ตอนที่ 132
***บทที่ 132: การล่มสลายของความหวังบ้านใหญ่***
สายลมยามบ่ายพัดกรรโชก หอบเอาฝุ่นทรายปลิวว่อนไปทั่วท้องถนนในตัวอำเภอ หลินเอ้อร์ผู้มีสภาพดูไม่ได้ ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรกและกลิ่นเหม็นเน่าจากไข่เน่าและผักเน่าที่ชาวบ้านรุมปาใส่ เขาตะเกียกตะกายหนีตายออกมาได้ ทว่าในใจยังคงหลอกตัวเองว่าเรื่องราวยังไม่จบสิ้น
"ท่านนายอำเภอ... ใช่ ท่านนายอำเภอจางต้องไม่ทิ้งข้า" ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองขณะเดินโซซัดโซเซไปยังสถานศึกษาที่ตนร่ำเรียนอยู่ หวังจะเข้าไปหลบซ่อนและล้างเนื้อล้างตัว "ข้าเป็นบัณฑิต เป็นคนมีความรู้ เขาแค่แกล้งทำเป็นโกรธต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น"
ทว่าความจริงโหดร้ายกว่าที่จินตนาการไว้หลายพันเท่า
เมื่อหลินเอ้อร์ลากสังขารมาถึงหน้าประตูสำนักศึกษา 'บัณฑิตเมฆา' ประตูไม้สักบานใหญ่ที่เคยเปิดต้อนรับเขาทุกเช้ากลับปิดสนิท ทันทีที่นายประตูเห็นสภาพของเขา แทนที่จะเข้ามาช่วยพยุง กลับแสดงสีหน้ารังเกียจราวกับเห็นขยะสด
"หยุดอยู่ตรงนั้น! เจ้าคนไร้ยางอาย!" เสียงตวาดดังลั่นมาจากด้านใน ประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นท่านอาจารย์ใหญ่และเหล่าบัณฑิตรุ่นพี่รุ่นน้องยืนเรียงราย
"อาจารย์ใหญ่... ข้า..." หลินเอ้อร์พยายามจะเอ่ยปาก
"หุบปาก!" อาจารย์ใหญ่ตวาดก้อง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด ในมือถือหนังสือคำสั่งฉบับหนึ่งที่เพิ่งถูกส่งมาจากจวนนายอำเภอด้วยม้าเร็ว "เจ้ากล้าดีอย่างไรไปล่วงเกินบุคคลสำคัญที่มีป้ายหยกของท่านอ๋อง! เจ้าอยากให้สำนักศึกษาของเราถูกสั่งปิดหรืออย่างไร!"
คำว่า 'ป้ายหยกท่านอ๋อง' เปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางกบาลของหลินเอ้อร์ ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้น
"ท่านนายอำเภอจางส่งหนังสือมาแจ้งพฤติกรรมอันเลวทรามของเจ้า ก่อความวุ่นวาย ใส่ร้ายป้ายสี และลบหลู่ผู้มีพระคุณ สำนักศึกษาบัณฑิตเมฆาไม่อาจเก็บคนเช่นเจ้าไว้ให้แปดเปื้อนชื่อเสียงได้!"
สิ้นเสียงประกาศ ข้าวของเครื่องใช้ ทั้งตำรา พู่กัน และเสื้อผ้าของหลินเอ้อร์ถูกโยนออกมาจากประตูรั้ว ร่วงกราวลงบนพื้นฝุ่นตรงหน้าเขา
"นับแต่บัดนี้ เจ้าหลินเอ้อร์ ถูกไล่ออก! และชื่อของเจ้าจะถูกขึ้นบัญชีดำ ห้ามเข้าสอบคัดเลือกขุนนางตลอดชีวิต ไสหัวไป!"
ประตูใหญ่กระแทกปิดลงดัง *ปัง!* ปิดตายอนาคตเส้นทางขุนนางของหลินเอ้อร์อย่างสมบูรณ์แบบ
หลินเอ้อร์นั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางกองตำราที่กระจัดกระจาย น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลอาบแก้มที่เปรอะเปื้อน ความฝันที่จะได้สวมชุดขุนนาง นั่งเกี้ยวใหญ่โต และมีคนคอยพินอบพิเทา บัดนี้แหลกสลายกลายเป็นผุยผง สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความจริงที่ว่า... เขาเป็นเพียงคนไร้ค่าที่ไม่มีใครต้องการ
.
.
ณ หมู่บ้านตระกูลหลิน บ้านใหญ่
บรรยากาศในบ้านใหญ่นั้นตึงเครียด ย่าจางนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ มือข้างหนึ่งถือถ้วยชาแต่มือสั่นระริก นางรอฟังข่าวดีจากหลานรัก หวังว่าหลินเอ้อร์จะนำกำลังคนไปจัดการนังเด็กอกตัญญูบ้านสามและยึดทรัพย์สินกลับมาได้
"ท่านแม่ อย่ากังวลไปเลยขอรับ เจ้ารองมันฉลาดหลักแหลม แถมยังมีเส้นสายกับนายอำเภอ วันนี้นังหว่านเอ๋อร์ต้องสิ้นท่าแน่" ลุงใหญ่หลินต้าเอ่ยปลอบใจมารดา ทั้งที่ในใจก็นึกหวังในสมบัติพัสถานของบ้านสามจนตัวสั่น
ทันใดนั้น เสียงประตูรั้วบ้านก็ถูกผลักออกอย่างแรง ร่างของหลินเอ้อร์ที่เดินโซซัดโซเซเข้ามาทำให้ทุกคนตกตะลึง
"หลานย่า! เกิดอะไรขึ้น! ทำไมสภาพเจ้าเป็นเช่นนี้!" ย่าจางร้องเสียงหลง ทิ้งถ้วยชาในมือจนแตกกระจาย
หลินเอ้อร์เดินมาทรุดตัวลงกลางลานบ้าน เขาเงยหน้ามองย่าและบิดาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะกรีดร้องออกมาอย่างคนเสียสติ
"จบสิ้นแล้ว! หมดแล้ว! ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว!"
"เจ้าพูดเรื่องอะไร! ตั้งสติเดี๋ยวนี้!" หลินต้าเขย่าตัวบุตรชาย
"ข้าถูกไล่ออก... นายอำเภอตัดหางข้า... ข้าหมดสิทธิ์สอบจอหงวนตลอดชีวิต!" หลินเอ้อร์ตะโกนก้อง เสียงของเขาโหยหวนบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจคนฟัง "เพราะนังหว่านเอ๋อร์! นางมีป้ายหยกท่านอ๋อง! เราไปแตะต้องนางไม่ได้! เราแพ้แล้วท่านพ่อ... เราพินาศแล้ว!"
คำว่า "หมดสิทธิ์สอบจอหงวน" และ "พินาศ" ดังก้องในหูของย่าจางซ้ำไปซ้ำมา ความหวังทั้งชีวิตของนาง ฝันที่จะได้เป็นท่านผู้หญิงตระกูลขุนนาง ฝันที่จะมีคนมาคุกเข่าคำนับ ทุกอย่างพังทลายลงในพริบตาเดียว
"มะ... ไม่จริง..." ย่าจางหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกโพลง ลมหายใจติดขัด ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน
"ท่านแม่!" สะใภ้ใหญ่กรีดร้องเมื่อเห็นร่างท้วมของแม่สามีเกร็งกระตุก ก่อนจะหงายหลังล้มตึงลงไปบนแคร่ไม้ไผ่ ดวงตาเหลือกค้าง ปากเบี้ยวไปข้างหนึ่ง
"ย่า! ท่านย่า!" หลานคนอื่นๆ วิ่งเข้ามาดู แต่ความโกลาหลที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากความห่วงใย กลับเกิดจากความหวาดกลัวในชะตากรรมของตนเอง
"รีบไปตามหมอเร็วเข้า!" หลินต้าตะโกนสั่ง แต่กลับไม่มีใครขยับตัว สะใภ้ใหญ่มองหน้าสามีแล้วเอ่ยเสียงสั่น "เงิน... เราไม่มีเงินเหลือแล้วท่านพี่ เงินเก็บทั้งหมดท่านแม่เอาไปให้เจ้าสองใช้ติดต่อนายอำเภอหมดแล้ว!"
คำพูดนั้นทำให้ทั้งบ้านตกอยู่ในความเงียบงัน หลินเอ้อร์ที่นั่งกองอยู่กับพื้นไม่ได้สนใจย่าของตนที่กำลังนอนหายใจรวยริน เขาเอาแต่ทุบพื้นดินร่ำไห้ให้กับอนาคตของตัวเอง
ย่าจางที่นอนเป็นอัมพาตครึ่งซีก หูยังแว่วเสียงลูกหลานถกเถียงกันเรื่องเงิน นางพยายามจะขยับปากสั่งสอน พยายามจะบอกให้พวกเขามาดูแลนาง แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนอง สิ่งที่นางได้รับมีเพียงสายตาที่มองมาอย่างเมินเฉย
ในยามรุ่งโรจน์ นางคือเสาหลักที่ทุกคนต้องพินอบพิเทาเพื่อหวังเศษเงินและอำนาจ แต่ในยามที่ความหวังพังทลายและเงินทองหมดสิ้น นางกลับกลายเป็นภาระก้อนโตที่ไม่มีใครอยากแบกรับ
"ปล่อยแกไว้อย่างนั้นเถอะ... ไปตามหมอชาวบ้านมาดูอาการเสียหน่อยก็พอ ยาดีๆ ไม่ต้องซื้อหรอก เปลืองเงินเปล่าๆ อายุปูนนี้แล้ว" เสียงกระซิบของสะใภ้ใหญ่ดังเข้าหูย่าจางดั่งมีดกรีด
หยาดน้ำตาไหลรินออกจากหางตาของหญิงชราผู้เคยปากร้ายและเห็นแก่ตัว บัดนี้นางได้รับรู้รสชาติของการถูกทอดทิ้งอย่างที่นางเคยทำกับครอบครัวลูกสาม และรสชาติของการเลี้ยงลูกให้เป็นคนเห็นแก่ตัว บัดนี้ผลกรรมนั้นได้ย้อนกลับมาสนองคืนนางอย่างสาสมที่สุด
ตกดึกคืนนั้น บรรยากาศในบ้านใหญ่สกุลหลินเงียบสงัดจนน่าขนลุก ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีเสียงโอ้อวดถึงอนาคตที่สดใส มีเพียงเสียงลมหายใจครืดคราดของย่าจางที่นอนจมกองปัสสาวะของตนเองอยู่บนเตียง โดยไร้เงาของลูกหลานกตัญญูที่นางเคยพร่ำชื่นชมคอยเช็ดตัวให้
หลินเอ้อร์ขังตัวอยู่ในห้องมืดมิด จ้องมองความว่างเปล่าเบื้องหน้า ความหยิ่งยโสถูกกระชากออกจนหมด เหลือเพียงความขลาดเขลาและความแค้นที่ไม่อาจชำระ
ขณะที่บ้านใหญ่จมดิ่งสู่ความมืดมน ทางฝั่งบ้านสามของหว่านเอ๋อร์ แสงตะเกียงยังคงสว่างไสว หญิงสาวนั่งวางแผนการค้าบนโต๊ะไม้ กลิ่นหอมของสมุนไพรและเครื่องปรุงรสลอยอวลไปทั่ว
ชะตาฟ้าลิขิต หรือจะสู้คนกำหนด... แต่หากคนผู้นั้นทำกรรมชั่ว ฟ้าดินย่อมลงทัณฑ์โดยไม่ต้องรอชาติหน้า
บ้านใหญ่สกุลหลินได้พังทลายลงแล้ว มิใช่ด้วยมือของหว่านเอ๋อร์โดยตรง แต่ด้วยความโลภและความเน่าเฟะภายในจิตใจของพวกเขาเอง ทว่า... หว่านเอ๋อร์รู้ดีว่าชีวิตต้องดำเนินต่อ นางไม่มีเวลามาสมน้ำหน้าซากปรักหักพังเหล่านั้น
ดวงตาคู่สวยทอประกายมุ่งมั่นเมื่อจรดพู่กันลงบนกระดาษ แผนการขั้นต่อไปของนางยิ่งใหญ่กว่าแค่การขายผักในตลาดอำเภอ... โลกใบนี้กว้างใหญ่นัก และนางจะพิชิตมัน!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ขยายตลาดสู่เมืองข้างเคียง]**