ตอนที่ 128
***บทที่ 128: ไข่เค็มลาวา***
ทันทีที่ใบมีดผ่านเปลือกไข่และเนื้อขาว สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาทุกคนที่มุงดูอยู่ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่...
ของเหลวสีแดงอมส้มฉ่ำเยิ้มไหลทะลักออกมาจากใจกลางไข่แดงราวกับลาวาที่ปะทุออกจากปล่องภูเขาไฟ มันส่งกลิ่นหอมมันอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานกับกลิ่นเค็มจางๆ ที่กระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะอาหารได้อย่างร้ายกาจ เนื้อไข่แดงนั้นมิได้แข็งกระด้าง แต่กลับดูละเอียดเป็นเม็ดทรายชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมันที่แทรกซึมอยู่ทุกอณู
หลินหว่านเอ๋อร์คลี่ยิ้มมุมปาก แววตาเป็นประกายวาววับ นางใช้ปลายตะเกียบคีบไข่แดงส่วนที่เยิ้มนั้นขึ้นมาลิ้มลองรสชาติ
ความเค็มที่กำลังพอดีไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ผสานกับความมันและความนัวของไข่เป็ดที่หมักด้วยกรรมวิธีพิเศษ แตกซ่านไปทั่วลิ้นสัมผัส เนื้อสัมผัสที่เป็นทรายละเอียดละลายในปาก ทิ้งรสชาติหวานปะแล่มที่ปลายลิ้นชวนให้โหยหาคำต่อไป
"สมบูรณ์แบบ..." หว่านเอ๋อร์พึมพำอย่างพึงพอใจ "นี่แหละคือ 'ไข่เค็มลาวา' ที่ข้าต้องการ!"
นางหันไปสั่งสาวใช้ที่ยืนตะลึงงันอยู่ "ไปตักข้าวต้มร้อนๆ มา เดี๋ยวนี้!"
เมื่อข้าวต้มขาวข้นร้อนระอุถูกยกมา หว่านเอ๋อร์บิไข่เค็มครึ่งฟองวางลงไป น้ำมันสีแดงส้มไหลซึมลงไปในเนื้อข้าวสีขาวดุจภาพวาดพู่กันจีนที่งดงาม นางพยักหน้าให้ลุงหวังและบ่าวไพร่คนอื่นๆ ลองชิม
"อร่อย! อร่อยเหาะไปเลยขอรับคุณหนู!" ลุงหวังอุทาน ตาเบิกโพลง "ข้าเกิดมาจนอายุปูนนี้ ไม่เคยกินไข่เค็มที่รสชาติล้ำลึกเช่นนี้มาก่อน ไข่เค็มทั่วไปมักจะเค็มจนลิ้นชา แต่ไข่นี้... มันกลมกล่อม ยิ่งกินกับข้าวต้มร้อนๆ ยิ่งหยุดไม่ได้!"
เสียงชื่นชมดังเซ็งแซ่ไปทั่วเรือน บ่าวไพร่ต่างพากันเติมข้าวคนละหลายถ้วย เพียงเพื่อจะได้ลิ้มรสไข่เค็มสูตรพิสดารนี้ให้หนำใจ
ข่าวลือเรื่อง 'ไข่ทองคำ' ของไร่สุขสำราญ แพร่สะพัดออกไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เพียงไม่กี่วัน 'ไข่เค็มลาวา' ก็กลายเป็นที่กล่าวขวัญถึงทั่วทั้งตำบลชิงซีและพื้นที่ใกล้เคียง
นี่คือ 'สินค้าแชมเปี้ยน' ตัวที่สามของหลินหว่านเอ๋อร์ ต่อจากผักปราณทิพย์และผลไม้เลิศรส
ณ ภัตตาคารตระกูลหลิว บรรยากาศกลับตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด
หลิวจางจู ทายาทตระกูลหลิวผู้หยิ่งยโส นั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หลังร้าน เบื้องหน้าเขามีจานไข่เค็มที่พ่อครัวเพิ่งผ่าออกมา สภาพของมันช่างแตกต่างจากของหลินหว่านเอ๋อร์ราวฟ้ากับเหว
ไข่แดงแห้งผากเป็นก้อนแข็งสีเหลืองซีด ไม่มีน้ำมันไหลเยิ้มแม้แต่หยดเดียว มิหนำซ้ำเนื้อไข่ขาวก็ยังแข็งกระด้างราวกับยางไม้
"ลองชิมสิ!" หลิวจางจูตวาดสั่งลูกน้อง
เสี่ยวเอ้อร์ผู้โชคร้ายจำใจคีบไข่เข้าปาก ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวเหยเก รีบคายทิ้งแทบไม่ทัน
"แค่กๆ! เค็ม... เค็มจนขมเลยขอรับนายน้อย! นี่มันกินไม่ได้ ขืนขายไปลูกค้าได้ด่าเปิงแน่!"
หลิวจางจูทุบโต๊ะดังปัง "บัดซบ! นังเด็กบ้านนอกนั่นมันทำอย่างไร? ข้าก็ใช้เกลือเหมือนกัน ใช้ไข่เป็ดเหมือนกัน เหตุใดของมันถึงเป็นน้ำมันเยิ้มรสชาติเลิศรส แต่ของข้ากลับเค็มปี๋จนกลืนไม่ลงเช่นนี้!"
เขาไม่รู้เลยว่า เคล็ดลับไม่ได้อยู่ที่แค่เกลือ แต่อยู่ที่สัดส่วนดินพอก การผสมสุราเพื่อเปิดรูขุมขนเปลือกไข่ และระยะเวลาที่แม่นยำดั่งจับวาง ซึ่งเป็นองค์ความรู้จากโลกอนาคตที่หลินหว่านเอ๋อร์ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ความพยายามที่จะเลียนแบบโดยปราศจากความรู้นั้น รังแต่จะนำมาซึ่งความสูญเสีย
ในขณะที่ตระกูลหลิวล้มเหลวไม่เป็นท่า บรรยากาศที่หน้าไร่สุขสำราญกลับคึกคักราวกับมีงานเทศกาล
รถม้าของพ่อค้าต่างถิ่นจอดเรียงรายยาวเหยียดจนฝุ่นตลบ พวกเขาดั้นด้นมาจากต่างเมือง ทันทีที่ได้ยินกิตติศัพท์ของไข่เค็มลาวาที่เล่าลือกันว่า รสชาติล้ำเลิศดั่งอาหารทิพย์
"คุณหนูหลิน! ข้าขอจองหนึ่งพันฟอง!" พ่อค้าพุงพลุ้ยผู้หนึ่งตะโกนแข่งกับเสียงอื้ออึง
"ข้าให้ราคาสูงกว่า! ข้าขอเหมาหมดทุกล็อตที่มี!" พ่อค้าอีกคนแย้งขึ้น พลางโบกตั๋วเงินปึกใหญ่
หลินหว่านเอ๋อร์นั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้หวายใต้ร่มไม้ใหญ่ ใบหน้างดงามฉายแววสงบนิ่งทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจ นางวางถ้วยชาลงช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่กังวานไปทั่ว
"ใจเย็นๆ ทุกท่าน... ไข่เค็มของข้ามีกรรมวิธีทำที่พิถีพิถัน ต้องใช้เวลาบ่มเพาะ ไม่ใช่นึกจะเสกก็เสกมาได้ ดังนั้น..." นางเว้นจังหวะ พลางกวาดสายตามองเหล่าพ่อค้าที่เงียบกริบรอฟังคำตัดสิน "ข้าจะจำกัดการซื้อ เจ้าหนึ่งซื้อได้ไม่เกินห้าร้อยฟอง เพื่อให้กระจายสินค้าได้ทั่วถึง ส่วนราคา... ข้าขอปรับขึ้นจากเดิมอีกสองส่วน เป็นค่าเสียเวลาที่ข้าต้องมานั่งฟังพวกท่านตะโกนใส่หน้าข้า"
เหล่าพ่อค้าต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แม้ราคาจะสูงขึ้น แต่เมื่อนึกถึงกำไรที่จะได้จากการนำของดีเช่นนี้ไปขายต่อ พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมควักกระเป๋าจ่ายแต่โดยดี
ตลอดทั้งวัน บ่าวไพร่ในไร่สุขสำราญต่างวิ่งวุ่นขนไหไข่เค็มออกมาส่งมอบ ลุงหวังยิ้มจนแก้มแทบปริเมื่อเห็นตั๋วเงินและก้อนเงินตำลึงหลั่งไหลเข้าสู่บัญชีของไร่ราวกับสายน้ำ
ยามเย็นย่ำ แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องผืนดินเป็นสีทองอร่าม หว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองขบวนรถม้าคันสุดท้ายที่เคลื่อนตัวจากไปพร้อมกับสินค้าเต็มคันรถ ริมฝีปากบางยกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
แผนการสร้าง 'สินค้าดาวเด่น' เพื่อดึงดูดเงินทุนหมุนเวียนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ทว่า... นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
สายลมเย็นพัดผ่านหู นำพากลิ่นหอมของรวงข้าวที่สุกงอมมาจากทุ่งนาด้านหลัง หว่านเอ๋อร์หันกลับไปมองผืนนาอันกว้างใหญ่ที่นางและคนงานทุ่มเทแรงกายแรงใจฟูมฟักมาตลอดฤดูกาล
ต้นข้าวสีทองอร่ามโน้มรวงหนักอึ้งลู่ตามลม ราวกับคลื่นทะเลสีทองที่กำลังพลิ้วไหวสุดลูกหูลูกตา เป็นภาพที่งดงามและบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ถึงขีดสุด
"ไข่เค็มเป็นเพียงน้ำจิ้ม..." หว่านเอ๋อร์พึมพำแผ่วเบา ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองเห็นเงาร่างของใครบางคนแอบซุ่มดูอยู่ไกลๆ ที่ชายป่า "ของจริง... คือทองคำบนผืนดินพวกนี้ต่างหาก"
ทันใดนั้น เสียงระฆังเตือนภัยที่หอสังเกตการณ์ก็ดังกังวานขึ้น รัวเร็วและตื่นตระหนก ทำลายความเงียบสงบยามเย็นจนหมดสิ้น!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: งานเลี้ยงฉลองเก็บเกี่ยว]**