมของโจ๊กธัญพืชผสมมันเทศลอยตลบอบอวลไปทั่ว แม้มิใช่ข้าวขาวราคาแพง แต่มันคือกลิ่นแห่งชีวิตในยามยากไร้ ชาวบ้านที่เริ่มขาดแคลนอาหารต่างพากันมายืนมองด้วยความหวัง
หว่านเอ๋อร์กำชับกฎเหล็ก "หนึ่งคนหนึ่งชาม ให้เฉพาะเด็ก คนชรา และคนงานในหมู่บ้านที่ขัดสนจริงๆ ห้ามมีการกักตุนเด็ดขาด"
ภาพที่ชาวบ้านถือชามเก่าๆ มารอรับโจ๊กด้วยแววตาสำนึกบุญคุณ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดรอบไร่ผ่อนคลายลง เสียงสรรเสริญเยินยอ 'คุณหนูหลินผู้ใจบุญ' ดังเซ็งแซ่
ทว่า... ท่ามกลางแถวที่ยาวเหยียดนั้น กลับมีกลุ่มคนที่คุ้นตาแทรกตัวเข้ามา
คนเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าที่เคยดูดีแต่บัดนี้มอมแมม ใบหน้าซูบตอบอิดโรย พวกเขาคือคนจาก 'บ้านใหญ่ตระกูลหลิน' ญาติฝ่ายบิดาที่เคยตัดขาดและรังเกียจครอบครัวนางราวกับขยะ
นางเฒ่าหลิน ยืนกรานจะแซงคิว โดยมีลุงใหญ่และป้าสะใภ้ประคองซ้ายขวา
"หลีกไป! พวกข้าเป็นญาติผู้ใหญ่ของเจ้าของไร่ พวกเจ้าเป็นแค่ชาวบ้านชั้นต่ำ กล้าดีอย่างไรมาขวางทาง!" นางเฒ่าหลินตะคอกเสียงแหบแห้ง แม้จะหิวโซแต่ความหยิ่งยโสยังคงเดิม
คนงานตักโจ๊กชะงักมือ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
หว่านเอ๋อร์ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่บนเนินดิน เดินลงมาอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามดุจนางพญา รอยยิ้มเย็นชาประดับมุมปาก
"อ้าว... นึกว่าใคร ที่แท้ก็ท่านย่าและท่านลุงนี่เอง" น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่เชือดเฉือน "ข้าได้ยินว่าบ้านใหญ่มีเงินทองมากมายมิใช่หรือ เหตุใดจึงลดตัวมาแย่งข้าวชาวบ้านกินเช่นนี้เล่า?"
ป้าสะใภ้หน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนโกรธ "นังเด็กอกตัญญู! เห็นญาติผู้ใหญ่ตกยากแทนที่จะรีบเชิญเข้าไปเลี้ยงดูในเรือน กลับมายืนพูดจาถากถาง เจ้ายังมีหัวใจความเป็นคนอยู่หรือไม่!"
"ความเป็นคน?" หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้ว "ตอนที่ท่านพ่อข้าขาหัก พวกท่านไล่พวกเราออกจากบ้านท่ามกลางพายุหิมะ ตอนนั้น 'ความเป็นคน' ของพวกท่านอยู่ที่ใด?"
คำพูดนั้นทำเอาชาวบ้านรอบข้างส่งเสียงฮือฮา สายตาตำหนิติเตียนพุ่งตรงไปยังคนบ้านใหญ่
"เจ้า..." นางเฒ่าหลินชี้หน้าหลานสาว มือสั่นระริก "ข้าหิว... เอาโจ๊กมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
หว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ "ที่นี่คือโรงทานไร่สุขสำราญ มิใช่โรงเจที่ใครจะมาแบมือขอแล้วได้ กฎของข้ามีอยู่ว่า... ผู้ที่แข็งแรงดี หากอยากกินต้องทำงานแลก"
นางชี้ไปที่กองฟืนมหึมาและกองชามที่รอการล้าง
"ท่านลุง ท่านเป็นผู้ชาย แข็งแรงดี ไปผ่าฟืนตรงนั้น ส่วนป้าสะใภ้ ไปล้างชามให้สะอาด หากเสร็จงานเมื่อไหร่ ข้าจะให้โจ๊กคนละสองชาม... ส่วนท่านย่า นั่งรอก็พอ ข้าไม่ใจไม้ไส้ระกำให้คนแก่ทำงานหนักหรอก แต่ถ้าลูกหลานไม่ทำ ท่านก็อด!"
"นี่เจ้ากล้าใช้พวกเราเยี่ยงทาสรึ!" ลุงใหญ่คำราม
"ก็เลือกเอา..." หว่านเอ๋อร์ยักไหล่ แววตาคมกริบ "จะทำงานแลกข้าว หรือจะกอดศักดิ์ศรีจอมปลอมแล้วหิ้วท้องกลับไปนอนดมฝุ่นที่บ้าน... อ้อ ลืมบอกไป ราคาข้าวในตลาดตอนนี้ ท่านมีเงินก็อาจหาซื้อไม่ได้นะเจ้าคะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ ท้องของลุงใหญ่ร้องโครกครากประท้วงความหยิ่งทะนง ในที่สุด ความหิวโหยก็เอาชนะทุกสิ่ง
พวกเขายอมก้มหัว เดินคอตกไปผ่าฟืนและล้างจาน ท่ามกลางสายตาสะใจของชาวบ้าน
หว่านเอ๋อร์มองดูภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย นางไม่ได้ต้องการแก้แค้นให้สะใจ แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่า ในอาณาจักรของนาง 'ทุกคนต้องมีประโยชน์' และไม่มีใครได้รับข้อยกเว้น แม้แต่คนที่อ้างสายเลือด
การกระทำของนางในวันนี้ ได้ผลดียิ่งกว่าที่คาด ชาวบ้านต่างซาบซึ้งและศรัทธาในความยุติธรรมของนาง พวกเขากลายเป็นหูเป็นตา คอยสอดส่องคนแปลกหน้าที่มาด้อมๆ มองๆ แถวไร่โดยที่นางไม่ต้องร้องขอ
กำแพงมนุษย์ถูกสร้างขึ้นแล้ว...
ตะวันลาลับขอบฟ้า ความมืดเข้าปกคลุมไร่สุขสำราญอีกครั้ง แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันวิบวับตามจุดต่างๆ ของไร่ ดูสงบเงียบและปลอดภัย
ทว่า หว่านเอ๋อร์หารู้ไม่ว่า ท่ามกลางความมืดมิดของคืนเดือนมืด ที่บริเวณโรงเก็บฟางแห้งท้ายไร่ ซึ่งอยู่ห่างไกลสายตาผู้คน เงาตะคุ่มของใครบางคนกำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ
ในมือของมันกำวัตถุบางอย่างที่ส่งกลิ่นฉุนรุนแรง... กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิง!
ดวงตาของมันวาวโรจน์สะท้อนความอาฆาตมาดร้าย มันแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม พลางจุดไม้ขีดไฟขึ้นเปลวเล็กๆ ที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนเป็นมหันตภัยเผาผลาญทุกอย่างให้วอดวาย
"สุขสำราญนักใช่ไหม... ข้าจะเผาให้ราบเป็นหน้ากลอง!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การลอบวางเพลิงโรงเก็บฟาง]**