ตอนที่ 139

***บทที่ 139: ความจริงในอดีตเริ่มปรากฏ***

บรรยากาศภายในรถม้าที่แล่นจากไปทิ้งความเงียบงันไว้อึดใจหนึ่ง ก่อนที่เสียงจอแจของตลาดจะกลับมาดังกระหึ่มอีกครั้ง ทว่าสำหรับหลินต้าซานแล้ว โลกทั้งใบคล้ายดับวูบลงเหลือเพียงสีขาวโพลนแห่งความหวาดหวั่น

เขาฉุดข้อมือบุตรสาว กึ่งลากกึ่งจูงนางฝ่าฝูงชนกลับมายังเรือนพักที่ตั้งอยู่ท้ายไร่ แผ่นหลังที่เคยกว้างขวางและมั่นคงบัดนี้กลับเกร็งเขม็ง ราวกับกำลังแบกขุนเขาไท่ซานเอาไว้ทั้งลูก

"ท่านพ่อ... ท่านพ่อเบามือหน่อย ข้อมือข้าจะหักแล้วเจ้าค่ะ" หลินหว่านเอ๋อร์ร้องท้วงเบาๆ คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มือของบิดาเย็นเฉียบและชื้นไปด้วยเหงื่อกาฬ ทั้งที่อากาศยามสายกำลังอบอุ่นสบาย

เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเรือน หลินต้าซานรีบลงดาลประตูแน่นหนา ปิดหน้าต่างทุกบานจนภายในห้องโถงมืดสลัวลงถนัดตา เขาหันกลับมามองบุตรสาว แววตาที่เคยอบอุ่นเปี่ยมเมตตา บัดนี้สั่นระริกด้วยความตระหนกที่ถูกกดข่มไว้มานานนับสิบปี

"หว่านเอ๋อร์..." เสียงของเขาแหบพร่า "เจ้าเห็นป้ายหยกนั่นไหม? ป้ายหยกที่เอวของคุณชายผู้นั้น"

หลินหว่านเอ๋อร์พยักหน้าช้าๆ นางรินน้ำชาส่งให้บิดาเพื่อให้เขาใจเย็นลง "เห็นเจ้าค่ะ มังกรทะยานเมฆ แกะสลักจากหยกมันแพะเนื้อดี ฝีมือช่างหลวง... ท่านพ่อรู้จักมันหรือเจ้าคะ?"

หลินต้าซานรับถ้วยชามา แต่เมือสั่นจนน้ำชากระฉอก เขาตัดสินใจวางมันลงแล้วทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ ถอนหายใจยาวเหยียดราวกับจะระบายความทุกข์ที่อัดอั้นมาค่อนชีวิต

"พ่อ... ไม่ใช่ชาวนาโดยกำเนิด"

คำสารภาพนั้นทำให้ดวงตาของหว่านเอ๋อร์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางเคยสงสัยมาตลอด ท่าทางของบิดาเวลาจับเสียมจับจอบนั้นดูคล่องแคล่วก็จริง แต่ท่วงท่าการยืน การเดิน หรือแม้แต่สัญชาตญาณระวังภัยของเขานั้น ผิดแผกจากชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

"เมื่อยี่สิบปีก่อน พ่อคือองครักษ์ประจำจวนแม่ทัพพิทักษ์ทักษิณ... แม่ทัพหยาง" หลินต้าซานเอ่ยชื่อนั้นด้วยความเคารพเทิดทูนและเจ็บปวดรวดร้าว "คืนนั้นเกิดเหตุการณ์กบฏภายใน ศัตรูบุกเผาจวน พ่อได้รับคำสั่งสุดท้ายจากท่านแม่ทัพ ให้พา 'นายน้อย' หลบหนีออกมาให้ได้"

ภาพความทรงจำอันโหดร้ายฉายชัดในดวงตาชายวัยกลางคน "พ่อต่อสู้ฝ่าวงล้อม แบกนายน้อยไว้บนหลัง ถูกพิษฝ่ามือและคมดาบจนบาดเจ็บสาหัส ชีพจรยุทธ์เสียหายจนวรยุทธ์เสื่อมถอย... ในระหว่างที่หลบหนี พ่อจำต้องฝากนายน้อยไว้กับสหายผู้หนึ่งเพื่อให้เขาพานายน้อยหนีไปอีกทาง ส่วนพ่อจะล่อศัตรูไปเอง"

"ท่านพ่อ..." หว่านเอ๋อร์อุทานเบาๆ นางเอื้อมมือไปกุมมือหยาบกร้านของบิดา

"ป้ายหยกนั่น..." หลินต้าซานกล่าวต่อเสียงเครือ "คือของประจำตระกูลหยาง มีเพียงทายาทสายตรงเท่านั้นที่จะครอบครองได้ การที่ชายหนุ่มผู้นั้นพกมันอย่างเปิดเผย แสดงว่าเขาคือนายน้อยหยางที่รอดชีวิตมาได้ และกำลังกลับมาทวงคืนความยุติธรรม"

"แล้วทำไมท่านต้องกลัวด้วยเล่าเจ้าคะ? ในเมื่อท่านเป็นผู้มีพระคุณ ท่านควรจะดีใจที่นายน้อยปลอดภัย" หว่านเอ๋อร์ถามอย่างตรงไปตรงมา ตามนิสัยของนางที่มองโลกในแง่เหตุและผล

หลินต้าซานยิ้มขื่น "เพราะศัตรูในเงามืดยังคงอยู่ หากพวกมันรู้ว่าพ่อยงมีชีวิตอยู่ มันจะตามมาฆ่าปิดปาก และที่สำคัญ... พ่อไม่อยากให้เจ้าต้องมาพัวพันกับวังวนแห่งการแก้แค้นนี้"

ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง หว่านเอ๋อร์ใช้สมองอันชาญฉลาดประมวลผลอย่างรวดเร็ว เรื่องราวนี้ตอบคำถามหลายอย่างในใจนาง แต่ยังมีอีกปมหนึ่งที่ค้างคา

"แต่ท่านพ่อเจ้าคะ... เรื่องนี้อธิบายว่าทำไมท่านถึงบาดเจ็บและมาซ่อนตัว แต่ไม่ได้อธิบายว่าทำไม... ทำไมท่านปู่ท่านย่า และคนบ้านใหญ่ถึงได้เกลียดชังท่านนัก ทั้งที่ท่านเป็นลูกชายของพวกเขา"

คำถามนี้เหมือนเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจ หลินต้าซานเงยหน้ามองบุตรสาว นัยน์ตาแดงก่ำ "หว่านเอ๋อร์... ความจริงก็คือ พ่อไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของตระกูลหลิน"

"อะไรนะเจ้าคะ!" คราวนี้หว่านเอ๋อร์ไม่อาจเก็บอาการตกใจได้

"พ่อเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ท่านปู่ของเจ้าเก็บมาเลี้ยงระหว่างทางตอนที่ท่านไปค้าขายต่างเมือง ท่านปู่เมตตาพ่อมาก แต่ท่านย่าและพี่น้องคนอื่นกลับมองว่าพ่อเป็นตัวกาลกิณี เป็นคนนอกที่มาแย่งข้าวสุกกิน"

หลินต้าซานแค่นหัวเราะในลำคอ "ที่พ่อต้องก้มหัวยอมให้พวกเขารังแก ยอมทำงานหนักเยี่ยงทาส ยอมให้พวกเขากดขี่เจ้าและแม่ของเจ้า ก็เพื่อทดแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนที่ท่านปู่เคยมอบให้ แต่ไม่นึกเลยว่า... ความกตัญญูของพ่อจะแลกมาด้วยความทุกข์ยากของลูก"

ความจริงกระจ่างชัดดุจแสงตะวัน หว่านเอ๋อร์เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าเหตุใดแม่เฒ่าหลินจึงโหดเหี้ยมอำมหิตกับครอบครัวนางนัก ที่แท้ก็เพราะสายเลือด... สำหรับคนใจแคบเหล่านั้น เลือดข้นกว่าน้ำเสมอ และคนนอกก็คือศัตรูที่ต้องกำจัด

หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปโอบกอดบิดาแน่น สัมผัสได้ถึงร่างกายที่สั่นเทาของชายผู้แข็งแกร่ง

"ท่านพ่อ... ท่านไม่ต้องรู้สึกผิด เรื่องชาติกำเนิดไม่ใช่สิ่งที่ท่านเลือกได้ และบุญคุณท่านก็ได้ชดใช้ไปจนหมดสิ้นแล้วตั้งแต่วันที่พวกเราเดินออกจากบ้านหลังนั้น" น้ำเสียงของหว่านเอ๋อร์หนักแน่น เด็ดขาด และเปี่ยมพลัง "ส่วนเรื่องนายน้อยหยาง หรือศัตรูหน้าไหนก็ตาม... ท่านไม่ต้องกลัว"

นางผละออกมาสบตาบิดา ดวงตาหงส์ทอประกายกล้าดุจคมมีด "ตอนนี้เราไม่ได้อ่อนแอเหมือนแต่ก่อน ข้ามีวิธีของข้า มีไร่แห่งนี้ และมีทรัพย์สินมากพอที่จะปกป้องท่าน หากใครกล้ามายุ่งกับครอบครัวเรา ข้าจะไม่ไว้หน้ามันแม้แต่คนเดียว!"

หลินต้าซานมองบุตรสาวด้วยความตื้นตันและประหลาดใจ หว่านเอ๋อร์เปลี่ยนไปมาก จากเด็กสาวขี้อายกลายเป็นนางพญาผู้เด็ดเดี่ยว ทว่าความกังวลในใจเขายังไม่จางหาย

"แต่หว่านเอ๋อร์... เจ้าไม่รู้หรอกว่าคนพวกนั้นน่ากลัวแค่ไหน" หลินต้าซานเอ่ยเตือนเสียงเบา เขาค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบห่อผ้าเก่าๆ ที่เย็บซ่อนไว้ในสาบเสื้อชั้นในออกมา

เมื่อคลี่ผ้าออก ปรากฏเป็นมีดสั้นเล่มหนึ่ง ฝักมีดทำจากไม้ดำลงอักขระสีทอง แม้จะดูเก่าคร่ำครึ แต่เมื่อหลินต้าซานชักมันออกจากฝักเพียงเล็กน้อย รังสีอำมหิตเย็นเยียบก็แผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิในห้องลดต่ำลงทันที

"นี่คือสิ่งยืนยันตัวตนของพ่อ... มีดพยัคฆ์คำรน ของพระราชทานที่ท่านแม่ทัพมอบให้หัวหน้าองครักษ์ พ่อเก็บมันไว้เพื่อเตือนใจ"

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากก็ดังแว่วมาแต่ไกล เสียงกีบม้ากระทบพื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่นจนฝุ่นผงบนขื่อคานร่วงกราว หลินต้าซานหน้าถอดสี รีบเก็บมีดสั้นเข้าฝักแล้วยัดกลับเข้าไปในอกเสื้อทันที

"เสียงม้าศึก..." เขาพึมพำ หูของอดีตยอดฝีมือแยกแยะได้ทันทีว่าไม่ใช่เสียงม้าพ่อค้าหรือม้าชาวบ้าน "มันมาทางหมู่บ้านเรา"

หว่านเอ๋อร์รีบพุ่งไปที่ช่องหน้าต่างแง้มมองออกไป นางเห็นกลุ่มฝุ่นตลบฟุ้งมาจากทางปากทางเข้าหมู่บ้าน แต่สิ่งที่ทำให้นางต้องกลั้นหายใจไม่ใช่แค่จำนวนคน แต่เป็นธงทิวที่โบกสะบัดอยู่เหนือขบวนม้านั้น

มันไม่ใช่ธงของทางการ... แต่เป็นธงสีดำทมิฬ ปักลวดลายพยัคฆ์คำรามสีแดงฉาน!

หลินต้าซานที่แอบมองอยู่ด้านหลังบุตรสาวตัวแข็งทื่อ ร่างกายเย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เขาจำธงผืนนั้นได้แม่นยำ มันคือฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขามาตลอดยี่สิบปี

"หน่วยล่าสังหาร..." เสียงของหลินต้าซานสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ "พวกมัน... พวกมันมาแล้ว!"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การเริ่มต้นบทใหม่]**