ตอนที่ 131
***บทที่ 131: อำนาจของป้ายหยก***
แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องกระทบวัตถุในมือเรียวงามของหลินหว่านเอ๋อร์ ก่อให้เกิดประกายสีเขียวมรกตเจิดจรัสบาดตา ราวกับรัศมีแห่งอำนาจที่ไม่อาจล่วงเกินได้
ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณหน้าเรือนสกุลหลิน สายลมที่เคยพัดผ่านยอดหญ้าดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
นายอำเภอจางที่เมื่อครู่ยังมีสีหน้าหยิ่งผยองและเต็มไปด้วยความโลภ บัดนี้ดวงตาของเขาเบิกกว้างแทบถลนออกมานอกเบ้า ร่างกายที่เคยยืดตรงเริ่มสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่อยู่ เหงื่อกาฬเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก ทั้งที่อากาศมิได้ร้อนอบอ้าวแม้แต่น้อย
เขาเพ่งมองลวดลายบนป้ายหยกนั้นอย่างชัดเจนอีกครั้ง...
เนื้อหยกมันแพะสีขาวบริสุทธิ์อมเขียว สลักเสลายาวิจิตรบรรจงเป็นรูป 'พยัคฆ์คำรามเหยียบเมฆา' ท่วงท่าองอาจดุดัน และที่สำคัญที่สุดคือตัวอักษร 'อ๋อง' (王) ที่สลักลึกลงไปตรงกลาง พร้อมตราประทับราชลัญจกรสีแดงชาดขนาดเล็กที่มุมขวา
"ป... ป้าย... ป้ายพยัคฆ์เหยียบเมฆา!"
เสียงของนายอำเภอจางแหบพร่า ราวกับมีก้อนแข็งจุกอยู่ที่ลำคอ ขาที่เคยหนักแน่นบัดนี้อ่อนเปลี้ยจนแทบพยุงกายไม่อยู่
ในราชสำนักและแว่นแคว้นนี้ ผู้คนต่างรู้ดีว่าตราสัญลักษณ์พยัคฆ์เหยียบเมฆานี้เป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ของ 'ท่านอ๋อง' ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในราชวงศ์ ผู้กุมอำนาจทหารนับแสนและมีสิทธิ์ขาดในการสั่งประหารก่อนค่อยทูลรายงาน การที่สตรีบ้านป่าผู้นี้มีป้ายหยกพกติดกาย ย่อมหมายความว่านางมิใช่ชาวบ้านธรรมดา หรือไม่ก็มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งแนบแน่นกับพระองค์ท่านจนถึงขั้นได้รับมอบของแทนใจที่มีค่าเทียบเท่าชีวิตเช่นนี้!
"ท่านนายอำเภอ... ท่านเป็นอะไรไป?" หลินเอ้อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างยังคงไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขามองไม่เห็นรายละเอียดบนป้ายหยกชัดเจนนัก จึงเข้าใจว่าเป็นเพียงเครื่องประดับราคาแพง "นางแค่เอาหยกมาขู่ ท่านรีบสั่งทหารจับมันสิขอรับ! หยกนั่นยึดมาเป็นของกลางได้..."
"หุบปาก!!"
เสียงตวาดลั่นของนายอำเภอจางดังสนั่นจนหลินเอ้อร์สะดุ้งโหยง ไม่ทันที่หลินเอ้อร์จะหายงุนงง ฝ่ามือหนาหนักของนายอำเภอก็ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างจัง
*เพียะ!*
แรงตบนั้นรุนแรงจนหลินเอ้อร์หน้าหัน เลือดสดๆ ไหลซึมที่มุมปาก ร่างเซถลาไปกระแทกกับรั้วไม้
"ไอ้คนสารเลว! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงคิดจะให้ข้าล่วงเกินท่านผู้สูงส่ง!" นายอำเภอจางตะโกนด่าทอด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ก่อนจะรีบทิ้งดาบในมือแล้วทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นดิน โขกศีรษะให้แก่หลินหว่านเอ๋อร์เสียงดังสนั่น
"ข้าน้อยจางหมิง มีตาหามีแววไม่! บังอาจล่วงเกินคนของท่านอ๋อง สมควรตายหมื่นครั้ง! ขอแม่นาง... ไม่สิ ขอนายหญิงโปรดเมตตาละเว้นชีวิตสุนัขของข้าน้อยด้วยเถิดขอรับ!"
ทหารติดตามที่เห็นเจ้านายคุกเข่า ต่างก็หน้าซีดเผือด รีบทิ้งอาวุธแล้วคุกเข่าลงตามกันเป็นทิวแถว เสียงเกราะกระทบพื้นดังระงมไปทั่ว
หลินหว่านเอ๋อร์มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย แต่มุมปากยกยิ้มเย็นชา นางค่อยๆ ลดมือลง เก็บป้ายหยกเข้าในแขนเสื้อ ท่าทางสง่างามราวนางพญาหงส์
"นายอำเภอจาง... เมื่อครู่ท่านบอกว่าที่ดินของข้าได้มาโดยมิชอบ และจะยึดทรัพย์สินทั้งหมดของข้ามิใช่หรือ?" น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่กลับเชือดเฉือนบาดลึกเข้าไปในใจคนฟัง
นายอำเภอจางตัวสั่นงันงก โขกศีรษะกับพื้นดินจนหน้าผากเริ่มมีเลือดซึม "หามิได้ขอรับ! หามิได้! ข้าน้อยถูกไอ้คนแซ่หลินผู้นี้เป่าหูมา มันโกหกมดเท็จใส่ร้ายป้ายสีท่าน! ที่ดินผืนนี้ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของท่านอย่างถูกต้องที่สุด ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง!"
เขาเหลือบตามองหลินหว่านเอ๋อร์อย่างหวาดหวั่น หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูท่านอ๋อง อย่าว่าแต่ตำแหน่งนายอำเภอเลย แม้แต่หัวของเขาก็คงรักษาไว้ไม่ได้ ตระกูลเก้าชั่วโคตรอาจต้องจบสิ้นเพราะความโง่เขลาในวันนี้
"เช่นนั้นหรือ?" หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้ว "แล้วเรื่องที่ท่านนำทหารมาปิดล้อมบ้านข้า ข่มขู่คนของข้าเล่า จะว่าอย่างไร?"
"ข้าน้อยผิดไปแล้ว! ข้าน้อยสมควรตาย!" นายอำเภอจางละล่ำละลัก "ข้าน้อยจะรีบถอนกำลังกลับเดี๋ยวนี้ และจะลงโทษตัวเองอย่างหนัก เรื่องในวันนี้ข้าน้อยสาบานว่าจะไม่แพร่งพราย และจะไม่ให้ใครมารบกวนความสงบสุขของท่านอีกเป็นอันขาด!"
หลินเอ้อร์ที่กุมแก้มบวมเป่งมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน สมองของเขาประมวลผลไม่ทัน "ทะ... ท่านนายอำเภอ... นี่มันเรื่องอะไรกัน? นางเป็นแค่เด็กกำพร้า..."
"เจ้ายังไม่หุบปากเน่าๆ ของเจ้าอีกรึ!" นายอำเภอจางหันไปตวาดใส่ด้วยความเกลียดชัง "ไอ้ตัวหายนะ! เจ้าเกือบพาข้าไปตายเสียแล้ว!"
นายอำเภอจางรีบลุกขึ้น ประสานมือคารวะหลินหว่านเอ๋อร์อย่างนอบน้อมที่สุด "ข้าน้อยขอตัวกลับก่อน ส่วนไอ้คนชั่วผู้นี้... แล้วแต่ท่านจะจัดการเถิดขอรับ ข้าน้อยไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยอีกแล้ว!"
สิ้นคำ นายอำเภอจางก็รีบสั่งทหารหันหลังกลับ วิ่งหนีออกจากไร่ของหลินหว่านเอ๋อร์ราวกับหนูที่หนีแมว ฝุ่นตลบอบอวล ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและร่างของหลินเอ้อร์ที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านนับร้อย
บรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที
ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์เริ่มส่งเสียงอื้ออึง ความหวาดกลัวต่ออำนาจรัฐเมื่อครู่มลายหายไป สวนทางกับความโกรธแค้นที่พุ่งเป้าไปยังหลินเอ้อร์
หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวเท้าเข้ามาหาหลินเอ้อร์ช้าๆ ทุกย่างก้าวของนางหนักแน่นมั่นคง ในขณะที่หลินเอ้อร์ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว
"พี่รอง..." หว่านเอ๋อร์เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ดูเหมือนท่านนายอำเภอที่ท่านอุตส่าห์ไปประจบสอพลอมา จะทิ้งท่านเสียแล้วกระมัง"
"จะ... เจ้า..." หลินเอ้อร์หน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก "เจ้าไปเอาป้ายนั่นมาจากไหน? เจ้าขโมยมาใช่ไหม!"
"ขโมย?" หว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ "คนอย่างนายอำเภอจาง หากเป็นของขโมย เขาคงจับข้าไปแล้ว แต่นี่เขากลัวจนหัวหด... ท่านคงเดาได้สินะว่าเบื้องหลังของข้าคือใคร"
หลินเอ้อร์กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาและบ้านใหญ่กำลังเล่นอยู่กับไฟกองมหึมา
"ชาวบ้านทุกท่าน!" หว่านเอ๋อร์หันไปประกาศก้อง "หลินเอ้อร์ผู้นี้ นอกจากจะอกตัญญูทอดทิ้งบิดามารดา ยังคิดคดทรยศ ชักศึกเข้าบ้าน นำคนนอกมาข่มเหงคนในหมู่บ้านเดียวกัน เพียงเพื่อความโลภของตนเอง คนเช่นนี้... พวกท่านยังจะนับว่าเป็นคนสกุลหลินอยู่อีกหรือ?"
คำพูดของหว่านเอ๋อร์เปรียบเสมือนน้ำมันราดบนกองเพลิง ชาวบ้านที่ทนดูพฤติกรรมของหลินเอ้อร์มานานต่างพากันตะโกนด่าทอ
"ไอ้คนเนรคุณ! เอามันออกไป!"
"กล้าพาคนมาจับน้องสาวตัวเอง เลวทรามต่ำช้า!"
"ไสหัวออกไปจากหมู่บ้านเรา!"
ก้อนหินก้อนแรกถูกปาออกมาจากฝูงชน กระแทกเข้าที่ไหล่ของหลินเอ้อร์ ตามมาด้วยเศษผักและไข่เน่าที่ชาวบ้านหาได้ใกล้มือ
"อย่านะ! หยุดเดี๋ยวนี้! ข้าเป็นบัณฑิตนะ! ข้าเป็นว่าที่จอหงวน!" หลินเอ้อร์ยกแขนขึ้นปัดป้อง ร้องโวยวายเสียงหลง ความหยิ่งยโสที่มีเมื่อครู่มอดไหม้ไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสภาพของสุนัขจนตรอก
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองภาพความโกลาหลนั้นด้วยสายตาเย็นชา นางไม่ได้สั่งให้ชาวบ้านหยุด และไม่ได้สั่งให้รุมทำร้าย นางเพียงแค่ยืนดูผลกรรมที่สนองตอบผู้กระทำ
"กลับไปบอกย่าเฒ่าและลุงใหญ่ของท่านด้วย" หว่านเอ๋อร์เอ่ยแทรกเสียงโวยวายของชาวบ้าน น้ำเสียงของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น... สิ่งที่พวกท่านทำไว้กับครอบครัวข้า ข้าจะทวงคืนทุกบัญชีแค้น!"
หลินเอ้อร์ที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งปฏิกูล หวาดกลัวจนสติแตก เขารีบวิ่งหนีตายฝ่าวงล้อมชาวบ้านออกไปอย่างทุลักทุเล เสียงโห่ไล่ดังไล่หลังไปตลอดทาง
หว่านเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังที่ล้มลุกคลุกคลานนั้นไป จนกระทั่งเขาลับสายตา ทันใดนั้น นางก็สัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่มองมา
หว่านเอ๋อร์หันกลับไปมองทางทิศที่นายอำเภอจางเพิ่งจากไป ในใจครุ่นคิด... ข่าวเรื่องนางมีป้ายหยกของท่านอ๋องจะแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว และนั่นหมายความว่า ความสงบสุขแบบเดิมคงไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว แต่ในเมื่อเลือกที่จะแสดงอำนาจ นางก็ต้องพร้อมรับมือกับคลื่นลมที่จะตามมา
ทว่า สิ่งที่นางกังวลมิใช่เรื่องนั้น แต่เป็นอนาคตของหลินเอ้อร์ที่เพิ่งวิ่งหนีไป... การไปล่วงเกินท่านอ๋องผ่านตัวแทนเช่นนาง นายอำเภอจางย่อมไม่ปล่อยให้ตนเองซวยเพียงลำพังแน่ เขาต้องหาแพะรับบาปเพื่อระบายโทสะ และปิดปากต้นเหตุแห่งความผิดพลาด
ชะตาของบ้านใหญ่สกุลหลิน... กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดสะบั้นลงได้ทุกเมื่อ!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การล่มสลายของความหวังบ้านใหญ่]**