ตอนที่ 121
***บทที่ 121: การลอบวางเพลิงโรงเก็บฟาง***
เปลวเพลิงสีส้มฉานลุกโพลงขึ้นท่ามกลางความมืดมิดดุจอสรพิษที่แลบลิ้นเลียเหยื่อ ไม้ขีดไฟก้านเล็กถูกดีดออกจากนิ้วมือที่หยาบกร้าน ร่วงหล่นลงบนกองฟางแห้งที่ถูกราดด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงจนชุ่มโชก
"ลาก่อน ไร่สุขสำราญ" เจ้าของเงาตะคุ่มแสยะยิ้มอำมหิต เตรียมจะหันหลังกลับเพื่อหลบหนีไปในความมืด รอคอยชมผลงานศิลปะแห่งการทำลายล้างที่จะเปลี่ยนความมั่งคั่งให้กลายเป็นเถ้าถ่าน
ทว่า... สิ่งที่เกิดขึ้นกลับผิดไปจากที่มันคาดการณ์ไว้อย่างสิ้นเชิง!
ทันทีที่ความร้อนจากเปลวเพลิงพุ่งสูงขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง เชือกป่านเส้นบางที่ขึงขัดเงื่อนกลไกอยู่เหนือคานโรงเก็บฟางก็ขาดผึงลงตามแรงความร้อนที่เลียไล้ ส่งผลให้สลักไม้ไผ่ที่ยึดโยงอยู่กับถังเก็บน้ำขนาดใหญ่บนหอสูงดีดตัวออก
*ครืน! ซ่า!*
เสียงกลไกไม้ไผ่ทำงานประสานกันดั่งเสียงดนตรีแห่งความตายสำหรับผู้บุกรุก ท่อไม้ไผ่เจาะรูพรุนที่วางระบบครอบคลุมทั่วทั้งโรงเก็บฟาง พลันปลดปล่อยสายน้ำมหาศาลที่กักเก็บไว้พุ่งกระฉูดลงมาเป็นฝอยละอองกว้าง ราวกับพิรุณคลั่งที่สวรรค์บันดาลลงมาดับไฟนรก
ระบบ 'สปริงเกอร์ไม้ไผ่' ทำงานได้อย่างไร้ที่ติ!
ไฟที่เพิ่งเริ่มลุกไหม้ถูกม่านน้ำกดทับจนมอดดับลงในพริบตา เหลือเพียงควันขาวโชยคลุ้งและกลิ่นไหม้จางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำมัน
"เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน!"
เจ้าคนร้ายอุทานด้วยความตกใจ ร่างกายเปียกปอนไปด้วยน้ำที่พ่นลงมาไม่ขาดสาย พื้นดินรอบตัวที่เคยแห้งสนิทกลับกลายเป็นโคลนตมลื่นไถล มันพยายามตะเกียกตะกายหนี แต่ด้วยความตื่นตระหนกและพื้นลื่น ทำให้มันเสียหลักล้มหน้าคะมำลงไปคลุกฝุ่นโคลน
"คิดจะวางเพลิงที่นี่... เจ้าประเมิน 'หลินหว่านเอ๋อร์' ต่ำไปร้อยปี!"
เสียงหวานใสแต่เยียบเย็นดุจน้ำแข็งดังขึ้นท่ามกลางความมืด แสงไฟจากคบเพลิงสว่างพรึ่บขึ้นรอบทิศทาง เผยให้เห็นร่างของชายฉกรรจ์ชุดดำที่นอนสิ้นสภาพอยู่กลางวงล้อม
ชาวบ้านและคนงานในไร่ที่ตื่นตัวอยู่แล้ว ต่างกรูเข้ามาพร้อมอาวุธในมือ ทั้งจอบ เสียม และคราด พวกเขามองดูผู้บุกรุกด้วยสายตาโกรธแค้น หากมาช้ากว่านี้ ไร่ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพวกเขาคงวอดวายไปแล้ว
หลินหว่านเอ๋อร์เดินแหวกวงล้อมเข้ามา ใบหน้างดงามเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่ดวงตาหงส์กลับวาวโรจน์ด้วยโทสะที่พยายามข่มกลั้น นางมองดูระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่นางออกแบบและติดตั้งไว้ป้องกันเหตุร้าย แล้วเบนสายตามายังร่างที่สั่นเทาบนพื้น
"จับมันมัด! แล้วลากไปที่ลานหน้าเรือน" นางสั่งเสียงเฉียบขาด "ข้าอยากรู้ว่าใครมันใจกล้า บังอาจมากระตุกหนวดเสือถึงถิ่น"
...
ณ ลานหน้าเรือน แสงตะเกียงสว่างไสว
ชายชุดดำถูกมัดมือไพล่หลัง คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหลินหว่านเอ๋อร์ สภาพสะบักสะบอมจากการถูกชาวบ้าน 'สั่งสอน' เล็กน้อยระหว่างทาง
"ข้า... ข้าทำคนเดียว ไม่มีใครจ้างวาน!" มันยังคงปากแข็ง แม้ใบหน้าจะบวมปูด
หว่านเอ๋อร์แค่นหัวเราะในลำคอ นางนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หวาย จิบชาหอมกรุ่นราวกับกำลังชมงิ้ว ไม่ใช่การไต่สวนนักโทษ
"ทำคนเดียว? ด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพดีราคาแพงขนาดนี้เนี่ยนะ?" นางวางถ้วยชาลงเสียงดัง *กึก* ทำเอาคนร้ายสะดุ้งเฮือก "ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป จะเอางบที่ไหนมาซื้อน้ำมันเกรดดีขนาดนี้มาราดฟางเล่น อีกอย่าง... ช่วงนี้ไร่ของข้าขายดิบขายดีจนมีคนอิจฉาตาร้อน มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยไหม?"
นางลุกขึ้นเดินวนรอบตัวมันช้าๆ แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างเล็กๆ นั้น
"ข้าเป็นคนใจดีนะ... ปกติแล้ว" หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเนิบนาบ "แต่ข้าเกลียดที่สุดคือพวกเล่นสกปรก การวางเพลิงโทษประหารชีวิต แต่ก่อนจะส่งเจ้าให้ทางการ ข้ามีวิธีทรมานสักร้อยแปดวิธีที่เรียนรู้มาจากตำราโบราณ เช่น... ถลกหนังหัวแล้วราดน้ำเกลือ หรือไม่ก็จับยัดใส่ถังหมักปุ๋ยชีวภาพสูตรเข้มข้น ให้หนอนค่อยๆ ชอนไช..."
ชายชุดดำหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกเมื่อจินตนาการตามคำขู่ จิตใจที่เข้มแข็งเริ่มพังทลายลงเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ดูเอาจริงเอาจังคู่นั้น
"บอกมา... ใครส่งเจ้ามา?"
"ข้า... ข้าบอกแล้ว! อย่าฆ่าข้า!" มันร้องเสียงหลง "เป็น... เป็นเถ้าแก่หลิว! ร้านเครื่องเทศตระกูลหลิว!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่คนงานและชาวบ้าน
"ตระกูลหลิว? ร้านเครื่องเทศใหญ่ในเมืองน่ะหรือ?"
"ทำไมพวกเขาต้องทำแบบนี้ด้วย?"
หว่านเอ๋อร์ยกมือขึ้นห้ามเสียงเซ็งแซ่ มุมปากยกยิ้มเย็นยะเยือก
"อ้อ... ร้านเครื่องเทศตระกูลหลิว" นางทวนชื่อช้าๆ ราวกับจะสลักไว้ในกระดูกดำ "คงเพราะช่วงนี้พริกแห้งและเครื่องปรุงรสของไร่เราเริ่มตีตลาด จนไปขัดผลประโยชน์ของพวกเขาเข้าสินะ"
การค้าขายย่อมมีการแข่งขัน แต่วิธีการสกปรกเยี่ยงโจรเช่นนี้ คือสิ่งที่หลินหว่านเอ๋อร์ไม่อาจให้อภัยได้
"เอาตัวมันไปขังไว้ พรุ่งนี้เช้าส่งนายอำเภอพร้อมหลักฐานทั้งหมด" นางสั่งการอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมามองทุกคนในไร่ "ทุกคนไปพักผ่อนเถอะ คืนนี้ข้าจะเพิ่มเวรยามเป็นสองเท่า แต่ไม่ต้องห่วง... ระบบป้องกันของข้าไม่ได้มีแค่ที่โรงเก็บฟาง"
เมื่อลานหน้าเรือนกลับสู่ความสงบ เหลือเพียงหว่านเอ๋อร์ที่ยังคงยืนนิ่ง มองออกไปในความมืดทางทิศที่ตั้งของตัวเมือง
การลอบกัดครั้งนี้ไม่ใช่แค่การข่มขู่ แต่มันคือการประกาศสงคราม
นางไม่ได้เริ่มก่อน แต่ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าจุดไฟเผาบ้านนาง นางก็จะสนองคืนด้วยเพลิงโทสะที่รุนแรงยิ่งกว่า
"เถ้าแก่หลิว... ท่านคิดว่าการกำจัดคู่แข่งคือการเผาให้วอดวายสินะ" หว่านเอ๋อร์พึมพำกับสายลมราตรี แววตาที่เคยขี้เล่นบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นของนักธุรกิจเลือดเย็น
"ดี... ในเมื่อท่านกล้าเล่นสกปรก ข้าก็จะสอนให้รู้ว่า 'ความพินาศทางธุรกิจ' ที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร เตรียมตัวนับถอยหลังรอวันที่ร้านของท่านจะกลายเป็นเพียงตำนานได้เลย!"
แผนการเอาคืนผุดขึ้นในสมองอันชาญฉลาดของนางอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่การใช้กำลัง ไม่ใช่การวางเพลิงกลับ แต่จะเป็นการเชือดเฉือนด้วย 'สินค้า' และ 'ราคา' ที่จะทำให้ตระกูลหลิวต้องกระอักเลือดออกมาแทนน้ำตา!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: สงครามราคาเครื่องเทศ]**