ตอนที่ 136

***บทที่ 136: พ่อฝึกวรยุทธ์***

เงาร่างในชุดดำชะงักงันราวกับถูกตรึงด้วยหมุดที่มองไม่เห็น แรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากบุรุษผู้ถือดาบไม้นั้นหนักหน่วงประหนึ่งขุนเขาลูกใหญ่ที่กดทับลงมาบนอก

"เจ้า..."

ผู้บุกรุกเค้นเสียงรอดไรฟัน พยายามขยับตัวถอยหนี แต่ทว่าหลินต้าซานกลับไม่เปิดโอกาสให้หายใจ ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนชาวนาธรรมดาพลันสะบัดข้อมือเพียงเล็กน้อย ดาบไม้ในมือที่ดูไร้คมกลับแหวกว่ายผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวแสบแก้วหู

*วูบ! ปึก!*

ปลายดาบไม้พุ่งเข้ากระแทกจุดชีพจรที่หัวไหล่ของคนชุดดำอย่างแม่นยำ รวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน ผู้บุกรุกสะดุ้งเฮือก ความชาแล่นปราดไปทั่วแขนข้างขวาจนแทบจะยกไม่ขึ้น ความตื่นตระหนกฉายชัดในดวงตาภายใต้หน้ากาก

"คนผู้นี้มิใช่ชาวนาธรรมดา!" มันกรีดร้องในใจ ข้อมูลที่ได้รับมาผิดพลาดมหันต์ บิดาของแม่นางหลินผู้นี้มิใช่คนพิการไร้น้ำยา แต่เป็นพยัคฆ์ซ่อนเล็บที่น่าสะพรึงกลัว!

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด ผู้บุกรุกจึงตัดสินใจเด็ดขาด ล้วงมือซ้ายเข้าไปในอกเสื้อแล้วปาวัตถุทรงกลมลงพื้นอย่างแรง

*ตูม!*

ควันสีขาวระเบิดฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ อำพรางทัศนวิสัย หลินต้าซานขมวดคิ้ว สะบัดแขนเสื้อคราหนึ่งก่อเกิดกระแสลมพัดพากลุ่มควันให้จางหายไป ทว่าเงาร่างนั้นได้อาศัยจังหวะชุลมุนดีดตัวข้ามกำแพงหนีหายไปในความมืดเสียแล้ว

"หนีไปได้รวดเร็วนัก..." หลินต้าซานพึมพำ ลดดาบไม้ลง สายตายังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่ศัตรูหนีไปอย่างครุ่นคิด แต่เขาไม่ได้ตามไป เพราะห่วงความปลอดภัยของบุตรสาวมากกว่า

"ท่านพ่อ! เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?"

เสียงหวานใสที่เจือแววตื่นตระหนกดังขึ้น หว่านเอ๋อร์วิ่งออกมาจากห้องนอน ผมเผ้ายังยุ่งเหยิงเล็กน้อย นางได้ยินเสียงการต่อสู้จึงรีบออกมาดู เสี่ยวเฟิงเองก็วิ่งตามหลังพี่สาวมาติดๆ พร้อมกับถือสากกะเบือไม้ขนาดใหญ่ในมือท่าทางขึงขัง

ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตาของหว่านเอ๋อร์ ทำให้นางต้องชะงักฝีเท้า...

หลินต้าซานยืนตระหง่านอยู่กลางลานบ้าน แสงจันทร์สาดส่องกระทบแผ่นหลังที่เหยียดตรง สง่างามและมั่นคง ขาข้างที่เคยเดินกะเผลก บัดนี้กลับยืนหยัดรับน้ำหนักตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีร่องรอยของความเจ็บปวดหรือความพิการหลงเหลืออยู่เลย

"พ่อ..." หว่านเอ๋อร์อุทานเสียงเบา ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความปิติ

หลินต้าซานหันกลับมา รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมเข้มที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งวัย "ไม่มีอะไรหรอกลูกรัก แค่หนูตัวใหญ่หลงเข้ามา พ่อไล่มันไปแล้ว"

"ขาของท่าน..." นางเดินเข้าไปใกล้ สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่เปี่ยมล้นจากร่างของบิดา

"ต้องขอบคุณยาดีและการดูแลของเจ้า หว่านเอ๋อร์" หลินต้าซานหัวเราะร่า ตบขาตัวเองดังป้าบๆ "ตอนนี้พ่อรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปตอนหนุ่มๆ พลังวังชามันล้นปรี่จนแทบจะระเบิดออกมา"

หว่านเอ๋อร์ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ภารกิจสำคัญที่สุดในชีวิตใหม่ของนางลุล่วงแล้ว บิดาหายดี แข็งแรง และที่สำคัญคือเขามีความสุข นางมองดูแผ่นหลังของบิดาที่เดินกลับเข้าเรือนอย่างกระฉับกระเฉง รอยยิ้มบางเบาประดับมุมปาก

"หนูตัวใหญ่หรือเจ้าคะ..." นางพึมพำสายตาเป็นประกายวาววับ "ดูท่าไร่ของเราจะเริ่มหอมหวานจนแมลงวันเริ่มบินมาตอมเสียแล้ว"

...

รุ่งอรุณวันใหม่มาเยือนพร้อมกับเสียงไก่ขัน

ลานดินหน้าบ้านสกุลหลินที่เคยเงียบสงบ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นลานฝึกยุทธ์ขนาดย่อม หลินต้าซานในชุดผ้าฝ้ายรัดกุมกำลังร่ายรำเพลงดาบด้วยดาบไม้คู่ใจ ท่วงท่าของเขาทั้งดุดันและพลิ้วไหว ต่อเนื่องดุจสายน้ำไหล ผสานกับความหนักแน่นดั่งขุนเขา

เหงื่อเม็ดโตผุดพรายตามกรอบหน้าและแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสมชายชาตรี ทุกครั้งที่เขาออกกระบวนท่า เสียงแหวกอากาศจะดัง *ขวับ! ขวับ!* แสดงถึงกำลังภายในที่ฟื้นคืนมาเกือบสมบูรณ์

เสี่ยวเฟิงนั่งมองตาแป๋วอยู่ข้างลาน อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง เขาไม่เคยเห็นท่านลุงต้าซานดูน่าเกรงขามขนาดนี้มาก่อน

"ท่านลุงสุดยอดไปเลยขอรับ!" เด็กน้อยร้องตะโกน ปรบมือรัวๆ

หลินต้าซานหยุดมือ หายใจเข้าลึกเพื่อปรับลมปราณ ก่อนจะหันมามองเสี่ยวเฟิงและกลุ่มคนงานหนุ่มฉกรรจ์สามสี่คนที่ยืนมองดูด้วยความสนใจ พวกเขาคือคนงานที่หว่านเอ๋อร์จ้างมาช่วยงานในไร่

"พวกเจ้า... อยากเรียนหรือไม่?" หลินต้าซานเอ่ยถามเสียงขรึม

ดวงตาของเสี่ยวเฟิงและเหล่าคนงานหนุ่มลุกวาว "อยากขอรับ!"

หลินต้าซานพยักหน้าหน้า สีหน้าจริงจังขึ้นหลายส่วน "ดี! ไร่สกุลหลินของเราเติบโตขึ้นทุกวัน ทรัพย์สินเงินทองย่อมล่อตาล่อใจโจรผู้ร้าย ลำพังแค่รั้วไม้ไผ่ไม่อาจกันคนชั่วได้ สิ่งที่จะปกป้องปากท้องและครอบครัวของเราได้ดีที่สุด คือกำปั้นที่แข็งแกร่ง!"

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กิจวัตรยามเช้าของไร่สกุลหลินจึงเปลี่ยนไป

หลังจากจัดแจงงานในสวนเสร็จ หลินต้าซานจะเรียกคนงานหนุ่มๆ และเสี่ยวเฟิงมารวมตัวกัน เขาเริ่มสอนตั้งแต่วิธีการยืนม้าเพื่อฝึกความมั่นคงของช่วงล่าง ไปจนถึงเพลงหมัดพื้นฐานที่เน้นความรวดเร็วและรุนแรงในการหยุดยั้งคู่ต่อสู้

"ย่อเข่าลงอีก! หลังตรง! สายตามองไปข้างหน้า!" เสียงตะโกนสั่งการของอดีตยอดฝีมือดังก้องไปทั่วไร่ "อย่าทำตัวเหยาะแหยะเหมือนไก่ป่วย! หากมีโจรบุกเข้ามา พวกเจ้าจะเอาอะไรไปสู้? จะใช้มันฝรั่งขว้างหัวมันรึ!"

"ฮึบ!" เสียงขานรับพร้อมเพรียงดังกระหึ่ม เสี่ยวเฟิงกัดฟันทนความเมื่อยล้า แม้ขาจะสั่นพั่บๆ แต่แววตากลับมุ่งมั่นเกินวัย

หว่านเอ๋อร์ยืนมองภาพนั้นจากระเบียงเรือน ในมือถือบัญชีรายรับรายจ่าย รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้า นางไม่ได้ต้องการสร้างกองทัพกบฏ แต่ในโลกที่กฎหมายเอื้อมมือไปไม่ถึงทุกซอกทุกมุมเช่นนี้ การมี 'กองกำลังพิทักษ์ตนเอง' (Militia) ย่อมเป็นหลักประกันความปลอดภัยที่ดีที่สุด

"ท่านพ่อช่างมีวาสนาทางด้านนี้จริงๆ" นางรำพึง "เปลี่ยนชาวนาซื่อๆ ให้กลายเป็นนักรบได้ ดูท่าความลับของท่านพ่อคงจะไม่ธรรมดาเสียแล้วกระมัง"

นางมองเห็นแววตาของบิดาที่เปลี่ยนไป จากชายพิการที่เคยท้อแท้ บัดนี้ดวงตาคู่นั้นเปี่ยมด้วยประกายแห่งความเชื่อมั่นและอำนาจการเป็นผู้นำ ราวกับแม่ทัพที่ได้กลับคืนสู่สมรภูมิ

ในช่วงบ่าย ขณะที่หลินต้าซานกำลังสอนวิธีใช้พลองยาว (โดยใช้ด้ามจอบด้ามเสียมมาประยุกต์) ให้กับคนงาน หว่านเอ๋อร์ก็เดินเข้ามาพร้อมกับน้ำกระเจี๊ยบเย็นเจี๊ยบในเหยือกดินเผา

"พักดื่มน้ำก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านอาจารย์หลิน" นางเอ่ยหยอกเย้า

หลินต้าซานหัวเราะร่า รับน้ำกระเจี๊ยบมาดื่มอึกใหญ่ "เจ้าลูกคนนี้ ล้อเลียนพ่ออีกแล้ว พ่อก็แค่สอนให้พวกเขารู้จักป้องกันตัว"

"ไม่ใช่แค่ป้องกันตัวหรอกเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์มองไปที่กลุ่มคนงานที่กำลังจับกลุ่มซ้อมท่าทางกันอย่างขะมักเขม้น "นี่คือกองกำลังที่จะปกป้องรากฐานความมั่งคั่งของเราในอนาคต... ข้าภูมิใจในตัวท่านพ่อมากนะเจ้าคะ"

คำชมของลูกสาวทำให้ชายวัยกลางคนยิ้มจนแก้มแทบปริ ความสุขที่ได้กลับมาแข็งแรงและปกป้องลูกสาวได้อีกครั้ง คือยาวิเศษที่ดียิ่งกว่าสมุนไพรใดๆ ในโลก

"จริงสิ หว่านเอ๋อร์ เรื่องงานเทศกาลที่เจ้าว่า..." หลินต้าซานเปลี่ยนเรื่อง สีหน้าดูตื่นเต้นเล็กน้อย "เจ้าแน่ใจนะว่าจะเชิญคนมาเยอะขนาดนั้น?"

"แน่นอนเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ยิ้มกริ่ม แววตาเจ้าเล่ห์แบบแม่ค้าหน้าเลือดปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง "ของดีมีอยู่กับตัว จะเก็บไว้กินเองคนเดียวได้อย่างไร เราต้องป่าวประกาศให้โลกรู้ ว่าของกินจากไร่เรานั้น... ล้ำเลิศเพียงใด"

...

ทว่า ในขณะที่บรรยากาศภายในไร่สกุลหลินเต็มไปด้วยความหวังและความคึกคัก

ณ โรงเตี๊ยมหรูหรากลางเมืองอำเภอ ในห้องพักชั้นบนสุดที่เงียบสงัด

บุรุษชุดดำที่บาดเจ็บจากการปะทะกับหลินต้าซานกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง ใบหน้าของคนเจ็บซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซึมด้วยความเจ็บปวดจากจุดชีพจรที่ถูกกระแทก

"เรียนคุณชาย... ข้า... ข้าทำงานพลาดขอรับ" เสียงของมันสั่นเครือ "เป้าหมาย... มิใช่ชาวบ้านธรรมดา บิดาของนางมีวรยุทธ์สูงส่ง จิตสังหารรุนแรงราวกับผ่านการฆ่าฟันมานับไม่ถ้วน เพียงแค่ดาบไม้... ข้าก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด"

ชายหนุ่มรูปงามในชุดผ้าไหมราคาแพงที่นั่งจิบชาอยู่นั้น เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้เบาๆ เป็นจังหวะ

"น่าสนใจ..." เขาเปรยขึ้น มุมปากยกยิ้มที่อ่านความหมายไม่ออก "ข้าแค่นึกสงสัยในรสชาติอาหารที่แปลกใหม่ของแม่นางน้อยผู้นั้น ไม่นึกเลยว่าจะไปขุดเจอ 'มังกรซ่อนกาย' เข้าเสียได้"

เขาโบกมือไล่ลูกน้องให้ออกไปรักษาตัว ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาพิจารณา มันคือเทียบเชิญที่ถูกเขียนด้วยลายมือวิจิตรบรรจง ส่งมาจากไร่สกุลหลิน

"เทศกาลอาหารไร่สุขสำราญงั้นรึ?"

ดวงตาคมกริบจ้องมองตัวอักษรบนกระดาษ ราวกับจะมองทะลุไปถึงตัวคนเขียน

"ในเมื่อเจ้าของบ้านเชื้อเชิญ ทั้งยังมีเรื่องน่าสนุกซุกซ่อนอยู่เช่นนี้... ข้าคงต้องไปเยือนด้วยตัวเองเสียแล้ว ดูซิว่าอาหารจะอร่อยถูกปาก และกระบี่จะคมกริบสมคำร่ำลือหรือไม่"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เทศกาลอาหารไร่สุขสำราญ]**