ตอนที่ 137
***บทที่ 137: เทศกาลอาหารไร่สุขสำราญ***
ยามรุ่งอรุณเบิกฟ้า แสงเงินแสงทองจับขอบเมฆเหนือทิวเขา ทว่าบรรยากาศ ณ ไร่สกุลหลินในวันนี้กลับมิได้เงียบสงบเฉกเช่นทุกวัน กลิ่นหอมระรวยของเครื่องเทศและอาหารเลิศรสลอยล่องไปตามสายลม ราวกับจะเชิญชวนผู้คนให้หลงใหลตั้งแต่ยังมิทันได้ก้าวเท้าเข้ามา
วันนี้คือวันฤกษ์งามยามดีที่ หลิน หว่านเอ๋อร์ ประกาศจัดงาน "เทศกาลอาหารไร่สุขสำราญ"
ธงทิวหลากสีปลิวไสวไปตามแนวรั้วไม้ไผ่ที่ถูกปรับปรุงใหม่ ทางเดินปูด้วยหินกรวดสะอาดตา สองข้างทางประดับด้วยซุ้มไม้ไผ่ที่จัดวางผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างเป็นระเบียบ หว่านเอ๋อร์มิได้เพียงแค่ต้องการขายของ แต่นางกำลังงัดเอากลยุทธ์ที่ในยุคนี้ยังไม่มีผู้ใดรู้จักออกมาใช้ นั่นคือ "การตลาดเชิงประสบการณ์"
"จำไว้นะทุกคน" หว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าไหมสีกลีบบัวเกล้าผมเรียบตึง ปักปิ่นหยกเรียบง่ายแต่ดูสง่างาม เอ่ยกำชับเหล่าคนงานที่บัดนี้ผันตัวมาเป็นพนักงานต้อนรับชั่วคราว "เราไม่ได้ขายแค่ของกิน แต่เราขายความสุข ขายรสชาติที่ลิ้นสัมผัสและกลิ่นที่จมูกได้รับ ให้พวกเขาได้ชิมก่อนควักเงินจ่าย เมื่อรสชาติแตะลิ้น เงินในกระเป๋าพวกเขาก็จะกระเด็นออกมาเอง!"
รถม้าหรูหราหลายสิบคันทยอยเคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่ลานกว้างหน้าไร่ เศรษฐี พ่อค้าวาณิช และคหบดีจากในตัวเมืองต่างตบเท้าเข้าร่วมงานตามเทียบเชิญ ด้วยความใคร่รู้ในกิตติศัพท์ของ "ผักวิเศษ" และเมนูพิสดารที่ร่ำลือกันไปทั่ว
ทันทีที่แขกเหรื่อก้าวเข้ามา พวกเขาก็ต้องตะลึงกับภาพที่เห็น มิใช่เพียงแค่แผงขายของดาษดื่น แต่เป็นซุ้มสาธิตการทำอาหารสดๆ
"เชิญขอรับนายท่าน! ลองชิม 'มันฝรั่งทอดกรอบ' รสต้นตำรับ!"
คนงานหนุ่มตักแผ่นมันฝรั่งสีเหลืองทอง บางเฉียบราวปีกจักจั่น ใส่กระทงใบตองขนาดพอดีคำยื่นให้แขกผู้มีเกียรติ เสียง *กรุบ* ดังขึ้นทันทีที่ฟันกระทบแผ่นแป้งทอดกรอบ ตามด้วยเสียงอื้ออึงแห่งความพึงพอใจ
"สวรรค์! กรอบยิ่งนัก เค็มมันกำลังดี นี่มันของว่างชนิดใดกัน?" เศรษฐีเฒ่าผู้หนึ่งอุทาน ดวงตาเบิกกว้าง
ถัดไปอีกซุ้ม กลิ่นหอมฉุนแต่ยั่วน้ำลายของ 'น้ำพริกสูตรเด็ด' ลอยตลบอบอวล หว่านเอ๋อร์จัดวางผักสดแช่เย็นฉ่ำในกระบะไม้ไผ่ คู่กับไข่เค็มผ่าซีกที่เผยให้เห็นไข่แดงเยิ้มสีส้มจัดราวกับดวงอาทิตย์ยามอัสดง
"ไข่เค็มนี้ดองด้วยสูตรลับตระกูลหลิน ไข่แดงมันเยิ้ม ไม่เค็มจัดจนแสบคอ ทานคู่กับข้าวต้มหรือน้ำพริกผักสด รับรองว่าท่านจะลืมรสชาติเนื้อสัตว์ไปชั่วขณะเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์เจรจาเจื้อยแจ้ว รอยยิ้มการค้าฉาบอยู่บนใบหน้า
บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก ยอดสั่งจองสินค้าพุ่งทะยานจนคนจดรายการมือแทบหงิก ทว่าในมุมมืดของฝูงชน กลับมีกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงสามสี่คนเดินแทรกเข้ามา สายตาของพวกมันมิได้จับจ้องที่อาหาร แต่กวาดมองหาจังหวะสร้างสถานการณ์
นี่คือคนของ 'เถ้าแก่หลิว' เจ้าของภัตตาคารคู่แข่งที่เสียผลประโยชน์ไปมหาศาล
"โวยวายอะไรกัน! ของกินสกปรกพรรค์นี้ กล้าเอามาให้คนมีระดับกินได้ยังไง!" ชายร่างยักษ์ผู้หนึ่งตบโต๊ะเสียงดังสนั่น จนจานชามกระเบื้องสั่นไหว แขกเหรื่อรอบข้างต่างพากันสะดุ้งตกใจ "ข้ากินแล้วปวดท้อง! พวกเจ้าวางยาพิษ!"
เสียงฮือฮาดังขึ้น บรรยากาศแห่งความสุขเริ่มสั่นคลอน หว่านเอ๋อร์หรี่ตาลงเล็กน้อย นางคาดการณ์ไว้แล้วว่าต้องมีมารมาผจญ แต่มิทันที่นางจะขยับตัว เงาร่างสายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมาจากด้านหลังร้านราวกับพยัคฆ์ตะปบเหยื่อ
เป็นหลินต้าซาน!
บิดาผู้เงียบขรึมมิต้องเอ่ยวาจามากความ มือหนาหยาบกร้านดั่งคีมเหล็กคว้าเข้าที่คอเสื้อของชายร่างยักษ์ผู้นั้น เพียงแค่สะบัดข้อมือเบาๆ ร่างอันหนักอึ้งของนักเลงหัวไม้ก็ลอยละลิ่วข้ามหัวฝูงชนไปราวกับว่าวสายป่านขาด
*ตุบ!*
ร่างนั้นร่วงลงกระแทกพื้นดินนอกเขตงานอย่างแม่นยำ ฝุ่นตลบฟุ้ง
"คนผู้นี้มีเจตนามาก่อกวน" หลินต้าซานเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานด้วยลมปราณอันลึกล้ำ แววตาคมกริบกวาดมองพรรคพวกที่เหลือของมัน "หากผู้ใดคิดจะทำลายความสุขของแขกในไร่ข้า... จุดจบจะไม่สวยหรูเพียงเท่านี้"
หน่วยรักษาความปลอดภัยประจำไร่ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี รีบกรูกันเข้ามาลากตัวผู้ก่อกวนที่เหลือออกไปอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ โดยที่แขกเหรื่อแทบไม่ต้องขยับตัวหนี
เหตุการณ์สงบลงภายในชั่วพริบตา กลับกลายเป็นว่าการแสดงวรยุทธ์สั้นๆ ของเจ้าของไร่ ยิ่งสร้างความมั่นใจและความตื่นตาตื่นใจให้กับเหล่าเศรษฐีมากขึ้นไปอีก
"ยอดเยี่ยม! อาหารอร่อย สถานที่ปลอดภัย เจ้าของไร่มีฝีมือสูงส่ง!" เสียงปรบมือดังเกรียวกราว
หว่านเอ๋อร์ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันกลับมาปั้นหน้ายิ้มแย้มต้อนรับลูกค้าต่อ "ขออภัยในความไม่สะดวกเจ้าค่ะ เพื่อเป็นการปลอบขวัญ วันนี้ข้าลดราคาพิเศษสำหรับผู้ที่สั่งจองเกินหนึ่งร้อยตำลึง!"
คำประกาศนั้นเรียกเสียงเฮลั่น ยอดสั่งซื้อพุ่งทะยานยิ่งกว่าเดิม
ท่ามกลางความวุ่นวายอันน่ายินดีนั้น สายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความสนใจอย่างลึกซึ้ง
บุรุษหนุ่มรูปงามในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ผู้ซึ่งนั่งจิบชาอยู่บนศาลาชั้นสองที่จัดไว้สำหรับแขกวีไอพี วางถ้วยชาลงช้าๆ เขาคือคนเดียวกับที่ได้รับรายงานเมื่อคืน บุรุษผู้สูงศักดิ์ที่แฝงตัวมาในคราบพ่อค้าต่างเมือง
"มันฝรั่งทอดรสชาติดี ไข่เค็มรสชาติล้ำลึก..." เขาพึมพำ พลางใช้นิ้วคีบแผ่นมันฝรั่งขึ้นมาพิจารณา "แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าอาหาร คือคน..."
สายตาของเขาไม่ได้มองที่หว่านเอ๋อร์ แต่มองเลยไปที่แผ่นหลังกว้างของหลินต้าซานที่กำลังยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ห่างๆ
"กระบวนท่าเมื่อครู่... รวดเร็ว เด็ดขาด ไร้รังสีสังหารแต่เปี่ยมด้วยพลานุภาพ... นั่นมิใช่วิชาของชาวบ้านร้านตลาด หรือแม้แต่จอมยุทธ์พเนจรทั่วไป" ชายหนุ่มหรี่ตาลง แววตาฉายแววประหลาดใจระคนตื่นเต้น "ท่วงท่าการจับทุ่มเช่นนั้น... มันคล้ายคลึงกับวิชาของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรในตำนานที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน"
เขากวักมือเรียกผู้ติดตามคนสนิทที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลัง
"ไปสืบดูซิว่า นอกจากอาหารแห้งพวกนี้แล้ว ไร่แห่งนี้ยังมีการถนอมอาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือไม่"
"ขอรับคุณชาย ท่านสนใจจะนำไปขายต่อหรือขอรับ?" ผู้ติดตามถามอย่างสงสัย
ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ดูทรงอำนาจและยากจะคาดเดา
"ขายต่องั้นรึ? หึ... ของดีระดับนี้ หากนำไปเป็นเสบียงกรังให้กองทัพชายแดนที่กำลังขาดแคลน คงจะช่วยพลิกสถานการณ์การรบได้ไม่น้อย... อีกทั้งเจ้าของไร่ผู้นี้ ข้าสังหรณ์ใจว่าเขามิใช่เพียงชาวนาธรรมดา การผูกมิตรไว้ ย่อมดีกว่าเป็นศัตรู"
เขาหยิบป้ายหยกพกประจำกายขึ้นมาลูบไล้เบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
"เตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้ข้าจะเข้ามาเจรจากับแม่นางน้อยผู้นั้นด้วยตัวเอง ในฐานะ... ตัวแทนจากราชสำนัก"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ข้อเสนอจากราชสำนัก?]**