ตอนที่ 125
***บทที่ 125: หมูแดดเดียวสูตรเด็ด***
การเจรจาซื้อขายดำเนินไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของชาวบ้านและคนงานในไร่สกุลหลิน พ่อค้าหมูเร่ผู้นั้นแทบจะกราบไหว้ฟ้าดินที่ส่งแม่นางน้อยผู้เลอโฉมแต่สติฟั่นเฟือนผู้นี้มาโปรด สัตว์เดรัจฉานที่ผอมโซจนเห็นโครงกระดูก ผิวหนังเป็นโรคเรื้อน และหายใจรวยรินสิบห้าตัว ถูกขายออกไปในราคาถูกแสนถูกราวกับให้เปล่า
"แม่นางหลิน ข้าเตือนด้วยความหวังดีนะ หมูพวกนี้หากไม่ตายภายในสามวัน ก็คงไม่มีเนื้อให้เจ้าแล่หรอก" พ่อค้าเอ่ยทิ้งท้ายพร้อมกำเงินอีแปะแน่น ก่อนจะรีบขับเกวียนจากไปเพราะกลัวนางเปลี่ยนใจ
หลินหว่านเอ๋อร์เพียงแค่นยิ้มมุมปาก นางสั่งให้คนงานต้อนหมูเหล่านั้นไปไว้ในเล้าที่สร้างแยกไว้ต่างหากห่างไกลจากโรงเรือนหลัก เพื่อป้องกันโรคระบาด แม้บิดาอย่างหลินต้าไห่จะส่ายหน้าด้วยความกลัดกลุ้ม แต่นางกลับมองเห็นก้อนทองคำเดินได้
นับจากวันนั้น หน้าที่การให้อาหารหมูขี้โรคเหล่านี้ตกเป็นของหว่านเอ๋อร์แต่เพียงผู้เดียว
ในยามวิกาลที่ไร้ผู้คน นางแอบผสม 'น้ำทิพย์' จากมิติลับลงในรำข้าวและเศษผักต้มเปื่อย น้ำทิพย์ที่มีสรรพคุณชะล้างไขกระดูกและฟื้นฟูพลังชีวิต เมื่อไหลผ่านลำคอของสัตว์ที่ใกล้ตาย ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด
เพียงกึ่งเดือนผ่านไป จากหมูที่นอนซมหายใจรวยริน กลับลุกขึ้นมากินอาหารอย่างตะกละตะกลาม ผิวหนังที่เป็นแผลพุพองตกสะเก็ดและหลุดลอก เผยให้เห็นผิวสีชมพูระเรื่อที่มีขนมันวับ เส้นเลือดปูดโปนด้วยความสมบูรณ์ เนื้อหนังมังสาเริ่มพอกพูนขึ้นตามโครงกระดูกอย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์
"หว่านเอ๋อร์... นี่มันหมูครอกเดิมจริงหรือ?" หลินต้าไห่อ้าปากค้างเมื่อเห็นฝูงหมูอ้วนท้วนสมบูรณ์วิ่งเบียดกันแย่งอาหารในราง "พ่อจำได้ว่าตอนซื้อมาพวกมันเหมือนซากศพเดินได้"
"เคล็ดลับการเลี้ยงดูของข้าไม่เหมือนใครเจ้าค่ะท่านพ่อ" หญิงสาวยิ้มพราย นัยน์ตาทอประกายเจ้าเล่ห์ "ตอนนี้พวกมันพร้อมแล้ว... สำหรับขั้นตอนต่อไป"
เมื่อถึงเวลาอันสมควร หมูที่ขุนจนได้ที่ถูกชำแหละ เนื้อหมูสดใหม่กองพะเนินเทินทึกอยู่บนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ในโรงครัว หว่านเอ๋อร์สั่งให้คนงานแยกส่วนเนื้อแดง เนื้อติดมัน และมันแข็งออกจากกันอย่างเป็นระบบ
"ช่วงนี้อากาศร้อนจัด แดดแรงเหมาะแก่การถนอมอาหารยิ่งนัก" หว่านเอ๋อร์ประกาศ นางหยิบมีดปังตอขึ้นมา สับเนื้อหมูอย่างคล่องแคล่ว
นางแบ่งเนื้อออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกนางแล่เป็นเส้นยาว หมักด้วยกระเทียมตำละเอียด พริกไทยดำ รากผักชี และซอสปรุงรสสูตรพิเศษที่นางเคี่ยวเองจากน้ำทิพย์และสมุนไพร กลิ่นหอมฉุนของเครื่องเทศตลบอบอวลไปทั่วครัว ก่อนจะนำไปตากแดดบนแคร่ไม้ไผ่ที่ปูด้วยผ้าขาวบาง
"นี่เรียกว่า 'หมูแดดเดียว' เจ้าค่ะ เมื่อตากจนแห้งหมาดๆ แล้วนำมาทอด ไฟแรงๆ จะได้หมูที่กรอบนอกนุ่มใน รสชาติเข้มข้น กินกับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวต้มก็เลิศรส ที่สำคัญเก็บไว้ได้นานแรมเดือนโดยไม่เน่าเสีย"
แต่ทีเด็ดที่แท้จริงอยู่ที่ส่วนที่สอง...
หว่านเอ๋อร์นำเนื้อสะโพกมาสับหยาบๆ ผสมกับมันแข็งหั่นเต๋าชิ้นเล็กๆ ในอัตราส่วนเนื้อแปดส่วนมันสองส่วน นางเทเหล้าจีนหมักชั้นดีลงไป ตามด้วยน้ำตาลทรายแดง เกลือ และผงพะโล้ เครื่องเทศหอมระเหยถูกคลุกเคล้าจนเข้าเนื้อ ส่งกลิ่นหอมหวานเอร็ดอร่อยชวนน้ำลายสอ
"ท่านพ่อ ช่วยข้าจับไส้หมูที่ล้างสะอาดแล้วหน่อยเจ้าค่ะ"
นางใช้กรวยยัดส่วนผสมเนื้อหมูหมักลงไปในไส้อ่อนที่เตรียมไว้ มัดเป็นข้อๆ ด้วยเชือกป่าน จนได้พวงไส้กรอกสีแดงสดใสยาวเหยียด จากนั้นนำไปผึ่งลมและตากแดดอ่อนๆ จนผิวตึงและแห้งสนิท
"สิ่งนี้เรียกว่า 'กุนเชียง' เจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์อธิบายพลางเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก "รสชาติจะออกหวานเค็มกลมกล่อม หอมกลิ่นเหล้าและเครื่องเทศ ยิ่งเก็บไว้นานรสชาติยิ่งเข้าเนื้อ เหมาะเป็นเสบียงเดินทาง หรือของฝากชั้นดี"
เมื่อกุนเชียงและหมูแดดเดียวชุดแรกเสร็จสมบูรณ์ หว่านเอ๋อร์ทดลองนำมาทอดให้ทุกคนชิม
ฉ่า...
เสียงน้ำมันเดือดพล่านพร้อมกับกลิ่นหอมหวลที่ลอยฟุ้งไปไกลถึงท้ายไร่ กุนเชียงที่ทอดสุกใหม่ๆ มีสีแดงเข้มเป็นมันวาว เมื่อกัดเข้าไปเปลือกนอกจะกรุบกรอบ ไขมันด้านในแตกซ่านชุ่มฉ่ำลิ้น ผสานกับรสหวานเค็มที่ลงตัวอย่างหาที่ติไม่ได้ ส่วนหมูแดดเดียวก็เคี้ยวเพลิน รสสัมผัสเหนียวนุ่มกำลังดี
"สวรรค์! เกิดมาพ่อไม่เคยกินเนื้อแปรรูปที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน!" หลินต้าไห่เคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่อง
หว่านเอ๋อร์มองดูผลงานด้วยความพึงพอใจ สินค้าสองสิ่งนี้จะกลายเป็นอาวุธสำคัญในการตีตลาดช่วงหน้าแล้ง เมื่อผักสดขาดแคลน อาหารแห้งรสเลิศย่อมเป็นที่ต้องการ
ในยามดึกสงัด คืนที่พระจันทร์เสี้ยวแขวนอยู่บนยอดไม้ หว่านเอ๋อร์จัดเตรียมตะกร้าสานใบงาม ภายในบรรจุกุนเชียงเกรดพรีเมียมที่คัดสรรมาอย่างดีที่สุด และหมูแดดเดียวที่ทอดกรอบใหม่ๆ ห่อด้วยใบบัวหลวง
นางเดินออกไปที่ศาลารริมน้ำ ร่างเงาสายหนึ่งวูบไหวลงมาจากต้นไม้ใหญ่ รวดเร็วปานภูตพราย
"เสี่ยวเฟิง" หว่านเอ๋อร์เอ่ยทักโดยไม่หันไปมอง นางคุ้นชินกับการมาเยือนไร้สุ้มเสียงขององครักษ์ผู้นี้แล้ว
ชายหนุ่มชุดดำสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลัง "คุณหนูหลิน นายท่านส่งข้ามาดูความเรียบร้อย"
"ฝากของสิ่งนี้ไปให้เจ้านายของเจ้าด้วย บอกเขาว่านี่เป็น 'เสบียงทิพย์' สูตรใหม่ของข้า เก็บรักษาได้นาน เหมาะแก่การพกพาไปในการเดินทัพหรือเดินทางไกล ข้าหวังว่ารสชาติของมันจะช่วยคลายความเหนื่อยล้าให้เขาได้บ้าง"
เสี่ยวเฟิงรับตะกร้าไป กลิ่นหอมที่เล็ดลอดออกมาทำให้องครักษ์ผู้เคร่งขรึมถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลาย
"นายท่านคาดการณ์ไว้แล้วว่าท่านจะต้องมีสิ่งแปลกใหม่มานำเสนอ จึงฝากสิ่งนี้มาให้ท่านเป็นการตอบแทนล่วงหน้า"
เสี่ยวเฟิงยื่นกล่องไม้จันทน์หอมขนาดฝ่ามือให้นาง ก่อนจะทะยานหายไปในความมืดพร้อมกับตะกร้าเสบียง
หว่านเอ๋อร์เปิดกล่องออกดู ภายใต้แสงจันทร์สลัว ประกายสีเหลืองอร่ามกระแทกเข้าตาจนนางต้องหรี่ตาลง
ทองคำแท่ง! ทองคำบริสุทธิ์สิบตำลึงวางเรียงกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ
มุมปากของหญิงสาวกระตุกยิ้ม "ช่างเป็นคู่ค้าที่รู้ใจเสียจริง... ลงทุนก้อนโตเช่นนี้ แสดงว่าเขากำลังต้องการเสบียงแห้งจำนวนมหาศาลสินะ"
การค้าขายกับบุรุษลึกลับผู้นี้ แม้จะเต็มไปด้วยอันตรายและความลับ แต่ผลตอบแทนนั้นหอมหวานยิ่งกว่ากุนเชียงที่นางทำเสียอีก
รุ่งเช้าวันต่อมา ขณะที่หว่านเอ๋อร์กำลังวางแผนจะขยายการผลิตกุนเชียง โดยเตรียมจะรับซื้อหมูจากหมู่บ้านข้างเคียง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้วบ้านสกุลหลิน
"หว่านเอ๋อร์! พี่ชายรองของเจ้ากลับมาแล้ว เหตุใดจึงไม่มีใครออกมาต้อนรับ!"
เสียงเรียกนั้นแฝงไปด้วยความถือดีและเย่อหยิ่ง หว่านเอ๋อร์ชะงักมือที่กำลังจดบัญชี คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากัน
ภาพความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมา... 'หลินเอ้อร์' บุตรชายคนรองของบ้านใหญ่ ผู้ที่คนในตระกูลภาคภูมิใจนักหนาว่าเป็นบัณฑิตผู้ทรงภูมิปัญญา กำลังศึกษาอยู่ในตัวเมืองเพื่อเตรียมสอบจอหงวน แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงปลิงที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อคนในบ้านเพื่อเอาไปปรนเปรอความสุขของตนเองในคราบนักศึกษา
รถม้าโกโรโกโสคันหนึ่งจอดอยู่หน้าบ้าน ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวซีดที่ดูเหมือนจะซักจนเปื่อย ยืนโบกพัดจีบด้วยท่าทางวางมาด แต่สายตาที่กวาดมองโรงเรือนและแปลงผักอันอุดมสมบูรณ์ของบ้านนางนั้น กลับเต็มไปด้วยความโลภโมโทสันที่ปิดไม่มิด
ดูท่า... กลิ่นหอมของกุนเชียงและทองคำจะไม่ได้ดึงดูดแค่คู่ค้าเสียแล้ว แต่ยังดึงดูดแมลงวันน่ารำคาญมาด้วย!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การมาเยือนของบัณฑิตหนุ่ม]**