ตอนที่ 129
***บทที่ 129: งานเลี้ยงฉลองเก็บเกี่ยว***
เสียงระฆังเตือนภัยที่ดังกึกก้องไปทั่วหุบเขาทำลายความเงียบสงบของยามสนธยาลงอย่างฉับพลัน เหล่าคนงานชายฉกรรจ์ในไร่สุขสำราญต่างทิ้งจอบเสียม คว้าไม้พลองและมีดพร้าวิ่งกรูกันไปยังทิศทางของเสียงด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ลุงหวังนำหน้าขบวน ร้องตะโกนสั่งการด้วยน้ำเสียงดุดัน
ทว่าเมื่อไปถึงชายป่าด้านหลัง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาหาใช่กองโจรปล้นสะดมหรือผู้บุกรุกที่มีเจตนาร้าย ทว่าเป็นฝูงหมูป่าตัวเขื่องสี่ห้าตัวที่กำลังพยายามพังรั้วไม้ไผ่เข้ามาอย่างบ้าคลั่ง จมูกของพวกมันฟุดฟิดสูดดมกลิ่นหอมของรวงข้าวที่สุกงอม น้ำลายไหลย้อยด้วยความหิวกระหาย
"ไอ้พวกเดรัจฉาน! บังอาจมาขโมยข้าวของนายหญิง!" หัวหน้าคนงานตวาดลั่น ก่อนจะนำกำลังเข้าจัดการอย่างรวดเร็ว ด้วยความร่วมมือร่วมใจและการฝึกฝนระเบียบวินัยที่หว่านเอ๋อร์วางรากฐานไว้ ไม่นานนักหมูป่าทั้งฝูงก็สิ้นฤทธิ์กลายเป็นซากกองอยู่หน้าแปลงนา
หว่านเอ๋อร์เดินนวยนาดเข้ามาดูผลงาน นางใช้เท้าเขี่ยซากหมูป่าตัวใหญ่ที่สุดพลางยกยิ้มมุมปาก แววตาเป็นประกายวาววับ "ดี... ประหยัดค่าเนื้อไปได้โข พวกมันอุตส่าห์เอาเนื้อมาส่งถึงที่ หากไม่สนองศรัทธาก็คงเสียมารยาทแย่"
"นายหญิง หมายความว่า..." ลุงหวังเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
"พรุ่งนี้เริ่มเก็บเกี่ยว! เมื่อเสร็จสิ้นงาน ข้าจะจัดงานเลี้ยงฉลองครั้งใหญ่!" หว่านเอ๋อร์ประกาศเสียงดังฟังชัด "เนื้อหมูป่าพวกนี้ ข้าจะปรุงให้พวกเจ้ากินจนพุงกาง!"
เสียงโห่ร้องยินดีของเหล่าคนงานดังสนั่นหวั่นไหว ลบล้างความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันจนหมดสิ้น
...
เจ็ดวันต่อมา
ผืนนาที่เคยเป็นสีทองอร่ามบัดนี้ถูกเก็บเกี่ยวจนเกลี้ยงฉาด กองฟางถูกมัดรวมกันเป็นระเบียบ ยุ้งฉางของไร่สุขสำราญเนืองแน่นไปด้วยเมล็ดข้าวเปลือกเม็ดอวบอ้วน สีเหลืองทองราวดั่งทองคำบริสุทธิ์ ปริมาณผลผลิตที่ได้นั้นมากมายมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด โดยเฉพาะในปีที่ภัยแล้งคุกคามเช่นนี้
ไร่สุขสำราญกลายเป็นดั่งสรวงสวรรค์ท่ามกลางความแห้งแล้งรอบด้าน
ยามค่ำคืน ลานกว้างหน้าเรือนใหญ่ถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสว่างไสว โต๊ะไม้ยาวหลายตัวถูกนำมาเรียงต่อกัน บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารคาวหวานนานาชนิดที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจ แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือหม้อดินเผาใบยักษ์ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมของเครื่องเทศยาจีนที่เข้มข้นจนน้ำลายสอ
นี่คือรูปแบบงานเลี้ยงที่หว่านเอ๋อร์เรียกว่า 'บุฟเฟต์' หรือการกินแบบเดินตักตามใจชอบ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับชาวบ้านยุคนี้ นางยืนอยู่บนแท่นไม้สูง สายตากวาดมองเหล่าคนงานและชาวบ้านที่มาร่วมงานด้วยความตื่นเต้น
"วันนี้คือวันแห่งความสำเร็จของพวกเรา!" หว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงกังวานใสแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ "ข้า หลินหว่านเอ๋อร์ ไม่เคยตระหนี่กับคนของข้า ข้ามีกฎเพียงข้อเดียว ทำงานหนัก ย่อมได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า คืนนี้ไม่ต้องเกรงใจ กินให้เต็มที่!"
สิ้นเสียงอนุญาต ผู้คนต่างกรูเข้าไปที่โต๊ะอาหาร แต่สิ่งที่ทุกคนหมายปองที่สุดคือเมนูในหม้อดินใหญ่นั้น
หว่านเอ๋อร์เดินลงมาตักอาหารจานแรกเพื่อเป็นพิธี นางตักชิ้นเนื้อหมูสามชั้นสีแดงเข้มเป็นมันวาว ราดด้วยน้ำซอสข้นคลั่ก กลิ่นหอมของโป๊ยกั๊ก อบเชย และสมุนไพรจีนอีกหลายชนิดที่นางคัดสรรมาจากมิติลับ ลอยฟุ้งแตะจมูกจนแทบจะมึนเมาด้วยความหิว
"นี่คือ 'หมูสามชั้นตุ๋นยาจีน' สูตรลับของข้า" นางกล่าวพลางวางชิ้นหมูลงในชามข้าวสวยร้อนๆ
เมื่อคนงานคนแรกได้ลิ้มรส เนื้อหมูสามชั้นที่ผ่านการตุ๋นด้วยไฟอ่อนมาตลอดทั้งวันแทบจะละลายในปากทันทีที่สัมผัสลิ้น ชั้นไขมันที่ใสราวกระจกไม่เลี่ยนแม้แต่น้อย กลับให้รสสัมผัสที่นุ่มนวล ผสานกับรสเค็มหวานกลมกล่อมของน้ำซอสที่ซึมลึกเข้าไปในทุกอณูเนื้อ กลิ่นหอมของยาจีนช่วยตัดรสและเสริมบำรุงกำลังวังชา
"สวรรค์! เกิดมาข้าไม่เคยกินเนื้อหมูที่อร่อยเพียงนี้มาก่อน!" ป้าจาง แม่ครัวเก่าแก่ของหมู่บ้านถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา "รสชาตินี้... นายหญิง ท่านคือเทพเจ้าแห่งการทำอาหารโดยแท้!"
"อร่อยจนข้าอยากจะกลืนลิ้นตัวเองเข้าไปด้วย!" ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนขึ้นทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก
บรรยากาศในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขสม หว่านเอ๋อร์มองดูภาพเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจ นี่ไม่ใช่แค่การเลี้ยงอาหาร แต่มันคือ 'การซื้อใจ' ที่ทรงพลังที่สุด ในยามข้าวยากหมากแพง การที่นายจ้างเลี้ยงดูปูเสื่อดีเช่นนี้ ย่อมทำให้พวกเขาพร้อมจะถวายหัวรับใช้
ลุงหวังเดินเข้ามาหาหว่านเอ๋อร์พร้อมจอกสุรา ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข "คุณหนู... เอ้ย นายหญิง ท่านดูสิ ขอรับ ทุกคนรักและศรัทธาท่านมาก ตอนนี้ต่อให้มีใครเอาเงินมาฟาดหัวจ้างให้พวกเขาไปทำงานที่อื่น ข้าเชื่อว่าไม่มีใครยอมไปแน่"
หว่านเอ๋อร์รับจอกสุรามาจิบเล็กน้อย รสชาติร้อนแรงบาดคอช่วยปลุกสติให้ตื่นตัว "ลุงหวัง จำคำข้าไว้ ความภักดีสร้างได้ด้วยใจแลกใจ แต่ความยั่งยืนต้องสร้างด้วย 'ปากท้อง' ตราบใดที่ไร่สุขสำราญทำให้พวกเขากินอิ่มนอนหลับ พวกเขาก็จะเป็นกำแพงเหล็กปกป้องเรา"
ในขณะที่ภายในไร่กำลังเฉลิมฉลองกันอย่างครื้นเครง เสียงหัวเราะและเสียงชนแก้วดังแว่วออกไปไกลถึงชายป่าด้านนอก
ท่ามกลางความมืดมิด มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเข้ามาด้วยความริษยาและอาฆาตมาดร้าย ชายชุดดำผู้หนึ่งซุ่มอยู่บนกิ่งไม้สูง สังเกตการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยง โดยเฉพาะกองข้าวเปลือกมหึมาที่ล้นยุ้งฉางออกมา และภาพความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ที่ขัดแย้งกับโลกภายนอก
"หึ... นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม คิดหรือว่าจะเสวยสุขอยู่ได้นาน" ชายชุดดำแค่นเสียงในลำคอ ดวงตาวาวโรจน์เมื่อเห็นโอกาสทองที่จะนำความพินาศมาสู่สถานที่แห่งนี้ "ข้าวเต็มยุ้ง เงินทองเต็มหีบ... ข้อมูลนี้ท่านหลินเอ้อร์ต้องพอใจมากแน่"
เงาร่างนั้นค่อยๆ ถอยร่นกลืนหายไปกับความมืด มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภออย่างรวดเร็วราวกับงูพิษที่กำลังเลื้อยกลับรังเพื่อรายงานนายเหนือหัว
หว่านเอ๋อร์ที่กำลังสนทนากับชาวบ้าน จู่ๆ ก็รู้สึกขนลุกซู่ที่แผ่นหลัง นางวางถ้วยชาลงช้าๆ หันขวับไปมองยังความมืดมิดนอกรั้วที่เงียบสงัด
"นายหญิง มีอะไรหรือขอรับ?" ลุงหวังถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่มีอะไร..." หว่านเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบ แต่ดวงตาหงส์หรี่ลงอย่างใช้ความคิด มุมปากยกยิ้มเย็นเยียบที่ไม่มีใครสังเกตเห็น "แค่รู้สึกว่า... กลิ่นคาวเลือดของแมลงหวี่แมลงวัน มันเริ่มลอยตามลมมาแล้วก็เท่านั้น"
นางรู้ดีว่าความสำเร็จที่เจิดจ้าเกินไป ย่อมดึงดูดเงามืดให้คืบคลานเข้ามาใกล้
และงานเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนี้... อาจเป็นความสงบสุขครั้งสุดท้าย ก่อนที่พายุลูกใหญ่จาก 'ตระกูลหลิน' จะพัดถล่ม!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แผนร้ายของหลินเอ้อร์]**