ตอนที่ 138

***บทที่ 138: ข้อเสนอจากราชสำนัก?***

แสงอรุณรุ่งสาดส่องกระทบยอดหญ้าที่ยังคงชุ่มด้วยน้ำค้างในยามเฉิน (07.00-09.00 น.) ความเงียบสงบของหมู่บ้านสกุลหลินถูกทำลายลงด้วยเสียงกีบเท้าม้าที่ควบตะบึงมาอย่างพร้อมเพรียง ฝุ่นตลบอบอวลเป็นทางยาวบ่งบอกถึงอาคันตุกะผู้มาเยือนที่ไม่ธรรมดา

ไม่ใช่ขบวนพ่อค้าวาณิชทั่วไป แต่เป็นขบวนรถม้าเทียมอาชาสายพันธุ์ดีสี่ตัว โครงสร้างรถทำจากไม้เนื้อแข็งแกะสลักลวดลายเมฆาคล้อย แม้จะดูเรียบง่ายไม่ฉูดฉาด แต่ผู้มีสายตาแหลมคมย่อมดูออกว่าไม้ชนิดนี้มีราคาแพงระยับยิ่งกว่าทองคำเสียอีก

หลิน หว่านเอ๋อร์ ยืนกอดอกรออยู่ที่หน้าร้าน 'โอชาสวรรค์' นางคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าวันนี้จะต้องมีเรื่องสนุกเกิดขึ้น ทว่ารัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากขบวนรถม้านั้น กลับทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงถนัดตา

บุรุษหนุ่มชุดไหมสีน้ำเงินเข้มก้าวลงจากรถม้า ท่วงท่าของเขาองอาจผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหลาราวหยกแกะสลักแต่แฝงความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ข้างกายเขามีผู้ติดตามร่างกำยำสองคนที่เดินเหินแผ่วเบาราวภูตพราย—คนฝึกยุทธ์ชั้นสูง

"แม่นางหลิน ข้ามาตามสัญญา" ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ สายตากวาดมองไปรอบร้านที่ตกแต่งอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ดวงหน้าจิ้มลิ้มของเด็กสาวเจ้าของร้าน

"เชิญคุณชายด้านในเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ผายมือเชื้อเชิญด้วยรอยยิ้มการค้า "น้ำชาชั้นดีเตรียมไว้รอท่าแล้ว"

ภายในห้องรับรองส่วนตัวที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างมิดชิด กลิ่นหอมของชาดอกไม้ลอยอบอวล หว่านเอ๋อร์รินชาให้แขกผู้สูงศักดิ์ด้วยท่วงท่าคล่องแคล่ว นางไม่ได้แสดงท่าทีหวาดเกรงหรือประจบสอพลอแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นทำให้ชายหนุ่มลอบพยักหน้าในใจด้วยความชื่นชม

"ข้าขอไม่อ้อมค้อม" ชายหนุ่มวางถ้วยชาลง "สินค้าที่ข้าต้องการไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวอย่างมันฝรั่งทอด แต่เป็น 'หมูแดดเดียว' และ 'ผักดองสูตรพิเศษ' ที่เจ้าเคยทำแจกชาวบ้านเมื่อเดือนก่อน"

หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วเล็กน้อย "หมูแดดเดียว? ผักดอง? ของพื้นๆ เช่นนั้น คุณชายผู้มั่งคั่งจะสนใจไปไยเจ้าคะ? ภัตตาคารในเมืองหลวงมีอาหารเลิศรสกว่านี้ตั้งมากมาย"

"อาหารเลิศรสไม่อาจเก็บรักษาได้นานข้ามเดือน" ชายหนุ่มกล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "แต่หมูแดดเดียวของเจ้า แห้งสนิทแต่ไม่แข็งกระด้าง รสชาติเข้มข้น ให้พลังงานสูง ส่วนผักดองนั้นเล่าลือกันว่าช่วยให้เจริญอาหารและแก้โรคเลือดออกตามไรฟันได้ชะงัด... สิ่งเหล่านี้คือสมบัติล้ำค่าสำหรับการเดินทางไกล"

"การเดินทางไกล..." หว่านเอ๋อร์ทวนคำ แววตาฉลาดเฉลียวของนางสว่างวาบขึ้น

ในยุคสมัยนี้ ผู้ที่ต้องการเสบียงอาหารที่เก็บรักษาได้นาน น้ำหนักเบา และให้พลังงานสูง ย่อมไม่ใช่พ่อค้าทั่วไปที่จะขนไปขาย พ่อค้ามักเน้นของแปลกใหม่กำไรงาม แต่คนที่ต้องการ 'ความคงทน' และ 'ปริมาณมหาศาล' ย่อมหนีไม่พ้น...

"กองทัพ" หว่านเอ๋อร์เอ่ยออกมาเบาๆ ราวกับกระซิบ

บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกลงทันที ผู้ติดตามสองคนด้านหลังขยับตัวเล็กน้อย มือแตะที่ด้ามกระบี่โดยสัญชาตญาณ แต่ชายหนุ่มกลับยกมือห้ามไว้ เขากระตุกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ

"ฉลาด... ฉลาดมาก สมกับเป็นเจ้าของกิจการที่รุ่งเรืองที่สุดในแถบนี้" เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบป้ายทองคำสลักลวดลายพยัคฆ์คำรามวางลงบนโต๊ะ

"ข้าคือตัวแทนจากราชสำนัก ฝ่ายจัดหาเสบียงบำรุงกองทัพ กองทัพชายแดนเหนือกำลังขาดแคลนเสบียงที่เก็บได้นานและมีคุณภาพ สูตรอาหารของเจ้าคือสิ่งที่ราชสำนักต้องการ ข้าต้องการทำสัญญาสั่งซื้อระยะยาวกับเจ้า... จำนวนห้าหมื่นชั่งต่อเดือน"

ห้าหมื่นชั่ง! นี่คือดีลระดับประเทศ เป็นสัญญากับราชการที่จะเปลี่ยนสถานะของตระกูลหลินจากชาวบ้านธรรมดาให้กลายเป็นคฤหบดีระดับแคว้นได้ในชั่วข้ามคืน

ทว่า หว่านเอ๋อร์ไม่ได้รีบตะครุบเหยื่อ นางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นิ้วเรียวงามเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ

"ห้าหมื่นชั่งไม่ใช่จำนวนน้อยๆ วัตถุดิบ แรงงาน และกรรมวิธีลับเฉพาะของข้า... ทั้งหมดล้วนมีต้นทุน แต่สิ่งที่ข้าต้องการไม่ใช่เพียงเงินทองเจ้าค่ะคุณชาย"

"เจ้าต้องการสิ่งใด? ทองคำ? ที่ดิน?"

"ข้าต้องการ 'ความมั่นคง'" หว่านเอ๋อร์สบตาเขาอย่างเด็ดเดี่ยว "การค้าขายที่รุ่งเรืองย่อมดึงดูดแมลงวันแมลงหวี่ ขุนนางท้องถิ่นที่หิวเงิน อันธพาลที่จ้องจะรีดไถ หากข้าทำการค้ากับกองทัพ ข้าต้องการหลักประกันว่ากิจการของข้าจะได้รับความคุ้มครอง... ข้าต้องการป้ายอาญาสิทธิ์ในฐานะ 'คู่ค้าหลวง' เพื่อป้องกันมิให้ใครหน้าไหนเข้ามาก่อกวนครอบครัวของข้าได้อีก"

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของเขาก้องกังวานและทรงอำนาจ

"ช่างเจรจาต่อรองยิ่งนัก... ดี! ข้าตกลง" เขาหยิบพู่กันขึ้นมาตวัดลงบนสัญญาที่เตรียมมา เพิ่มเงื่อนไขการคุ้มครองตามที่นางร้องขอ "นับจากนี้ กิจการของเจ้าจะอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผู้ใดกล้ารังแกสกุลหลิน เท่ากับประกาศตัวเป็นศัตรูกับราชสำนัก!"

การเจรจาจบลงด้วยดี สัญญาถูกประทับตรา หว่านเอ๋อร์ได้ทั้งเงินก้อนโตและเกราะคุ้มกันภัยที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดิน

เมื่อชายหนุ่มเดินออกจากร้าน แสงแดดยามสายส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา ขับเน้นความสง่างามที่ยากจะละสายตา ชาวบ้านต่างพากันก้มหัวด้วยความเกรงขาม

ที่มุมตึก หลินต้าซานยืนแอบมองเหตุการณ์อยู่หลังเสาไม้ ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดุจหินผากลับสั่นสะท้านเล็กน้อย ใบหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นป้ายหยกที่ห้อยอยู่ที่เอวของชายหนุ่ม... ป้ายหยกรูปมังกรทะยานเมฆ

"นั่นมัน..." หลินต้าซานพึมพำ เสียงแหบพร่ายิ่งกว่าใบไม้แห้งบดละเอียด

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะก้าวขึ้นรถม้า เขาก็หยุดชะงัก ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา เขาหันขวับกลับไปมองยังทิศที่หลินต้าซานซ่อนตัวอยู่

ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววสงสัยระคนคุ้นเคย เขามองเลยผ่านเสาไม้เข้าไป ราวกับจะมองทะลุถึงตัวตนที่แท้จริงของชายวัยกลางคนที่ซ่อนอยู่

"คุณชาย มีอะไรหรือขอรับ?" ผู้ติดตามกระซิบถาม

"ไม่มีอะไร..." ชายหนุ่มละสายตาช้าๆ รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง "แค่รู้สึกว่า... สัญชาตญาณของข้าถูกต้อง หมู่บ้านแห่งนี้ซุกซ่อนพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนไว้อย่างแท้จริง"

รถม้าเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นแดงที่ฟุ้งกระจายและความหวาดหวั่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของอดีตยอดฝีมือผู้เร้นกาย

หว่านเอ๋อร์เดินเข้ามาหาบิดาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมจะแจ้งข่าวดีเรื่องสัญญาการค้า แต่แล้วนางก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสีหน้าของบิดา

"ท่านพ่อ... ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ? หน้าซีดราวกับไก่ต้ม"

หลินต้าซานหันมามองบุตรสาว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสน ลังเล และหวาดกลัวอดีตที่กำลังไล่ตามมาทัน เขาจับไหล่บุตรสาวแน่นจนนางรู้สึกเจ็บ

"หว่านเอ๋อร์... เข้าบ้าน พ่อมีเรื่องต้องคุยกับเจ้า... เรื่องสำคัญที่พ่อปิดบังเจ้ามาตลอดชีวิต"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ความจริงในอดีตเริ่มปรากฏ]**