ตอนที่ 134
***บทที่ 134: พบพืชเศรษฐกิจใหม่: มันฝรั่ง***
ความเงียบงันชั่วอึดใจแผ่ปกคลุมท่ามกลางความโกลาหล เมื่อมีดสั้นเล่มนั้นปักเข้าที่ลังไม้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์เงียบลงชั่วขณะ ก่อนที่ความตึงเครียดจะพุ่งสูงขึ้น
หลิน หว่านเอ๋อร์ มิได้กรีดร้องด้วยความตกใจอย่างสตรีในห้องหอทั่วไป นนางเพียงหรี่ตามองวิถีของมีดเล่มนั้น ก่อนจะตวาดเสียงเย็นเยียบก้องกังวานแทรกเสียงคลื่นลม
"หยุดเดี๋ยวนี้! กลางวันแสกๆ ต่อหน้าธารกำนัล พวกเจ้ากล้าลงมือทำร้ายคนต่างถิ่นอย่างไร้ยางอายเช่นนี้เชียวหรือ?"
น้ำเสียงของนางมิได้ดังจนแสบแก้วหู แต่มันเปี่ยมไปด้วยอำนาจและความเด็ดขาดที่ทำให้เหล่าอันธพาลชะงักฝีเท้า ชายฉกรรจ์หัวหน้ากลุ่มหันมามองเจ้าของเสียง พบว่าเป็นเพียงดรุณีโฉมงามผู้หนึ่งที่แต่งกายด้วยอาภรณ์เรียบง่ายแต่เนื้อผ้ากลับดูมีราคา เขาแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน
"แม่นางน้อย อย่าได้แส่หาเรื่อง เจ้านี่มันเป็นพวกคนเถื่อน เอาของอัปมงคลมาขาย ข้ากำลังจะสั่งสอนให้มันรู้ธรรมเนียมของที่นี่ ถอยไปเสียถ้าไม่อยากให้ใบหน้าสวยๆ นั่นมีรอยแผล!"
หว่านเอ๋อร์ไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว นางก้มลงช้าๆ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของฝูงชน นิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนหยิบวัตถุทรงกลมรี ผิวขรุขระสีเหลืองตุ่นเปื้อนดินที่กลิ้งอยู่แทบเท้านางขึ้นมาพิจารณา
ในสายตาคนทั่วไป มันคือหัวพืชป่ารูปร่างอัปลักษณ์ ผิวพรรณหยาบกร้านเต็มไปด้วยตาปุ่มป่ำ ดูคล้ายก้อนเนื้องอกหรือก้อนดินแข็งๆ ที่ไร้ค่า พ่อค้าแม่ขายในตลาดต่างพากันเบ้หน้าด้วยความรังเกียจ บ้างก็กระซิบกระซาบว่ามันอาจเป็นพืชมีพิษ หรืออาหารที่พวกคนเถื่อนใช้เลี้ยงสัตว์เดรัจฉาน
แต่ในแววตาของหลิน หว่านเอ๋อร์ สิ่งที่อยู่ในมือนี้กลับเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าทองคำแท่งเสียอีก!
'มันฝรั่ง...' นางรำพึงในใจด้วยความตื้นตันจนมือไม้สั่นระริก
นี่คือ 'มันฝรั่ง' พืชเศรษฐกิจที่นางตามหามานานแสนนาน พืชมหัศจรรย์ที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้ในดินเลว ทนทานต่อสภาพอากาศ ให้ผลผลิตมหาศาล และที่สำคัญที่สุด มันคือแหล่งพลังงานชั้นยอดที่จะช่วยกอบกู้ผู้คนจากความหิวโหย!
โลกยุคนี้ยังไม่รู้จักคุณค่าของมัน ชาวบ้านมองว่าข้าวขาวและแป้งหมี่คืออาหารของมนุษย์ ส่วนพืชหัวใต้ดินมักถูกมองว่าเป็นอาหารของไพร่พลชั้นต่ำหรืออาหารสัตว์ แต่นางรู้ดีว่า เจ้าหัวขรุขระในมือนางนี้ เคยช่วยชีวิตประชากรโลกจากภาวะข้าวยากหมากแพงมานับครั้งไม่ถ้วนในหน้าประวัติศาสตร์อีกมิติหนึ่ง
"ของอัปมงคลรึ?" หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มหยัน "ช่างเป็นคำพูดที่แสดงความเขลาเบาปัญญาเสียจริง... พวกเจ้ามองก้อนทองคำว่าเป็นก้อนดิน แล้วยังจะทำลายมันทิ้งอีก"
"ทองคำ? ฮ่าๆๆ นังหนูนี่สติฟั่นเฟือนไปแล้ว!" หัวหน้านักเลงหัวเราะร่า พลางชี้มีดมาที่นาง "นั่นมันอาหารม้า! เจ้าพวกคนเถื่อนมันกินของแบบนี้ แต่คนเมืองเราไม่มีใครเขากินกันหรอก!"
"คนเรามักหวาดกลัวในสิ่งที่ตนไม่รู้จัก" หว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงเรียบ นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบถุงเงินใบย่อมออกมาแล้วโยนไปที่เท้าของหัวหน้านักเลง เสียงเงินกระทบพื้นดังกริ๊ก บ่งบอกถึงน้ำหนักที่ไม่ใช่น้อย
"ในถุงนั้นมีห้าตำลึงเงิน ถือเป็นค่าเสียเวลา และค่าทำขวัญที่พวกเจ้าจะไม่ต้องเจ็บตัว... ไสหัวไปซะ ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจเรียกทางการมาลากคอพวกเจ้าเข้าคุกฐานก่อความวุ่นวาย"
กลุ่มนักเลงชะงัก เมื่อเห็นเงินจำนวนมากที่ได้มาง่ายๆ เพียงแค่ขู่ขวัญ ความโลภก็เข้าครอบงำ พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะรีบคว้าถุงเงินแล้วถอยร่นออกไป ไม่ใช่เพราะกลัวสตรีตรงหน้า แต่เพราะเงินห้าตำลึงนั้นมากพอที่จะกินเหล้าเมามายได้ทั้งเดือน เรื่องอะไรจะต้องหาเรื่องใส่ตัว
เมื่อความวุ่นวายสงบลง หว่านเอ๋อร์หันกลับมาหาพ่อค้าชาวต่างชาติ เขายังคงนั่งตัวสั่นอยู่ที่พื้น กอดตะกร้าสานที่เหลือมันฝรั่งอยู่ไม่กี่หัวไว้แนบอก ดวงตาสีฟ้าซีดมองมาที่นางด้วยความหวาดระแวงและงุนงง
หว่านเอ๋อร์ย่อตัวลง ส่งยิ้มที่เป็นมิตรที่สุดให้เขา นางชี้ไปที่มันฝรั่งในมือและในตะกร้า แล้วทำท่าทางประกอบ
"ข้า... ซื้อ... ทั้งหมด" นางพูดช้าๆ ชัดๆ พลางหยิบก้อนเงินออกมาอีกก้อน
พ่อค้าต่างชาติเบิกตากว้าง เขาไม่เข้าใจภาษาถิ่นทั้งหมด แต่ภาษาเงินตราเป็นภาษาสากล เขาพยักหน้ารัวเร็วราวกับไก่จิกข้าว ส่งเสียงภาษาบ้านเกิดที่ฟังไม่ได้ศัพท์แต่เต็มไปด้วยความดีใจ เขาชี้ไม้ชี้มือไปที่เรือเล็กที่จอดเทียบท่าอยู่ไม่ไกล บนนั้นมีลังไม้เก่าคร่ำคร่าอีกหลายลัง
"ทั้งหมดนั่น... ของท่านหรือ?" หว่านเอ๋อร์ถามพลางชี้ไปที่เรือ
พ่อค้าพยักหน้าอีกครั้ง รีบวิ่งไปลากลังไม้อลงมาจากเรือ เปิดฝาออกให้ดู ข้างในอัดแน่นไปด้วยมันฝรั่งหัวโตๆ ที่ยังไม่ได้ล้างดินออก กลิ่นดินจางๆ ที่คนอื่นอาจเหม็น แต่สำหรับหว่านเอ๋อร์ มันคือกลิ่นของความหวัง กลิ่นของความอิ่มท้อง
ชาวบ้านที่มุงดูเริ่มซุบซิบกันอีกครั้ง
"แม่นางคนนี้หน้าตาก็สะสวย แต่ทำไมถึงโง่เขลานัก เอาเงินตั้งมากมายไปแลกกับหัวมันเน่าๆ พวกนี้"
"นั่นสิ ได้ยินว่านางมาจากสกุลหลินที่ร่ำรวย สงสัยจะมีเงินมากจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร"
"ข้าว่านางคงโดนคนต่างถิ่นนั่นหลอกขายของเสียแล้ว น่าสงสารจริงๆ"
หว่านเอ๋อร์ทำหูทวนลมต่อคำครหาเหล่านั้น นางจ้างกุลีท่าเรือให้นำเกวียนมาขนลังมันฝรั่งทั้งหมด นางตรวจสอบทุกหัวอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่เน่าเสีย และมี "ตา" ที่พร้อมจะงอกเป็นต้นใหม่ได้
'ด้วยจำนวนเท่านี้... หากนำไปเพาะขยายพันธุ์ อีกเพียงสามถึงสี่เดือน ไร่สกุลหลินจะมีผลผลิตมันฝรั่งเต็มท้องทุ่ง' หว่านเอ๋อร์คำนวณในใจอย่างรวดเร็ว 'ยามหน้าแล้งที่ข้าวขาดแคลน สิ่งนี้จะเป็นเสบียงหลักที่ช่วยชีวิตคนในแดนใต้ได้นับไม่ถ้วน ยิ่งไปกว่านั้น รสชาติของมันยังสามารถปรุงได้หลากหลาย ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด...'
ภาพของมันฝรั่งทอดสีเหลืองทอง กรอบนอกนุ่มใน ลอยเข้ามาในหัวจนนางต้องลอบกลืนน้ำลาย
นางจ่ายเงินให้พ่อค้าต่างชาติอย่างงาม เกินกว่าราคาที่เขาคาดหวังไว้มาก พ่อค้าผู้นั้นซาบซึ้งจนแทบจะก้มลงจูบเท้านาง เขาพยายามสื่อสารบางอย่าง พร้อมกับล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ดูเก่าคร่ำครึออกมาส่งให้นาง เป็นเหมือนแผนที่หรือบันทึกการเดินทางบางอย่าง แต่หว่านเอ๋อร์ไม่มีเวลาพิจารณามันในตอนนี้ นางรับไว้และเก็บเข้าอกเสื้อ
"ขอบคุณ" นางกล่าวสั้นๆ ก่อนจะสั่งให้คนงานรีบเคลื่อนย้ายขบวนสินค้ากลับไปยังจุดนัดพบที่รถม้าของตระกูลจอดรออยู่
ภารกิจวันนี้คุ้มค่ายิ่งกว่าการได้ผ้าแพรพรรณร้อยพับ หรือเครื่องลายครามพันชิ้นเสียอีก นางได้กุญแจสำคัญที่จะไขประตูสู่ความมั่งคั่งและความมั่นคงทางอาหารมาไว้ในมือแล้ว
ทว่า ในขณะที่หว่านเอ๋อร์เดินตามขบวนรถม้าออกจากท่าเรือ โดยมีสายตาดูแคลนของชาวบ้านมองส่ง นางกลับไม่รู้ตัวเลยว่า บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมหรูริมท่าเรือ มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องนางอยู่ผ่านม่านไม้ไผ่
บุรุษชุดดำผู้มีใบหน้าคมเข้ม นั่งจิบชาชั้นดีด้วยท่วงท่าสง่างาม สายตาของเขาคมกริบดุจพญาเหยี่ยว จับจ้องไปที่เกวียนบรรทุก "ก้อนดิน" เหล่านั้นด้วยความสนใจ มิใช่สนใจในสินค้า แต่สนใจในตัวสตรีผู้ซื้อ
"น่าสนใจ..." เขาพึมพำเสียงทุ้มลึก วางถ้วยชาลงเบาๆ "สตรีผู้นั้น... แววตาของนางมิได้มองเห็นเพียงก้อนดิน นางมองเห็นบางสิ่งที่คนทั้งเมืองมองข้ามไป..."
เขาหันไปพยักหน้ากับองครักษ์เงาที่ยืนอยู่มุมห้อง
"ไปสืบมาว่านางเป็นใคร และก้อนดินพวกนั้น... นางจะเอามันไปทำอะไร ข้าสังหรณ์ใจว่า ใต้หล้านี้กำลังจะมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นจากฝีมือของแม่นางผู้นี้เสียแล้ว"
องครักษ์เงารับคำสั่งแล้วหายวับไปในความมืด ขณะที่หว่านเอ๋อร์ยังคงมุ่งหน้ากลับไร่ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมหวัง โดยหารู้ไม่ว่า การกระทำที่ดูเหมือน "คนโง่ซื้อเศษขยะ" ของนาง ได้ไปสะกิดความสนใจของมังกรที่ซ่อนกายอยู่ในแดนใต้เข้าเสียแล้ว และเส้นทางกลับไร่ของนาง อาจไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เฟรนช์ฟรายส์ยุคโบราณ]**