ตอนที่ 123
***บทที่ 123: ความลับของพ่อ***
สายลมยามเย็นพัดผ่านทิวไม้หลังเรือนสกุลหลิน หอบเอาความเย็นเยียบของฤดูใบไม้ร่วงเข้ามาปะทะใบหน้า ทว่าสำหรับหลินหว่านเอ๋อร์ ความหนาวเหน็บนี้ไม่ได้มาจากสภาพอากาศ แต่มาจากสัญชาตญาณดิบที่กรีดร้องเตือนภัยอยู่ภายในใจ
หลังจากกลับมาจากตลาดพร้อมกำไรก้อนโต บรรยากาศในบ้านควรจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แต่หว่านเอ๋อร์กลับมีสีหน้าเคร่งขรึม นางวางตะกร้าเงินไว้ในห้องนอน ก่อนจะเดินออกมาที่ลานดินหลังบ้าน
ที่นั่น 'หลินต้าไห่' บิดาของนางกำลังกัดฟันแน่น เหงื่อกาฬไหลอาบใบหน้ากร้านแดด มือทั้งสองข้างกำไม้ค้ำยันแน่น พยายามก้าวเดินด้วยขาที่ลีบเล็กมานานหลายปี
“ท่านพ่อ พักก่อนเถิดเจ้าค่ะ วันนี้ท่านฝืนร่างกายมากเกินไปแล้ว” หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตายังคงกวาดมองไปรอบทิศทางอย่างระแวดระวัง
“พ่อไม่เป็นไร... พ่ออยากหายเร็วๆ จะได้ช่วยเจ้าทำงานหนักได้บ้าง” หลินต้าไห่ตอบเสียงสั่น พยายามยกขาข้างที่บาดเจ็บขึ้นอีกครั้ง “ยาหมอเทวดาที่เจ้าหามาให้ได้ผลดีนัก พ่อรู้สึกว่ากล้ามเนื้อเริ่มมีแรงตอบสนองแล้ว”
หว่านเอ๋อร์ไม่ได้ตอบรับ นางแสร้งทำเป็นเดินเข้าไปประคองบิดา แต่แท้จริงแล้วนางกำลังรวบรวมสมาธิ เชื่อมต่อจิตวิญญาณเข้ากับมิติลับ
*‘ตรวจจับ!’*
คลื่นพลังที่มองไม่เห็นแผ่ขยายออกจากร่างของเด็กสาว ครอบคลุมรัศมีรอบบ้านสกุลหลินราวกับตาข่ายฟ้า ภาพในหัวของนางปรากฏชัดเจนยิ่งกว่าตาเห็น
บนยอดไม้ใหญ่ห่างออกไปทางทิศเหนือสามร้อยก้าว... มีคนอยู่!
ร่างนั้นสวมชุดสีดำรัดกุม กลมกลืนไปกับเงาไม้ หากเป็นจอมยุทธ์ทั่วไปคงยากจะสังเกตเห็น แต่ภายใต้การตรวจสอบของระบบมิติ ไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดสายตาของนางไปได้
ติ๊ง!
*[ข้อมูลเป้าหมาย: หน่วยลอบสังหารเงาจันทร์]
[สังกัด: จวนแม่ทัพใหญ่เจิ้นกั๋วแห่งเมืองหลวง]
[ระดับความอันตราย: สูง]
[สถานะ: เฝ้าระวัง]*
จวนแม่ทัพใหญ่?
ดวงตาของหว่านเอ๋อร์หรี่ลงจนเป็นเส้นคมกริบ เรื่องราวชักจะบานปลายเกินกว่าแค่การกลั่นแกล้งทางการค้าเสียแล้ว ตระกูลแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองหลวง เหตุใดจึงส่งยอดฝีมือมาเฝ้าดูชาวนาพิการในหมู่บ้านห่างไกลเช่นนี้?
เว้นเสียแต่ว่า... ชาวนาผู้นี้จะไม่ใช่แค่ชาวนาธรรมดา
หว่านเอ๋อร์ประคองบิดาให้นั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ นางรินน้ำผสมน้ำทิพย์จากมิติให้เขาดื่ม ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากถามตรงๆ ไม่มีการอ้อมค้อม
“ท่านพ่อ... คนของ ‘จวนแม่ทัพเจิ้นกั๋ว’ มาทำอะไรที่นี่เจ้าคะ?”
เพล้ง!
จอกน้ำดินเผาในมือของหลินต้าไห่ร่วงหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย ร่างกายของชายวัยกลางคนแข็งทื่อ ใบหน้าที่เคยแดงก่ำจากการออกกำลังพลันซีดเผือดไร้สีเลือด นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
“จะ... เจ้า... เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือยิ่งกว่าตอนหัดเดิน
หว่านเอ๋อร์นั่งลงตรงข้ามบิดา จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังและกดดัน “ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ตาฝาด และข้าไม่ได้พูดเล่น มีคนจับตามองเราอยู่... คนที่มีวรยุทธ์ คนที่มาจากเมืองหลวง”
หลินต้าไห่ตัวสั่นเทา เขาก้มหน้าลงมองมือที่หยาบกร้านของตนเอง ความเงียบเข้าปกคลุมลานบ้านชั่วอึดใจ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด ราวกับคนที่แบกภูเขาไว้บนอกมานานนับสิบปี
“พ่อคิดว่า... พ่อหนีพ้นแล้วเสียอีก” เขาพึมพำเสียงแผ่วเบา
“หนี?” หว่านเอ๋อร์ทวนคำ “อุบัติเหตุตกเขาเมื่อหลายปีก่อน... ไม่ใช่อุบัติเหตุสินะเจ้าคะ?”
หลินต้าไห่เงยหน้าขึ้นมองบุตรสาว แววตาของเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่แววตาของชาวนาผู้ซื่อบื้ออีกต่อไป แต่เป็นแววตาของคนที่เคยผ่านสมรภูมิเลือดและความตายมาแล้ว
“เจ้าฉลาดมาก... ฉลาดเหมือนแม่ของเจ้าไม่มีผิด” หลินต้าไห่เอ่ยเสียงขมขื่น “ใช่แล้วหว่านเอ๋อร์ ข้าหาได้เป็นเพียงทหารเลวที่ถูกเกณฑ์ไปรบ... อดีตข้าคือ ‘หลินซาน’ นายกองหน่วยองครักษ์ติดตามท่านแม่ทัพใหญ่”
คำตอบนั้นทำให้หว่านเอ๋อร์นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย แม้จะคาดเดาไว้บ้าง แต่เมื่อได้ยินจากปากบิดาก็อดตกใจไม่ได้
“เมื่อห้าปีก่อน ข้าได้รับคำสั่งลับให้คุ้มกันของสำคัญบางอย่างกลับเมืองหลวง แต่ระหว่างทางเราถูกซุ่มโจมตี...” หลินต้าไห่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “พี่น้องร่วมสาบานของข้าตายหมด... ข้าเองก็ถูกแทงและผลักตกหน้าผา พวกมันคิดว่าข้าตายแล้ว แต่ข้ารอดมาได้เพราะรากไม้เกี่ยวเสื้อไว้”
“ใครเป็นคนทำ?” หว่านเอ๋อร์ถามเสียงเย็น
“คนใน...” หลินต้าไห่กัดฟันกรอด “คนที่ต้องการปิดปากทุกคนที่รู้เรื่องของสิ่งนั้น... การที่ขาของพ่อพิการและต้องซ่อนตัวอยู่ในคราบชาวนาจนยากจนข้นแค้น ก็เพื่อปกป้องเจ้ากับน้องๆ ไม่ให้พวกมันตามกลิ่นเจอ แต่ไม่นึกเลยว่า... สุดท้ายพวกมันก็ยังหาเราพบ”
ความจริงที่ถูกเปิดเผยทำให้ปริศนาทุกอย่างกระจ่างแจ้ง เหตุใดครอบครัวบ้านรองถึงถูกกดขี่ เหตุใดบิดาถึงยอมก้มหัวให้ย่าหลินรังแกโดยไม่ตอบโต้ ที่แท้เขากลัวว่าหากทำตัวโดดเด่น ความลับจะแตกและภัยจะมาถึงตัวลูกๆ
“ท่านพ่อไม่ต้องกลัว” หว่านเอ๋อร์เอื้อมมือไปกุมมือบิดาที่สั่นเทา ถ่ายทอดความอบอุ่นและความมั่นใจไปให้ “ตอนนี้ข้าไม่ใช่เด็กน้อยที่รอให้ท่านปกป้องอีกต่อไปแล้ว”
“หว่านเอ๋อร์! เจ้าไม่รู้หรอกว่าพวกมันน่ากลัวแค่ไหน!” หลินต้าไห่รีบแย้งด้วยความร้อนรน “เราต้องหนี! คืนนี้เลย! พ่อจะพาพวกเจ้าหนีไปให้ไกลที่สุด!”
“หนี?” หว่านเอ๋อร์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาของนางวาวโรจน์ดุจดวงดาวในคืนมืดมิด “เรามีบ้าน มีที่ดิน มีกิจการที่กำลังรุ่งโรจน์ ทำไมต้องหนีหมาขี้เรื้อนที่ทำได้แค่แอบมองในเงามืดด้วย?”
นางลุกขึ้นยืน ร่างบางดูสูงตระหง่านขึ้นในสายตาของบิดา
“ในเมื่อพวกมันกล้าโผล่หัวออกมา ก็แสดงว่าพวกมันพร้อมจะตายแล้ว...”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ไม่ใช่ของคนในบ้านก็ดังขึ้นที่กำแพงด้านนอก พร้อมกับกลิ่นอายสังหารที่พุ่งพล่านเข้ามาอย่างรุนแรง
หลินต้าไห่หน้าถอดสี “มันมาแล้ว!”
หว่านเอ๋อร์แสยะยิ้มมุมปาก มือข้างหนึ่งไพล่หลัง เรียกมีดสั้นคมกริบออกมาจากมิติลับโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
“ดี... ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหา!”
นางหันกลับไปมองความมืดนอกกำแพง ดวงตาคู่สวยสว่างวาบด้วยรังสีอำมหิตที่รุนแรงกว่านักฆ่าผู้นั้นนับร้อยเท่า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนกระดูกสันหลังหนาวสะท้าน
“ถ้าก้าวเข้ามาในเขตบ้านข้าแม้แต่ครึ่งก้าว... อย่าหวังว่าจะได้กลับออกไปแบบมีลมหายใจ!”
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การขยายโรงงานแปรรูป]**