ตอนที่ 126
***บทที่ 126: การมาเยือนของบัณฑิตหนุ่ม***
สายลมยามเช้าพัดพาเอากลิ่นหอมจางๆ ของไอดินและแปลงผักสดชื่นลอยอบอวล แต่ทว่าบรรยากาศหน้าประตูรั้วบ้านสกุลหลินกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทรกซึมอยู่ในอากัาศ
หลินหว่านเอ๋อร์วางพู่กันในมือลงอย่างเชื่องช้า นางปัดฝุ่นที่กระโปรงเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมาจากตัวเรือนด้วยท่วงท่าสง่างามดุจนางพญา ดวงตาหงส์กวาดมองผู้มาเยือนอย่างพินิจพิเคราะห์
เบื้องหน้าประตูรั้วไม้ไผ่ที่ถักทออย่างประณีต ปรากฏร่างของบุรุษหนุ่มรูปร่างผอมเกร็ง สวมชุดยาวสีขาวหม่นที่ชายผ้าเริ่มรุ่ยร่าย ศีรษะสวมหมวกบัณฑิตที่ดูเอียงกระเท่เร่ ในมือถือพัดจีบพยายามโบกพัดให้ดูสูงส่ง ทั้งที่อากาศยามเช้ายังคงเย็นสบาย
‘หลินเอ้อร์’ หรือพี่ชายรองแห่งบ้านใหญ่ ผู้ที่นางจำได้ดีจากความทรงจำของร่างเดิมว่าเป็นดั่ง ‘ความหวังจอมปลอม’ ของตระกูลหลิน เขาศึกษาเล่าเรียนมาหลายปีแต่สอบระดับท้องถิ่นไม่เคยผ่าน ทว่ากลับเชี่ยวชาญเรื่องการผลาญเงินทองของตระกูลไปกับสุรานารีในตัวเมือง โดยอ้างว่าเป็นการ ‘สังสรรค์เพื่อสร้างเส้นสายกับเหล่าปัญญาชน’
"หว่านเอ๋อร์! นี่เจ้าเห็นพี่รองมายืนอยู่ตรงนี้ เหตุใดจึงยังทำท่าทางเย่อหยิ่งจองหอง ไม่รีบเชิญข้าเข้าไปดื่มน้ำชาข้างใน!" หลินเอ้อร์ตะเบ็งเสียง ใบหน้าซูบตอบฉายแววไม่พอใจ ยิ่งเมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นโรงเรือนขนาดใหญ่และคนงานที่กำลังขนย้ายกุนเชียง ความโลภก็พาดผ่านนัยน์ตาคู่นั้นอย่างชัดเจน
หว่านเอ๋อร์ยกระดับมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา นางยืนกอดอกพิงกรอบประตูรั้ว ไม่แม้แต่จะขยับตัวเปิดทาง "อ้อ... ที่แท้ก็พี่รองนี่เอง ข้านึกว่าขอทานจากที่ใดมาเอะอะโวยวายหน้าบ้านเสียอีก ชุดบัณฑิตของท่านดู... ผ่านสมรภูมิมาโชกโชนเหลือเกินนะเจ้าคะ"
วาจาเหน็บแนมนั้นทำให้หลินเอ้อร์หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธระคนอับอาย ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาเริ่มหยุดดูและซุบซิบ
"เจ้า! สามหาว!" หลินเอ้อร์สะบัดพัดชี้หน้านาง "ข้าอุตส่าห์ลดตัวลงมาหาเจ้าด้วยความหวังดี ท่านย่าและท่านพ่อเป็นห่วงเจ้าที่เป็นสตรีตัวคนเดียวต้องมาลำบากทำไร่ไถนา จึงส่งข้ามาเจรจา... หากเจ้ายอมกลับเข้าตระกูลหลิน นำทรัพย์สินและสูตรกุนเชียงกลับไปมอบให้ส่วนกลาง ท่านย่าจะยอมเมตตาให้อภัยที่เจ้าเคยอกตัญญู และข้า... ว่าที่ขุนนางในอนาคต จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้เจ้าเอง"
หลินเอ้อร์ยืดอกขึ้น พยายามสร้างภาพลักษณ์ของผู้ทรงภูมิ "อีกไม่นานข้าต้องไปสอบที่เมืองหลวง จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเป็นค่าเดินทางและค่าตำรา หากข้าได้เป็นจอหงวน เจ้าก็จะได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวขุนนาง มีหน้ามีตา ใครหน้าไหนก็ไม่กล้ารังแก"
หว่านเอ๋อร์แทบจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ กับตรรกะวิบัติของคนผู้นี้ นางแสร้งทำสีหน้าครุ่นคิด "โอ้... พี่รองช่างมีน้ำใจประเสริฐยิ่งนัก จะเอาเงินของข้าไปเสวยสุข... เอ้ย ไปสอบ แล้วยังจะให้ข้ากลับไปเป็นวัวงานให้บ้านใหญ่อีกหรือ?"
"นี่เรียกว่าความกตัญญู!" หลินเอ้อร์รีบแก้ตัว เสียงเริ่มดังขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความนัย "เจ้าเป็นสตรี ถือครองทรัพย์สินมากไปมีแต่จะนำภัยมาสู่ตัว ส่งมอบให้ตระกูลดูแลย่อมปลอดภัยที่สุด!"
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หลายคนรู้ดีว่าบ้านใหญ่ตระกูลหลินเอารัดเอาเปรียบหว่านเอ๋อร์เพียงใด
หว่านเอ๋อร์ก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้รั้ว ดวงตาคู่งามหรี่ลงจนคมกริบดุจใบมีด "พี่รอง... ท่านเรียนหนังสือมากี่ปีแล้ว?"
หลินเอ้อร์ชะงัก "หะ... ห้าปี! ข้าทุ่มเทศึกษามาห้าปีแล้ว!"
"ห้าปี..." หว่านเอ๋อร์ทวนคำเสียงเรียบ "ห้าปีที่ท่านผลาญเงินทองของท่านลุงท่านป้า ห้าปีที่ท่านอ้างการศึกษาเพื่อหลีกหนีงานหนัก ห้าปีที่ท่านมิเคยสอบผ่านแม้แต่ระดับอำเภอ... ท่านกล้าเรียกตนเองว่า 'ว่าที่ขุนนาง' ได้อย่างไม่กระดากปากหรือ?"
"เจ้า... เจ้าบังอาจดูแคลนปัญญาชน!" หลินเอ้อร์โกรธจนตัวสั่น
หว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่บาดลึกไปถึงกระดูก นางเอามือไพล่หลัง เดินวนไปมาหน้าประตูรั้วพลางเอื้อนเอ่ยวาจาเป็นทำนองเสนาะหู แต่เนื้อความกลับเชือดเฉือนยิ่งกว่าคมดาบ
*"สวมอาภรณ์บัณฑิตบังหน้า พึ่งพาเหงื่อไคลวงศา*
*ปากท่องคัมภีร์ปราชญ์ แต่จิตใจหยาบช้าไร้ยางอาย*
*สิบปีฝนทั่งให้เป็นเข็ม ท่านฝนเหล้าเคล้านารีมิรู้หาย*
*กลับมาบ้านหวังสูบเลือดเนื้อ ฤาใช่บัณฑิต... หรือปลิงควาย!"*
ทันทีที่สิ้นเสียงกลอน ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ บางคนถึงกับปรบมือชอบใจ
"ฮ่าๆๆ! แม่หนูหว่านเอ๋อร์แต่งกลอนได้คมกริบ!"
"ปลิงควายในคราบนักปราชญ์! ช่างเปรียบเปรยได้เห็นภาพนัก!"
"หลินเอ้อร์ กลับไปไถนาเสียเถอะ อย่ามาหลอกกินแรงน้องสาวเลย!"
หลินเอ้อร์ยืนแข็งทื่ออยู่ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ย ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวคล้ำ แล้วกลับมาซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม ความหยิ่งผยองเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความอับอายขายขี้หน้าจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
"เจ้า... เจ้า... ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี!" หลินเอ้อร์ชี้หน้านางด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะรีบหุบพัดแล้ววิ่งหนีขึ้นรถม้าโกโรโกโส ตะโกนสั่งคนขับให้รีบออกรถไปท่ามกลางเสียงโห่ฮาของชาวบ้าน
หว่านเอ๋อร์มองตามรถม้าที่วิ่งฝุ่นตลบไปด้วยสายตาเย็นชา นางรู้ดีว่าคนอย่างหลินเอ้อร์และคนบ้านใหญ่ไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ เพียงแต่ตอนนี้ นางได้ประกาศจุดยืนชัดเจนต่อหน้าธารกำนัลแล้วว่า นางไม่ใช่หมูในอวยให้ใครมาเคี้ยวเล่นอีกต่อไป
เมื่อฝุ่นจางลง ความสงบก็กลับคืนสู่หน้าบ้านสกุลหลิน หว่านเอ๋อร์หันหลังเดินกลับเข้าไร่ แต่สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งในแปลงนาข้าวที่อยู่ถัดไป
ต้นข้าวเขียวขจีที่กำลังแตกกออย่างงดงามนั้น มีบางกอกำลังถูกกัดกิน ใบข้าวแหว่งเว้า และที่โคนต้นมีสิ่งมีชีวิตเปลือกแข็งสีเชอร์รี่เกาะอยู่เป็นกลุ่มก้อน
"หอยเชอรี่..." หว่านเอ๋อร์พึมพำ คิ้วเรียวขมวดมุ่น
ไม่ใช่แค่หอยเชอรี่ แต่ยังมีวัชพืชที่เริ่มแทรกตัวขึ้นมาแย่งสารอาหาร หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ "กำจัดปลิงในร่างคนไปได้ตัวหนึ่ง ก็ต้องมารบกับศัตรูพืชในนาต่อสินะ..."
ทันใดนั้น ประกายความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว สมองอันชาญฉลาดของนางประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพของเป็ดฝูงใหญ่ที่นางเคยเห็นในมิติ และความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์สมัยใหม่ผุดขึ้นมา
"ในเมื่อพวกเจ้าชอบกัดกินต้นข้าวนัก... ข้าก็จะหา 'เพชฌฆาต' มาจัดการพวกเจ้า และเปลี่ยนพวกเจ้าให้กลายเป็นทองคำเสียเลย!"
ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาของหว่านเอ๋อร์เป็นประกายวาววับยิ่งกว่าทองคำที่นางได้รับเมื่อคืน ดูท่า... แผนการใหญ่ครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ระบบนิเวศในไร่]**