ตอนที่ 130
***บทที่ 130: แผนร้ายของหลินเอ้อร์***
รัตติกาลอันมืดมิดปกคลุมอำเภอชิงสุ่ย แสงตะเกียงน้ำมันในจวนนายอำเภอส่องสว่างวูบวาบ ลอดผ่านบานหน้าต่างกระดาษสาออกมาเป็นเงาตะคุ่ม ภายในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานราคาแพงและกลิ่นสุราชั้นดี บุรุษสองคนกำลังนั่งสนทนากันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยความนัยอันน่าสะพรึงกลัว
ผู้หนึ่งสวมชุดขุนนางเต็มยศ รูปร่างท้วมลงพุง ใบหน้าเต็มไปด้วยความโลภโมโทสัน นั่นคือ 'นายอำเภอจาง' ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการขูดรีดภาษีราษฎร ส่วนอีกผู้หนึ่งสวมชุดบัณฑิตสีขาวสะอาดตา ทว่าแววตากลับฉายแววอำมหิตริษยา ขัดกับภาพลักษณ์ผู้ทรงภูมิปัญญา 'หลินเอ้อร์' บุตรชายคนรองของบ้านใหญ่ตระกูลหลิน
"เจ้าแน่ใจรึว่าข้อมูลที่สายสืบเจ้ารายงานมาเป็นความจริง?" นายอำเภอจางวางจอกสุราลง พลางลูบเคราแพะของตน ดวงตาหยีเล็กเป็นประกายวาวโรจน์เมื่อได้ยินเรื่องทรัพย์สินเงินทอง
"ขอรับใต้เท้า" หลินเอ้อร์ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม แต่ริมฝีปากแสยะยิ้มชั่วร้าย "นังเด็กหว่านเอ๋อร์นั่น จู่ๆ ก็ร่ำรวยผิดหูผิดตา ข้าวเต็มยุ้งฉาง เงินทองเต็มหีบ ทั้งยังจ้างวานชาวบ้านมาทำงานประหนึ่งเศรษฐีเมืองหลวง หากนางได้ทรัพย์มาด้วยความสุจริต เหตุใดจึงไม่กตัญญูต่อบิดามารดาปู่ย่าที่บ้านใหญ่? นี่นางกลับตัดขาดและไปสร้างอาณาจักรอยู่ในป่าลึก ข้าเกรงว่า..."
หลินเอ้อร์เว้นจังหวะ แสร้งทำสีหน้ากังวลใจ "ข้าเกรงว่านางอาจจะลักลอบทำสิ่งผิดกฎหมาย หรือมิฉะนั้น... ที่ดินผืนนั้นที่นางอ้างว่าเป็นมรดกตกทอด แท้จริงแล้วอาจจะเป็นการบุกรุก 'ที่หลวง' โดยพลการขอรับ"
คำว่า 'ที่หลวง' เปรียบเสมือนกุญแจผีที่ไขได้ทุกประตูแห่งความหายนะ นายอำเภอจางหัวเราะในลำคอ "บุกรุกที่หลวงรึ? ช่างบังอาจนัก! หากเป็นเช่นนั้นจริง ทรัพย์สินทั้งหมดในไร่ต้องถูกยึดเข้าคลังหลวง... และแน่นอนว่า ผู้แจ้งเบาะแสย่อมมีความชอบ"
หลินเอ้อร์รีบก้มศีรษะ "ข้าน้อยมิได้หวังสิ่งใด เพียงแต่ต้องการผดุงความยุติธรรมและสั่งสอนลูกหลานอกตัญญูให้รู้สำนึก หากยึดไร่นั้นคืนมาได้ ข้าน้อยขอเพียงส่วนแบ่งเล็กน้อยเพื่อนำไปเป็นทุนรอนในการสอบจอหงวน สร้างชื่อเสียงให้อำเภอชิงสุ่ยของท่านสืบไป"
"ดี! ดีมาก!" นายอำเภอจางตบโต๊ะฉาดใหญ่ "พรุ่งนี้เช้า ข้าจะนำกำลังไปตรวจสอบด้วยตนเอง!"
...
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ไร่สุขสำราญ
บรรยากาศยามเช้าที่เคยสดใสและเต็มไปด้วยเสียงนกร้อง กลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าม้าและเสียงตะโกนกึกก้อง ฝุ่นตลบอบอวลเมื่อขบวนเจ้าหน้าที่ทางการนับสิบนายบุกเข้ามาถึงหน้าประตูรั้วไม้ไผ่ ชาวบ้านที่มาช่วยงานต่างพากันแตกตื่นตกใจ วางมือจากจอบเสียมและถอยกรูไปรวมกลุ่มกันด้วยความหวาดกลัว
หลินต้าซาน บิดาของหว่านเอ๋อร์ หน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทิ้มเมื่อเห็นชุดเครื่องแบบขุนนาง ภาพจำในอดีตที่เคยถูกกดขี่ข่มเหงทำให้เขาแทบจะยืนไม่อยู่ "หว่านเอ๋อร์... พ่อ... พ่อว่าเรายอมพวกเขาเถอะลูก พวกเขาเป็นคนของทางการ..."
เสียงของต้าซานสั่นเครือ แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขาเพิ่งจะมีความสุขได้ไม่นาน ไฉนสวรรค์ถึงกลั่นแกล้งเช่นนี้
ทว่า หลินหว่านเอ๋อร์กลับยืนนิ่งสงบ นางวางถ้วยน้ำเต้าหู้ในมือลงช้าๆ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ดวงตาหงส์กวาดมองกลุ่มทหารและขุนนางที่บุกรุกเข้ามาด้วยแววตาเย็นชาและดูแคลน ริมฝีปากบางยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
"ท่านพ่อไม่ต้องกลัว นั่งลงเถิด" นางเอ่ยเสียงเรียบ แต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังรู้สึกเชื่อมั่นอย่างประหลาด
"บังอาจ! เห็นท่านนายอำเภอแล้วยังไม่รีบมาคุกเข่าคำนับอีก!" หัวหน้ามือปราบตวาดเสียงดังลั่น มือชักดาบออกจากฝักข่มขู่
หว่านเอ๋อร์ค่อยๆ ลุกขึ้น ปัดฝุ่นที่ชายกระโปรงเบาๆ ก่อนจะเดินออกมายืนประจันหน้ากับขบวนม้าศึก นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษบนหลังม้าด้วยสายตาที่ไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย
"ไร่สุขสำราญเป็นที่ส่วนบุคคล หากไม่มีหมายค้นหรือเหตุอันควร การบุกรุกย่อมผิดกฎหมายต้าชิง ไม่ทราบว่าใต้เท้าผู้ทรงเกียรติ มีธุระอันใดกับชาวบ้านตาดำๆ อย่างข้าหรือเจ้าคะ?"
"ปากดีนัก!" นายอำเภอจางคำรามลงจากหลังม้า เดินอาดๆ เข้ามาพร้อมกับหลินเอ้อร์ที่เดินตามหลังมาด้วยท่าทางวางก้าม
ทันทีที่เห็นหลินเอ้อร์ หว่านเอ๋อร์ก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันที นางหัวเราะเบาๆ "อ้อ... ที่แท้ก็เป็น 'ท่านพี่รอง' ผู้ทรงภูมิปัญญา วันนี้ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่กันดารเช่นนี้ หรือว่าเงินที่ข้าเคยให้ไปทำทานเมื่อคราวก่อน ใช้หมดเสียแล้ว?"
ใบหน้าของหลินเอ้อร์บิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด เขาชี้หน้านาง "หุบปาก! นังเด็กปากกล้า วันนี้ชะตาของเจ้าขาดแล้ว! ใต้เท้าจางได้รับรายงานว่าเจ้าบุกรุกที่ดินหลวง ขยายอาณาเขตเข้าไปในป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งทรัพย์สินมหาศาลที่เจ้ามี ล้วนที่มาไม่โปร่งใส!"
นายอำเภอจางแสยะยิ้ม โบกสมุดบัญชีที่ดินปลอมๆ ในมือ "ถูกต้อง! จากหลักฐานที่ข้ามี ที่ดินแถบนี้เป็นเขตหวงห้ามของหลวง การที่เจ้าปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างและทำเกษตรกรรม ถือเป็นการฉ้อฉลแผ่นดิน! ข้าขอสั่งยึดที่ดินและทรัพย์สินทั้งหมดในไร่นี้เข้าหลวง และจับกุมตัวเจ้าไปสอบสวน!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากกลุ่มชาวบ้าน ลุงหวังและคนงานพยายามจะเข้ามาปกป้อง แต่ถูกทหารใช้หอกกั้นไว้
"ยึดทรัพย์? จับกุม?" หว่านเอ๋อร์ทวนคำเสียงสูง เลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ สัมผัสถึงความเย็นเยียบของวัตถุบางอย่างที่นางพกติดตัวไว้ตลอดเวลา
ป้ายหยกเนื้อดีที่แกะสลักลวดลายพยัคฆ์เหยียบเมฆา... ของขวัญจากบุรุษลึกลับผู้นั้น
นางมองดูหลินเอ้อร์ที่กำลังยิ้มเยาะด้วยความสะใจ และนายอำเภอจางที่มองไปทางยุ้งฉางด้วยสายตาโลภโมโทสัน ความโสมมของคนพวกนี้ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก
"หากข้าบอกว่า... ที่ดินผืนนี้ข้าได้มาอย่างถูกต้อง และข้ามีสิทธิ์อันชอบธรรมทุกประการเล่า?" หว่านเอ๋อร์เอ่ยถามเสียงเย็น
"สิทธิ์อันชอบธรรมรึ? ฮ่าๆๆ!" หลินเอ้อร์หัวเราะลั่น "เด็กบ้านนอกอย่างเจ้าจะมีปัญญาอะไรไปต่อรองกับกฎหมาย! อย่ามาถ่วงเวลา ยอมจำนนซะเถอะ เผื่อท่านนายอำเภอจะเมตตาละเว้นโทษตายให้!"
นายอำเภอจางพยักหน้า ส่งสัญญาณให้ทหาร "ทหาร! ไปจับตัวนาง แล้วขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมดกลับอำเภอ!"
เหล่าทหารโห่ร้อง พุ่งตัวเข้ามาหมายจะจับกุมหว่านเอ๋อร์ รอยยิ้มของผู้ชนะปรากฏชัดบนใบหน้าของหลินเอ้อร์ เขาจินตนาการถึงเงินทองที่จะได้และภาพความพินาศของหว่านเอ๋อร์อย่างมีความสุข
ทว่า... ในจังหวะที่มือกำลังจะเอื้อมถึงตัวนางนั้นเอง
"ช้าก่อน!"
เสียงหวานใสดังกังวาน แต่ทรงพลังราวดั่งระฆังแก้ว หว่านเอ๋อร์สะบัดแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว วัตถุชิ้นหนึ่งถูกชูขึ้นสูงท้าแสงตะวัน ประกายแสงสีเขียวมรกตเจิดจ้ากระแทกตาจนทุกคนต้องชะงัก
"หากพวกเจ้ากล้าก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว... อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!"
บรรยากาศรอบด้านเงียบกริบลงในพริบตา สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่สิ่งของในมือนาง นายอำเภอจางที่กำลังยิ้มเยาะ จู่ๆ ก็เบิกตากว้าง รูม่านตาหดเกร็ง เข่าทั้งสองข้างเริ่มอ่อนแรงเมื่อเห็นลวดลายบนป้ายหยกนั้นชัดเจน
นั่นมัน... ตราสัญลักษณ์ที่คนระดับเขาไม่ควรจะได้เห็นในที่กันดารเช่นนี้!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: อำนาจของป้ายหยก]**