ตอนที่ 124
***บทที่ 124: การขยายโรงงานแปรรูป***
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในยามราตรีจางหายไปพร้อมกับสายหมอกยามเช้าตรู่ ไม่มีผู้ใดในหมู่บ้านรู้ว่าเมื่อคืนเกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นที่หน้าเรือนของหลินต้าไห่ ศพไร้วิญญาณเหล่านั้นถูกจัดการจนไม่เหลือซาก ปุ๋ยชั้นดีในมิติลับของหลิน หว่านเอ๋อร์ได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
สำหรับนางแล้ว การกำจัดศัตรูที่คิดร้ายเป็นเพียงงานเก็บกวาดขยะ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้ามาสั่นคลอนได้อีก
"ท่านพ่อ เลิกทำหน้าเหมือนคนอมทุกข์ได้แล้วเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นขณะตักข้าวต้มธัญพืชใส่ชาม "ศัตรูในที่ลับข้าจัดการแล้ว ส่วนปากท้องในที่แจ้ง เราต้องจัดการกันต่อ"
หลินต้าไห่แม้จะยังหวาดหวั่นกับความโหดเหี้ยมของบุตรสาวเมื่อคืน แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาคู่นั้น เขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจและพยักหน้า ยอมรับบทบาทผู้ช่วยที่ดี
หลังจากจัดการมื้อเช้าเสร็จสิ้น พื้นที่ว่างด้านหลังเรือนซึ่งเคยเป็นลานดินโล่งเตียน บัดนี้ถูกแปรสภาพเป็นเขตก่อสร้างขนาดย่อม หว่านเอ๋อร์จ้างช่างไม้ฝีมือดีที่สุดในตำบลมาช่วยขึ้นโครงสร้างโรงเรือนตามแบบแปลนที่นางวาดไว้
นี่ไม่ใช่เพิงพักชั่วคราวอย่างที่ชาวบ้านเข้าใจ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของวิสาหกิจขนาดย่อมที่นางวางแผนไว้
"ขยายเสาเอกออกไปอีกสองชุ่น! หลังคาต้องยกสูงเพื่อระบายอากาศ ข้าไม่ต้องการให้ความชื้นสะสมจนเกิดเชื้อรา!" เสียงใสแต่กังวานด้วยอำนาจสั่งการอย่างเด็ดขาด
เมื่อโรงเรือนไม้ไผ่มุงหลังคาจากอย่างดีเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาสามวัน มันถูกแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน โซนล้างทำความสะอาด โซนหั่นซอย และโซนหมักบ่ม
ข่าวการเปิดรับสมัครคนงานหญิงแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านสกุลหลินราวกกับไฟลามทุ่ง ค่าแรงวันละสามสิบอีแปะ พร้อมอาหารกลางวันหนึ่งมื้อ เป็นข้อเสนอที่เย้ายวนใจจนสตรีแทบทุกครัวเรือนต่างมายืนออที่หน้าประตูบ้าน
หว่านเอ๋อร์ยืนกอดอก พลางกวาดสายตามองหญิงสาวและป้าๆ น้าๆ ที่มารวมตัวกัน นางมิได้รับทุกคน แต่คัดเลือกอย่างเข้มงวด
"กฎของข้ามีเพียงสามข้อ หากทำไม่ได้ก็เชิญกลับไป" หว่านเอ๋อร์ประกาศเสียงดังฟังชัด
"หนึ่ง... ความสะอาดคือชีวิต เล็บมือต้องตัดสั้น ห้ามมีขี้เล็บดำสกปรกเด็ดขาด สอง... ต้องสวมหมวกคลุมผมและผ้าปิดปากที่ข้าเตรียมให้ตลอดเวลาที่ทำงาน ห้ามมิให้เส้นผมแม้แต่เส้นเดียวหรือน้ำลายกระเด็นลงไปในอาหาร และสาม... ห้ามขโมยสูตรหรือนำวัตถุดิบกลับบ้าน หากจับได้ ข้าจะส่งทางการทันที!"
ชาวบ้านบางคนเริ่มส่งเสียงซุบซิบ "แค่หั่นพริกทำไมต้องเรื่องมากเพียงนี้ ยายหนูหว่านเอ๋อร์วางท่าเกินไปแล้วกระมัง?"
"หากใครคิดว่าข้าวางท่า ก็เชิญกลับไปนอนตบยุงที่บ้าน" หว่านเอ๋อร์สวนกลับทันควันด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ "ของที่ข้าทำ ขายให้เหลาอาหารชั้นเลิศและส่งไปขายต่างเมือง หากมีสิ่งสกปรกเจือปน ชื่อเสียงข้าเสียหาย พวกท่านรับผิดชอบไหวหรือ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมทันที สุดท้ายนางคัดเลือกสตรีที่มีความประพฤติดีและรักความสะอาดได้สิบห้าคน
กระบวนการผลิตเริ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ หญิงกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่ล้างพริกสดที่เก็บมาจากไร่ด้วยน้ำสะอาดสามน้ำ กลุ่มต่อมาสวมผ้าคลุมผมสีขาวสะอาดตาและผ้าปิดปาก นั่งเรียงกันบนแคร่ไม้ไผ่ที่ยกสูงจากพื้น มือถือมีดซอยพริกอย่างคล่องแคล่ว อีกกลุ่มทำหน้าที่คลุกเคล้าส่วนผสมตามสูตรลับที่หว่านเอ๋อร์ชั่งตวงไว้ให้แล้ว และกลุ่มสุดท้ายบรรจุลงไหดินเผาที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อ
กลิ่นฉุนเผ็ดร้อนของพริกอบอวลไปทั่วโรงเรือน แต่มิใช่กลิ่นที่น่ารำคาญ มันคือกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่จะแปรเปลี่ยนเป็นเงินทอง
หัวหน้าหมู่บ้านเดินไพล่หลังมาด้อมๆ มองๆ อยู่ที่รั้วบ้าน เมื่อเห็นความมีระเบียบวินัยและการจัดการที่เหนือชั้นกว่าโรงงานใดๆ ในตำบล รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น
"ดี... ดีจริงๆ" เขาพึมพำกับตนเอง
รายได้ของชาวบ้านเพิ่มขึ้น หมายถึงภาษีบำรุงหมู่บ้านที่เก็บได้มากขึ้น และหากบ้านรองสกุลหลินร่ำรวยขึ้น เขาก็พลอยได้หน้าตาไปด้วยเมื่อต้องไปประชุมกับนายอำเภอ การตัดสินใจเข้าข้างหลิน หว่านเอ๋อร์ในคราวก่อน ช่างเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเสียจริง
"ท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้าน เข้ามาดื่มน้ำชาหน่อยไหมเจ้าคะ?" หว่านเอ๋อร์ร้องทักอย่างรู้ทัน
หัวหน้าหมู่บ้านหัวเราะร่า เดินอาดๆ เข้ามา "ยายหนูหว่านเอ๋อร์ กิจการรุ่งเรืองใหญ่โตเพียงนี้ หมู่บ้านเราคงได้เป็นหน้าเป็นตาที่สุดในตำบลก็คราวนี้แหละ"
"ข้าเพียงแค่ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวเจ้าค่ะ อีกอย่าง..." หว่านเอ๋อร์ปรายตามองไปที่ไหซอสพริกนับร้อยใบที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ข้ายังมีแผนการอีกมากที่จะเปลี่ยนของพื้นบ้านให้เป็นทองคำ"
การแปรรูปพริกดำเนินไปอย่างราบรื่น จากวัตถุดิบราคาถูกที่อาจเน่าเสียหากขายไม่ทัน บัดนี้ถูกยืดอายุและเพิ่มมูลค่าขึ้นนับสิบเท่า ระบบการทำงานแบบ 'วิสาหกิจชุมชน' ที่หว่านเอ๋อร์นำมาใช้ เริ่มฉายแววความสำเร็จที่มั่นคง
ทว่า... ในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย หว่านเอ๋อร์กลับสังเกตเห็นปัญหาบางอย่าง
ฤดูหนาวกำลังจะผ่านพ้น ฤดูแล้งที่โหดร้ายกำลังจะมาเยือน อาหารสดจะขาดแคลน พืชผักจะปลูกยากขึ้น ซอสพริกนั้นดีอยู่หรอก แต่มันกินให้อิ่มท้องไม่ได้ ร่างกายคนเราต้องการเนื้อสัตว์ แต่การเก็บรักษาเนื้อสัตว์ในยุคนี้ช่างยากเย็นและสิ้นเปลืองเกลือมหาศาล
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นขบวนเกวียนของพ่อค้าเร่ที่ขับผ่านหน้าบ้าน บนเกวียนนั้นมีกรงไม้ไผ่ที่อัดแน่นไปด้วยหมูตัวผอมโซ ผิวหนังติดกระดูก ส่งเสียงร้องอี๊ดอ๊าดอย่างน่าเวทนา
"หมูพวกนั้น... ป่วยหรือ?" หว่านเอ๋อร์เอ่ยถามคนงานหญิงที่กำลังปิดปากไห
"อ๋อ... ช่วงนี้แล้งน้ำ หญ้าแห้ง อาหารสัตว์แพง พ่อค้าพวกนี้คงตระเวนรับซื้อหมูที่ชาวบ้านเลี้ยงไม่ไหวมาในราคาถูกๆ เพื่อเอาไปเชือดขายเนื้อเกรดต่ำเจ้าค่ะ แต่ดูสภาพแล้วคงได้เนื้อไม่กี่ชั่ง" ป้าจางตอบพลางส่ายหน้า
ดวงตาหงส์ของหว่านเอ๋อร์เป็นประกายวาวโรจน์ขึ้นมาทันที
ในสายตาคนอื่น หมูผอมโซเหล่านั้นคือภาระที่ไร้ค่า แต่ในสายตาของนาง ผู้ครอบครองน้ำทิพย์แห่งมิติวิเศษและสูตรอาหารจากอนาคต... นี่คือขุมทรัพย์ที่กำลังเดินมาหาถึงหน้าประตู!
นางรีบวางสมุดบัญชีในมือลง แล้วตะโกนเรียกบิดา
"ท่านพ่อ! เอาเงินก้อนนั้นออกมา เตรียมตัวไปเจรจากับพ่อค้าผู้นั้นเดี๋ยวนี้!"
หลินต้าไห่สะดุ้งโหยง "จะ... เจ้าจะเอาหมูขี้โรคพวกนั้นมาทำไม? บ้านเราไม่ได้อดอยากถึงเพียงนั้นนะ!"
หว่านเอ๋อร์แสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของนางทำเอาคนเป็นพ่อขนลุกซู่ยิ่งกว่าตอนเห็นนางถือมีดสั้นเสียอีก
"ใครบอกว่าข้าจะเอามาแกงกินเล่าเจ้าคะ... ข้าจะเอาพวกมันมา 'ปั้น' ให้กลายเป็นทองคำต่างหาก!"
นางก้าวเดินออกจากโรงเรือนด้วยฝีเท้าที่มั่นคง มุ่งตรงไปยังเกวียนขนหมูผอมโซเหล่านั้น แผนการใหม่ผุดขึ้นในสมองเป็นฉากๆ
หมูผอมแห้งเหล่านี้... จะกลายเป็นเสบียงชั้นเลิศที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องน้ำลายสอ!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: หมูแดดเดียวสูตรเด็ด]**