ตอนที่ 135

***บทที่ 135: เฟรนช์ฟรายส์ยุคโบราณ***

ล้อรถม้าบดลงบนพื้นดินลูกรังหน้าเรือนสกุลหลินจนฝุ่นตลบ เสียงม้าพ่นลมหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อนดังประสานกับเสียงจักจั่นเรไรยามพลบค่ำ แม้การเดินทางจะยาวนาน แต่แววตาของหลินหว่านเอ๋อร์กลับมิได้ฉายแววอ่อนล้าแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกลับทอประกายเจิดจ้าดุจดวงดาราบนฟากฟ้า ยามเมื่อนางก้าวลงจากรถม้าและสั่งการให้บ่าวไพร่ขนย้าย "สมบัติ" ลงจากเกวียน

"ระวังหน่อย! กระสอบพวกนั้นห้ามโยน ห้ามกระแทกเด็ดขาด หากผิวของพวกมันถลอกแม้แต่นิดเดียว ข้าจะหักเบี้ยหวัดพวกเจ้า!"

เสียงหวานทว่าเฉียบขาดทรงอำนาจสั่งการดังลั่นลานบ้าน บรรดาคนงานชายฉกรรจ์ต่างรีบกุลีกุจอแบกกระสอบป่านที่ดูสกปรกมอมแมมลงจากรถอย่างระมัดระวัง แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความกังขา

"นายหญิง... นี่มันก้อนดินมิใช่หรือขอรับ?" อาหนิว หัวหน้าคนงานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม ขณะปาดเหงื่อบนใบหน้า "ท่านลงทุนซื้อก้อนดินพวกนี้มาจากพวกคนเถื่อนด้วยเงินจำนวนมาก เอามาถมที่หรือขอรับ?"

หว่านเอ๋อร์ปรายตามองหัวหน้าคนงานผู้ซื่อบื้อเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก "อาหนิวเอ๋ย อาหนิว เจ้ามองเห็นเป็นก้อนดิน แต่ข้ามองเห็นกองภูเขาเงินภูเขาทอง... เอาล่ะ อย่ายืนบื้อ รีบขนไปไว้ในโรงเก็บที่แห้งและเย็น ห้ามโดนแสงแดด ห้ามเปียกชื้น เข้าใจหรือไม่!"

นางกำชับอย่างหนักแน่น พืชหัวชนิดนี้คือ 'มันฝรั่ง' อาหารแห่งอนาคตที่จะช่วยชีวิตผู้คนนับหมื่นในยามทุพภิกขภัย และจะเป็นบ่อเงินบ่อทองให้สกุลหลินมั่งคั่งจนใครก็ไม่อาจเทียบเทียม นางแอบแบ่งมันฝรั่งหัวสวยๆ ส่วนหนึ่งโยนเข้าไปในมิติลับส่วนตัว เพื่อใช้พื้นที่วิเศษในการเพาะพันธุ์ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด ส่วนที่เหลือนั้น นางคัดเลือกหัวที่สมบูรณ์น้อยกว่าออกมาจำนวนหนึ่ง มุ่งหน้าเข้าสู่โรงครัวทันที

"เสี่ยวเฟิง! ไปล้างมือ แล้วมาช่วยพี่สาวก่อไฟ!"

เด็กชายตัวน้อยที่กำลังวิ่งเล่นอยู่หน้าเรือน รีบวางดาบไม้ในมือแล้ววิ่งตื๋อเข้ามาในครัวทันที "พี่ใหญ่ วันนี้ท่านจะทำของอร่อยอะไรหรือขอรับ? กลิ่นตัวท่านมีแต่กลิ่นดิน ข้าไม่เห็นได้กลิ่นเนื้อเลย"

"เจ้าเด็กตะกละ คอยดูเถิด ของสิ่งนี้อร่อยกว่าเนื้อเสียอีก"

หว่านเอ๋อร์ลงมือปอกเปลือกมันฝรั่งผิวขรุขระเผยให้เห็นเนื้อสีเหลืองนวลด้านใน นางล้างทำความสะอาดอย่างหมดจด ก่อนจะหยิบมีดปังตอขึ้นมา ซอยมันฝรั่งเป็นแท่งยาวขนาดเท่ากันอย่างคล่องแคล่ว ทักษะการใช้มีดของนางรวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน จากนั้นจึงนำไปล้างน้ำเกลือเพื่อล้างแป้งส่วนเกินออก และซับให้แห้งสนิท

กระทะใบบัวขนาดใหญ่ถูกตั้งไฟจนร้อนฉ่า น้ำมันหมูที่เจียวใหม่ๆ ถูกเทลงไปจนท่วม หว่านเอ๋อร์ทดสอบความร้อนด้วยตะเกียบไม้ไผ่ เมื่อเห็นฟองอากาศผุดพรายรอบปลายตะเกียบ นางจึงค่อยๆ หย่อนแท่งมันฝรั่งลงไป

*ซู่วววววว!*

เสียงน้ำมันเดือดพล่านดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นหอมแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคสมัยนี้เริ่มลอยอบอวลไปทั่วเรือน มันมิใช่กลิ่นคาวเนื้อ หรือกลิ่นฉุนของเครื่องเทศ แต่เป็นกลิ่นหอมมันของแป้งที่ถูกทอดจนสุกเหลือง หอมกรุ่นจนน้ำลายสอ

นางทอดสองครั้งตามสูตรลับฉบับปรมาจารย์ ครั้งแรกทอดให้สุก ครั้งที่สองเร่งไฟแรงทอดให้กรอบนอกนุ่มใน เมื่อตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน แท่งมันฝรั่งสีเหลืองทองอร่ามก็กองพูนอยู่ในชามใบใหญ่ นางโรยเกลือป่นละเอียดและผงพริกหม่าล่าสูตรพิเศษที่นางปรุงเองลงไปเล็กน้อย ก่อนจะเขย่าให้เข้ากัน

"เสร็จแล้ว! สิ่งนี้เรียกว่า 'มันฝรั่งทอด' หรือจะเรียกว่า 'แท่งทองคำ' ก็ย่อมได้"

เสี่ยวเฟิงที่ยืนกลืนน้ำลายเอือกใหญ่รีบยื่นมือมาหยิบ แต่ต้องสะดุ้งโหยงเพราะความร้อน "ร้อนๆๆ!"

"เป่าก่อนสิเจ้าทึ่มน้อย" หว่านเอ๋อร์หัวเราะร่า เอ็นดูน้องชายยิ่งนัก

เสี่ยวเฟิงเป่าแท่งมันฝรั่งในมือฟู่วๆ ก่อนจะกัดลงไป *กร้วม!*

เสียงความกรอบดังฟังชัด ตามด้วยความนุ่มละมุนลิ้นของเนื้อด้านใน รสเค็มปะแล่มตัดกับรสหวานธรรมชาติของหัวมัน และความเผ็ดซ่านลิ้นเล็กน้อยที่ปลายจมูก ดวงตาของเด็กชายเบิกโพลงเป็นประกายวาววับ ราวกับเพิ่งค้นพบโลกใบใหม่

"พี่ใหญ่! มัน... มันอร่อยมาก! กรอบมาก! หอมมันยิ่งกว่าเผือกทอด ข้าไม่เคยกินอะไรอร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย!" เสี่ยวเฟิงเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่หยุดมือ "ข้าขอกินอีก! ข้าจะกินหมดชามเลย!"

บรรดาบ่าวไพร่และคนงานที่ด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าประตูครัว ต่างพากันสูดดมกลิ่นหอมด้วยความทรมาน หว่านเอ๋อร์เห็นเข้าจึงกวักมือเรียก

"พวกเจ้าก็เข้ามาลองชิมดู นี่คือรสชาติแห่งอนาคตของพวกเรา"

เมื่ออาหนิวและคนงานคนอื่นๆ ได้ลิ้มรส ต่างก็ทำตาโต ร้องอุทานกันระงม ไม่น่าเชื่อว่า 'ก้อนดิน' ที่พวกเขาดูแคลนเมื่อครู่ จะกลายร่างเป็นอาหารรสเลิศได้เพียงผ่านมือของนายหญิง ความศรัทธาในตัวหลินหว่านเอ๋อร์ที่เดิมมีมากอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเสียดฟ้า

"นายหญิงช่างวิเศษนัก! แม้แต่ก้อนดินท่านก็เสกให้เป็นทองได้!"

หว่านเอ๋อร์ยืนมองภาพความสุขตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่ในหัวสมองอันชาญฉลาดกลับกำลังคำนวณตัวเลขอย่างรวดเร็ว

'มันฝรั่งพวกนี้ทนแล้งได้ดี ให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวหลายเท่า ปีหน้ากรมอุตุนิยมวิทยา... เอ้ย ไม่สิ การคำนวณดวงดาวระบุว่าจะมีภัยแล้งครั้งใหญ่ ข้าวปลาจะขาดแคลน หากข้าสามารถเพาะพันธุ์พวกมันได้ทันเวลา และผลักดันให้ชาวบ้านหันมาปลูกเป็นพืชสำรอง นนอกจากจะช่วยชีวิตคนได้มากมายแล้ว สกุลหลินของเราก็จะกุมอำนาจต่อรองเรื่องเสบียงอาหารเหนือกว่าตระกูลพ่อค้าหน้าเลือดพวกนั้น...'

"เสี่ยวเฟิง กินช้าๆ ประเดี๋ยวจะติดคอ" นางปรามน้องชาย พลางหยิบมันฝรั่งชิ้นหนึ่งขึ้นมาพิจารณา "จำไว้นะเสี่ยวเฟิง วันข้างหน้าเจ้าสิ่งนี้จะมีค่ายิ่งกว่าทองคำ มันจะเป็นเกราะคุ้มกันภัยให้ครอบครัวเรา"

ค่ำคืนนั้น แสงตะเกียงในเรือนสกุลหลินยังคงสว่างไสว หว่านเอ๋อร์ง่วนอยู่กับการวางแผนการเพาะปลูกในกระดาษ โดยหารู้ไม่ว่า ท่ามกลางความมืดมิดนอกรั้วบ้าน มีเงาสายหนึ่งเคลื่อนไหววูบวาบราวกับภูตผี

เงาร่างนั้นสวมชุดดำกลมกลืนกับรัตติกาล มันเคลื่อนกายแผ่วเบาไร้เสียง กระโดดข้ามกำแพงดินเตี้ยๆ เข้ามาในเขตเรือนอย่างง่ายดาย ดวงตาคมกริบภายใต้หน้ากากผ้าจ้องมองไปยังหน้าต่างห้องของหว่านเอ๋อร์ มันคือ 'สายสืบ' ที่ถูกส่งมาจากโรงเตี๊ยมในเมือง ผู้นำพาความสงสัยของบุรุษปริศนามาสู่ที่นี่

"แค่สตรีชาวบ้านธรรมดาที่ชอบทำอาหารแปลกๆ... นายท่านช่างคิดมากเกินไป" มันพึมพำในใจอย่างดูแคลน เตรียมจะดีดตัวเข้าไปสำรวจให้ใกล้กว่านี้ เพื่อขโมย 'ก้อนดิน' ตัวอย่างกลับไปรายงาน

ทว่า...

ในจังหวะที่เท้าของมันแตะลงบนกิ่งไม้แห้ง *กร๊อบ!*

พลันบังเกิดกระแสลมรุนแรงสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศมาจากทางด้านหลัง รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด! จิตสังหารอันเข้มข้นรุนแรงจนทำให้อากาศรอบตัวเย็นยะเยือกเสียดกระดูกสันหลัง

"ผู้ใดบังอาจบุกรุกยามวิกาล!"

เสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังก้องกังวาน ไม่ใช่เสียงของสตรี และไม่ใช่เสียงของเด็กชาย มันหันขวับไปมองด้วยความตื่นตระหนก พบกับร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ใต้เงาจันทร์ ในมือถือดาบไม้ธรรมดา แต่ท่วงท่าการยืนกลับมั่นคงดุจขุนเขา

หลินต้าซาน! บิดาขาเป๋ที่ควรจะนอนซมอยู่บนเตียง บัดนี้กลับยืนหยัดด้วยสองขาอย่างมั่นคง แววตาที่เคยหม่นหมองบัดนี้ลุกโชนด้วยไฟแห่งนักรบที่หลับใหลมานานปี!

"คิดจะเข้ามา ข้าไม่ว่า... แต่ตอนออกไป เจ้าอาจต้องทิ้งแขนไว้สักข้าง!"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พ่อฝึกวรยุทธ์]**