ตอนที่ 127

***บทที่ 127: ระบบนิเวศในไร่***

เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว หลินหว่านเอ๋อร์ก็มิใช่คนที่จะปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ คำบัญชาของนางเปรียบดั่งประกาศิต ทันทีที่รุ่งสางมาเยือน นางก็สั่งการให้คนงานในไร่ไปกว้านซื้อลูกเป็ดรุ่นกระทงจำนวนนับร้อยตัวมาจากหมู่บ้านข้างเคียง

เสียงร้อง "ก้าบ ก้าบ" ดังระงมไปทั่วลานหน้าเรือน ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างชะโงกหน้ามองด้วยความฉงนสนเท่ห์ บ้างก็ซุบซิบกันว่าสตรีปากกล้าผู้นี้คิดจะเปิดเหลาอาหารหรือไร จึงได้เหมาเป็ดมามากมายปานนี้

ทว่าหว่านเอ๋อร์หาได้ใส่ใจเสียงนกเสียงกา นางยืนกอดอกบัญชาการด้วยท่วงท่าสง่างามดุจแม่ทัพหญิง สั่งให้ลุงหวังและคนงานต้อนฝูง 'ทหารเอก' เหล่านี้ลงสู่สมรภูมิรบ... ซึ่งก็คือแปลงนาข้าวที่กำลังถูกหอยเชอรี่รุกรานนั่นเอง

"คุณหนู... จะดีหรือขอรับ? เป็ดพวกนี้มันซุกซนนัก หากมันเหยียบย่ำต้นข้าวของเราจนเสียหายจะทำอย่างไร?" ลุงหวังเอ่ยถามด้วยสีหน้าวิตกกังวล มือไม้สั่นเทาขณะเปิดคอกกั้น

หว่านเอ๋อร์เพียงยิ้มมุมปาก นัยน์ตาทอประกายลึกล้ำ "ลุงหวัง ท่านคอยดูเถิด เป็ดพวกนี้หาใช่ศัตรูของข้าว แต่เป็นสหายร่วมรบต่างหาก"

ทันทีที่ฝูงเป็ดลงสัมผัสผืนน้ำในนา สัญชาตญาณนักล่าตามธรรมชาติก็ทำงานทันที พวกมันแหวกว่ายไปตามร่องข้าวอย่างคล่องแคล่ว ปากแบนๆ ไซ้ลงไปในโคลนและกอข้าวอย่างสนุกสนาน เสียงจิกกินหอยเชอรี่ดัง "กรุบกรับ" ฟังดูคล้ายดนตรีบรรเลงแห่งความตายของเหล่าศัตรูพืช

ไม่ใช่เพียงแค่หอยเชอรี่เท่านั้น แม้แต่วัชพืชต้นเล็กๆ ที่เพิ่งแทงยอดขึ้นมาแย่งสารอาหาร ก็ถูกตีนเป็ดตะกุยจนหลุดลอย หรือไม่ก็ถูกปากเป็ดจิกกินจนเกลี้ยงเกลา

"นี่มัน..." ลุงหวังเบิกตากว้าง มองภาพตรงหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจ

"นี่เรียกว่าระบบนิเวศเกื้อกูลเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์อธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความภูมิใจ "เป็ดกินหอยและแมลงศัตรูพืช ช่วยกำจัดวัชพืช ขี้เป็ดที่ถ่ายออกมาก็กลายเป็นปุ๋ยชั้นดีบำรุงต้นข้าว อีกทั้งการที่เป็ดว่ายน้ำไปมา ยังช่วยพรวนดินให้นิ่มและเติมอากาศในน้ำ รากข้าวจะเดินดี แตกกอใหญ่"

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสริม "ยิงปืนนัดเดียว ได้นก... ไม่สิ ได้เป็ดหลายตัวเลยทีเดียว"

ข่าวเรื่อง 'วิธีกำจัดหอยด้วยทัพเป็ด' แพร่สะพัดไปทั่วตำบลชิงซีราวกับไฟลามทุ่ง จากเดิมที่ชาวบ้านเคยหัวเราะเยาะ บัดนี้ต่างพากันมายืนมุงดูที่คันนาด้วยความตื่นตะลึง นาข้าวของสกุลหลินที่เคยมีหอยกัดกินจนใบแหว่งเว้า บัดนี้กลับมาเขียวขจี ต้นข้าวตั้งตรงตระหง่าน แข็งแรงสมบูรณ์ยิ่งกว่านาของใครๆ

"แม่นางหลินช่างมีปัญญาดุจเทพเซียนจริงๆ!" ป้าจาง เพื่อนบ้านที่เคยมีปากเสียงกับหว่านเอ๋อร์เมื่อคราวก่อน ถึงกับเอ่ยชมด้วยความศรัทธา นางรีบกลับไปที่บ้านแล้วต้อนเป็ดของตนลงนาบ้าง

หว่านเอ๋อร์ไม่ได้หวงห้ามวิชานี้ กลับกันนางยังยินดีให้คำแนะนำชาวบ้านที่มาสอบถามอย่างละเอียด เพราะนางรู้ดีว่า การจะยกระดับความเป็นอยู่ของตนให้มั่นคง สภาพแวดล้อมรอบข้างก็ต้องดีด้วย หากชาวบ้านร่ำรวยขึ้น ก็จะมีกำลังซื้อสินค้าของนางในอนาคต

แต่แผนการของหว่านเอ๋อร์มิได้หยุดอยู่เพียงแค่ในนาข้าว

บนพื้นที่ดอนที่นางจัดสรรไว้สำหรับการเพาะปลูกพืชไร่ นางได้สั่งให้คนงานเริ่มแผนการ 'ปลูกพืชหมุนเวียน' ตามตำราที่นางศึกษามาจากมิติลับ

"ปลูกถั่วเหลืองสลับกับข้าวโพดหรือขอรับ?" คนงานหนุ่มผู้หนึ่งถามด้วยความงุนงง พลางเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก

"ถูกต้อง" หว่านเอ๋อร์พยักหน้า นางหยิบเมล็ดถั่วเหลืองขึ้นมาพิจารณา "เจ้าอย่าได้ดูถูกพืชตระกูลถั่วเชียว รากของมันมีปมวิเศษที่ช่วยตรึงธาตุอาหารในอากาศลงสู่ดิน เปรียบเสมือนการเติมพลังปราณให้แก่ผืนธรณี เมื่อเราปลูกข้าวโพดสลับร่อง หรือปลูกตามหลังการเก็บเกี่ยวถั่ว ดินจะร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ ข้าวโพดจะฝักใหญ่ รสหวาน โดยที่เราแทบไม่ต้องใส่ปุ๋ยเพิ่ม"

กาลเวลาผ่านไปไม่นาน คำพูดของหว่านเอ๋อร์ก็ได้รับการพิสูจน์ ไร่ข้าวโพดของสกุลหลินออกฝักใหญ่สีเหลืองทองอร่าม ตัดกับสีเขียวสดของใบถั่วที่คลุมดินรักษาความชื้น เป็นภาพที่งดงามราวกับภาพวาดของจิตรกรเอก

ทว่า... ความสำเร็จมักมาพร้อมกับปัญหาใหม่เสมอ

เมื่อฝูงเป็ดในนาข้าวเติบโตเต็มวัย พวกมันไม่เพียงแต่กำจัดศัตรูพืชจนหมดสิ้น แต่ยังตอบแทนบุญคุณด้วยการออกไข่จำนวนมหาศาล!

ทุกเช้า คนงานต้องเก็บไข่เป็ดหลายตะกร้าใหญ่ กองพะเนินเทินทึกจนล้นห้องครัว

"คุณหนูขอรับ ไข่เป็ดเยอะขนาดนี้ พวกเรากินกันไม่ทันแล้วขอรับ จะเอาไปขายที่ตลาดราคาก็ตกต่ำเหลือเกิน เพราะช่วงนี้ใครๆ ก็เลี้ยงเป็ดตามท่านกันหมด" ลุงหวังรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ มองกองไข่เป็ดสีขาวนวลราวกับภูเขาลูกย่อมๆ

หว่านเอ๋อร์มองภูเขาไข่เป็ด พลางใช้ความคิด นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ นางจำได้ว่าในมิติลับมีตำราถนอมอาหารที่น่าสนใจอยู่บทหนึ่ง

"ของดีเช่นนี้ จะปล่อยให้เน่าเสียได้อย่างไร..." นางพึมพำ ก่อนจะนึกถึง 'ดินสอพอง' หรือดินขาวเนื้อละเอียดที่มีอยู่มากท้ายไร่ ซึ่งปกติชาวบ้านไม่ค่อยเห็นค่าของมัน

"ลุงหวัง ไปเตรียมดินขาว เกลือเม็ด และแกลบดำมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!" หว่านเอ๋อร์สั่งการด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย "ในเมื่อไข่สดราคาตก ข้าก็จะเปลี่ยนพวกมันให้เป็น 'ไข่ทองคำ' ที่ใครได้ลิ้มลองต้องยอมควักเงินจ่าย!"

ตลอดบ่ายวันนั้น กลิ่นอายของการทดลองคละคลุ้งไปทั่วเรือนหลัง หว่านเอ๋อร์ลงมือสาธิตด้วยตนเอง นางผสมดินขาวกับเกลือและน้ำในสัดส่วนที่แม่นยำดั่งชั่งตวงด้วยตาชั่งสวรรค์ จนได้โคลนสีขาวเนื้อเนียนนุ่ม จากนั้นนำไข่เป็ดที่ล้างสะอาดแล้วลงไปชุบจนทั่ว ก่อนจะนำไปคลุกกับแกลบดำเผาเพื่อไม่ให้ไข่ติดกัน

กรรมวิธีดูแปลกประหลาดในสายตาบ่าวไพร่ พวกเขาได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เข้าใจว่าเจ้านายกำลังเล่นซนอะไร เอาโคลนมาพอกไข่เช่นนี้มันจะกินได้จริงหรือ?

"เอาไข่พวกนี้ลงไห ปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่ร่ม ห้ามเปิดจนกว่าข้าจะสั่ง" หว่านเอ๋อร์กำชับเสียงเข้ม "อีก 20 วัน... พวกเจ้าจะได้เห็นปาฏิหาริย์"

วันเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดวันที่ครบกำหนดก็มาถึง

ไหดินเผาที่ถูกปิดผนึกไว้ที่มุมห้องครัวถูกยกออกมาวางบนโต๊ะกลางลานบ้าน ท่ามกลางสายตาใคร่รู้ของเหล่าคนงานและสาวใช้ แม้แต่ลุงหวังที่เชื่อมั่นในตัวคุณหนูที่สุด ก็ยังอดกลั้นหายใจด้วยความลุ้นระทึกไม่ได้

หว่านเอ๋อร์เดินเข้ามาด้วยท่วงท่ามั่นใจ นางยื่นมือขาวผ่องออกไปเปิดฝาไห

"ป๊อก!"

เสียงเปิดฝาไหดังกังวาน กลิ่นหอมประหลาดที่มิใช่กลิ่นคาวไข่ แต่เป็นกลิ่นหอมนวลๆ ของดินและเกลือลอยออกมาเตะจมูก หว่านเอ๋อร์หยิบไข่พอกโคลนแห้งกรังออกมาหนึ่งฟอง ล้างดินออกจนเผยให้เห็นเปลือกไข่สีขาวสะอาด

"ไปต้มน้ำให้เดือด ข้าจะผ่าพิสูจน์ความสำเร็จนี้ด้วยตัวเอง"

เมื่อไข่ต้มสุกร้อนๆ ถูกวางลงบนจาน หว่านเอ๋อร์หยิบมีดคมกริบขึ้นมา จรดลงกลางฟองไข่แล้วกดลงไปเบาๆ

ทันทีที่ใบมีดผ่านเปลือกไข่และเนื้อขาว สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาทุกคนที่มุงดูอยู่ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่...

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ไข่เค็มลาวา]**