ตอนที่ 133
***บทที่ 133: ขยายตลาดสู่เมืองข้างเคียง***
รุ่งสางของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับสายหมอกจางที่ปกคลุมยอดหญ้า แสงอาทิตย์แรกที่สาดส่องลงมายังเรือนสามสกุลหลินดูจะเจิดจ้าและอบอุ่นกว่าทุกวัน เป็นดั่งสัญญาณแห่งการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ที่แท้จริง
หลังจากผ่านพ้นค่ำคืนแห่งการวางแผน หลิน หว่านเอ๋อร์ก็มิได้รีรอให้โอกาสหลุดลอย นางตื่นขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขัน ใบหน้างดงามที่สะท้อนในคันฉ่องทองเหลืองฉายแววเด็ดเดี่ยว แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีที่พร้อมจะโผบินออกจากรังเพื่อล่าเหยื่อในน่านฟ้าที่กว้างใหญ่กว่าเดิม
ที่ลานหน้าบ้าน รถมาที่นางจ้างวานไว้จอดรออยู่แล้ว พร้อมกับผู้คุ้มกันรูปร่างกำยำสองคนที่นางคัดเลือกมาอย่างดีจากสำนักคุ้มภัยในอำเภอ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางไกลครั้งแรก
"หว่านเอ๋อร์ เจ้าต้องระวังตัวให้มากนะ หนทางไปเมืองท่าอวิ๋นกั่ง (ท่าเมฆา) ไกลกว่าเข้าอำเภอมากนัก หากมีเรื่องไม่ชอบมาพากล ให้รีบถอยกลับมาทันที เข้าใจหรือไม่?"
หลิน ต้าซาน ยืนส่งบุตรสาวอยู่ที่หน้าประตู บัดนี้เขามิใช่ชายพิการที่ต้องนอนซมอยู่บนเตียงอีกต่อไป ขาที่เคยหักพับจนไร้ความรู้สึก บัดนี้สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงดั่งต้นสนใหญ่ แม้จะยังไม่คล่องแคล่วถึงขั้นวิ่งไล่จับโจรได้ แต่เขาก็สามารถเดินเหินดูแลความเรียบร้อยในไร่ได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าพยุงตลอดเวลา นี่คือปาฏิหาริย์จากน้ำทิพย์ในมิติลับและการดูแลเอาใจใส่ของบุตรสาว
"ท่านพ่อวางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้ามิใช่ลูกพลับนิ่มที่ใครจะมาบีบเค้นได้ง่ายๆ" หว่านเอ๋อร์ยิ้มบางๆ พลางจัดคอเสื้อให้บิดา "ข้าฝากท่านพ่อดูแลเสี่ยวเฟิงและคนงานในไร่ด้วย เรื่องปุ๋ยหมักสูตรใหม่ที่ข้าจดไว้ ให้คนงานทำตามนั้นอย่างเคร่งครัด ห้ามลัดขั้นตอนเด็ดขาด"
"พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วง ข้าจะช่วยท่านพ่อดูบัญชีและเฝ้าไร่เอง!" หลิน เสี่ยวเฟิง ที่สูงขึ้นกว่าเดิมหลายส่วนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาของเด็กน้อยเริ่มฉายแววความรับผิดชอบเกินวัย
หว่านเอ๋อร์ลูบศีรษะน้องชายเบาๆ ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าอย่างสง่างาม นางไม่หันกลับไปมองบ้านใหญ่ที่เงียบงันราวกับบ้านร้างอีกเลย อดีตที่เน่าเฟะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง บัดนี้เป้าหมายของนางคือเส้นขอบฟ้าที่ไกลออกไป
การเดินทางไปยังเมืองท่าอวิ๋นกั่งใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ตลอดเส้นทาง หว่านเอ๋อร์เลิกม่านหน้าต่างรถม้ามองทิวทัศน์ที่แปรเปลี่ยนไป จากทุ่งนาเขียวขจี เริ่มกลายเป็นเส้นทางสัญจรที่คึกคักมากขึ้น รถม้าบรรทุกสินค้าวิ่งสวนกันขวักไขว่ กลิ่นอายของดินโคลนเริ่มเจือจาง แทนที่ด้วยกลิ่นเค็มจางๆ ของทะเลที่ลอยมาตามลม
โลกใบนี้กว้างใหญ่นัก... หมู่บ้านสกุลหลินเป็นเพียงจุดเล็กๆ บนแผนที่ หากนางมัวแต่พอใจกับการเป็นเศรษฐีบ้านนอก นางก็คงเป็นได้แค่กบในกะลาที่รอวันถูกงูพิษตัวอื่นมากลืนกิน อำนาจเงินตราเท่านั้นที่จะเป็นเกราะคุ้มกันภัยที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคสมัยนี้
เมื่อรถม้าแล่นผ่านประตูเมืองอวิ๋นกั่ง เสียงจอแจของผู้คนก็ดังกระหึ่มขึ้นทันที
เมืองท่าแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองกว่าอำเภอที่นางจากมาหลายเท่าตัว ตึกรามบ้านช่องสร้างด้วยอิฐสีเทาเรียงรายเป็นระเบียบ ร้านรวงประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสี ผู้คนเดินเบียดเสียดกันทั้งชาวเมือง พ่อค้าต่างถิ่น และกุลีแบกหามที่มีกลิ่นเหงื่อไคลผสมกับกลิ่นเครื่องเทศ
หว่านเอ๋อร์สั่งให้รถม้าตรงไปยัง "ภัตตาคารหงส์เหิน" ซึ่งเป็นภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองท่าตามข้อมูลที่นางสืบมา
"หยุดก่อนแม่นาง น้อยนักที่จะเห็นสตรีมาเจรจาการค้าถึงที่นี่" ผู้จัดการร้านร่างท้วม ไว้หนวดเรียวเล็ก มองหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาประเมินเจือความดูแคลนเล็กน้อย เมื่อนางแจ้งความประสงค์ว่าต้องการเสนอขาย 'ผงปรุงรสวิเศษ'
หว่านเอ๋อร์ไม่สะทกสะท้าน นางเพียงแค่นยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววเย็นชาและทรงอำนาจจนชายร่างท้วมต้องชะงัก
"เถากุ้ย (ผู้จัดการ) ท่านมองคนด้วยตาเนื้อ หรือมองด้วยปัญญา?" นางเอ่ยเสียงเรียบ แต่เชือดเฉือน "ของดีหรือไม่ดี ลิ้นของท่านย่อมบอกได้ดีกว่าอคติในใจ หากท่านปฏิเสธข้าในตอนนี้ ภัตตาคารมังกรทะยานฝั่งตรงข้ามคงยินดีต้อนรับข้า และเมื่อถึงเวลานั้น... ท่านคงทำได้เพียงมองดูลูกค้าหลั่งไหลไปฝั่งตรงข้ามตาปริบๆ กระมัง"
คำพูดของนางทิ่มแทงเข้ากลางใจดำ ภัตตาคารมังกรทะยานคือคู่แข่งตัวฉกาจ ผู้จัดการร้านรีบเปลี่ยนท่าที เชิญนางเข้าไปด้านในทันที
การเจรจาเป็นไปอย่างเข้มข้น หว่านเอ๋อร์ไม่เพียงแค่มีวาทศิลป์ที่เป็นเลิศ แต่นางยังเตรียมตัวอย่างมาดี นางสั่งให้พ่อครัวทำอาหารจานผักธรรมดาๆ สองจาน จานหนึ่งปรุงปกติ อีกจานใส่ผงปรุงรสสูตรพิเศษของนาง
ทันทีที่ผู้จัดการร้านได้ลิ้มรส ดวงตาที่ตี่เล็กของเขาก็เบิกกว้างราวกับไข่ห่าน ความกลมกล่อมที่ระเบิดซ่านในปากทำให้เขาแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย
"เซ็นสัญญา! ข้าต้องการทำสัญญารับซื้อแต่เพียงผู้เดียว!" เขาตะโกนลั่น
"ช้าก่อน..." หว่านเอ๋อร์ยกมือห้าม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น "ข้าไม่ขายสิทธิ์ขาด แต่ข้าจะให้ท่านเป็น 'คู่ค้าหลัก' ที่ได้ส่วนลดพิเศษ และมีสิทธิ์ในสินค้าใหม่ก่อนใคร เงื่อนไขนี้ดีที่สุดแล้ว หากไม่ตกลง ข้าจะไปที่อื่น"
ด้วยความเด็ดขาดและคุณภาพสินค้าที่ไร้คู่แข่ง ในที่สุดหว่านเอ๋อร์ก็สามารถปิดการขายได้ด้วยราคาสูงลิ่ว พร้อมรับเงินมัดจำก้อนโตใส่ถุงผ้าแพร
เมื่อเสร็จธุระเรื่องการค้า หว่านเอ๋อร์ปล่อยให้ผู้คุ้มกันเฝ้ารถม้า ส่วนนางเดินทอดน่องสำรวจตลาดเมืองท่าด้วยความสนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นวัตถุดิบแปลกตามากมาย ทั้งอาหารทะเลตากแห้ง เครื่องเทศกลิ่นฉุนกึกจากแดนใต้ และผ้าแพรพรรณเนื้อดี
กลิ่นอายของความมั่งคั่งลอยอบอวลไปทั่ว หว่านเอ๋อร์เดินมาจนถึงเขตท่าเรือ ที่นี่เรือสำเภาลำมหึมาจอดเรียงราย ธงทิวหลากสีสะบัดพริ้วตามแรงลมทะเล
ขณะที่นางกำลังชื่นชมความยิ่งใหญ่ของเรือสินค้าอยู่นั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของท่าเรือ กลุ่มคนมุงดูเหตุการณ์บางอย่างด้วยความสนใจ หว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย สัญชาตญาณบอกนางว่ามีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้น
"ไอ้พวกคนเถื่อน! ภาษาพูดก็ไม่รู้เรื่อง ของที่เอามาขายก็หน้าตาประหลาดเหมือนก้อนดิน ใครมันจะไปซื้อของอัปมงคลแบบนี้!" เสียงตะโกนด่าทอดังลั่น ตามมาด้วยเสียงข้าวของถูกเตะกระจัดกระจาย
หว่านเอ๋อร์แทรกตัวผ่านฝูงชนเข้าไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือพ่อค้าต่างชาติผมสีทอง ดวงตาสีฟ้า ซึ่งหาได้ยากยิ่งในแผ่นดินนี้ เขากำลังถูกกลุ่มนักเลงเจ้าถิ่นรังแก ข้าวของในตะกร้าสานถูกเทกระจาดลงพื้น
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของหว่านเอ๋อร์จนนางแทบหยุดหายใจ มิใช่รูปลักษณ์ของพ่อค้าต่างถิ่น แต่เป็น "ก้อนดิน" สีเหลืองตุ่นๆ ที่กลิ้งหลุนๆ มาหยุดอยู่ที่ปลายเท้าของนาง
หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวเร็วขึ้นมาอย่างฉับพลัน นางจดจำรูปทรงขรุขระและเปลือกบางๆ นั้นได้แม่นยำยิ่งกว่าสิ่งใด แม้คนในยุคนี้จะมองว่ามันเป็นเพียงหัวพืชป่าไร้ค่า หรือของอัปมงคล...
แต่นี่มัน... ทองคำที่กินได้ชัดๆ!
ทันใดนั้น มีดสั้นเล่มหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศเฉียดใบหน้าของพ่อค้าต่างชาติไปปักที่ลังไม้ด้านหลัง หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมอง เห็นกลุ่มนักเลงกำลังชักอาวุธออกมา หมายจะขับไล่หรือทำร้ายพ่อค้าผู้นั้นให้พ้นทาง
สถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด หากนางไม่ทำอะไรสักอย่าง ขุมทรัพย์ตรงหน้าคงถูกทำลาย หรือไม่พ่อค้าผู้นี้ก็อาจกลายเป็นศพเฝ้าท่าเรือ!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พบพืชเศรษฐกิจใหม่: มันฝรั่ง]**