ตอนที่ 141
***บทที่ 141: โรงเรียนกลางทุ่ง***
ร่างของชายแปลกหน้าถูกหามเข้ามาภายในเรือนพักคนงานอย่างเร่งรีบ หลินต้าซานสั่งการให้คนงานชายสองสามคนผลัดเวรยามเฝ้าระวังที่หน้าประตูไร่อย่างเข้มงวด แม้จิตสังหารที่หลินหว่านเอ๋อร์สัมผัสได้เมื่อครู่จะจางหายไปราวกับคลื่นกระทบฝั่งแล้วม้วนตัวกลับลงทะเล แต่นางรู้ดีว่าความเงียบสงัดเช่นนี้มักเป็นสัญญาณเตือนก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ
ภายในห้องพักฟื้น หว่านเอ๋อร์แอบหยดน้ำทิพย์จากมิติลงในถ้วยยาต้มสมุนไพรเพียงเล็กน้อย พอให้รักษาอาการบาดเจ็บภายในโดยไม่เป็นที่น่าสงสัยจนเกินไป บาดแผลภายนอกถูกพอกด้วยยาสมานแผลชั้นดี ฝีมือการเยียวยาของหมอประจำหมู่บ้านประกอบกับน้ำวิเศษทำให้อาการของชายผู้นี้พ้นขีดอันตรายในคืนเดียว
รุ่งสาง ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าซีดเซียวค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น แววตาของเขายังคงมีความตื่นตระหนก ทว่าเมื่อเห็นสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและความอบอุ่นจากผ้าห่มเนื้อหนา ความเกร็งเครียดจึงค่อยๆ คลายลง
"ที่นี่คือ..." เสียงของเขาแหบพร่า
"ไร่สกุลหลิน" หว่านเอ๋อร์นั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ริมหน้าต่าง เอ่ยตอบโดยไม่หันมามอง "เจ้าสลบไปสามวัน แผลกระบี่ที่ไหล่เริ่มสมานแล้ว ส่วนพิษไข้ก็ลดลง... ค่ารักษาและค่ายา ข้าจดบัญชีไว้หมดแล้ว ไม่ต้องห่วง"
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มขื่นๆ "แม่นางช่าง... ตรงไปตรงมายิ่งนัก ข้าน้อยแซ่จาง นาม 'จางหยวน' เป็นเพียงบัณฑิตตกยากที่ลี้ภัยมา ไม่มีเงินทองติดตัว เกรงว่าคงต้องติดหนี้ชีวิตแม่นางแล้ว"
"บัณฑิตจาง..." หว่านเอ๋อร์วางถ้วยชาลง หันมาจ้องมองเขาด้วยสายตาคมกริบดุจเหยี่ยว "มือของเจ้ามีรอยด้านจากการจับพู่กัน ไม่ใช่จับด้ามกระบี่ ห่อผ้าของเจ้ามีแต่ตำราล้ำค่าที่คนทั่วไปไม่มีปัญญาหาอ่าน หากข้าเดาไม่ผิด เจ้าคงไปล่วงเกินผู้มีอำนาจในเมืองหลวง หรือไม่ก็รู้ความลับที่ไม่ควรรู้เข้ากระมัง?"
จางหยวนเบิกตากว้าง เหงื่อกาฬผุดพรายที่หน้าผาก หญิงสาวผู้นี้ฉลาดเป็นกรด วาจาเชือดเฉือนยิ่งกว่าคมมีด
"ท่าน... ต้องการสิ่งใด?"
"ข้าต้องการ 'มันสมอง' ของเจ้า" หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นเดินมาหยุดที่ข้างเตียง "ข้ากำลังจะสร้างรากฐานที่มั่นคงให้ไร่แห่งนี้ เงินทองข้าหาได้ไม่ยาก แต่ 'ทุนมนุษย์' คือสิ่งที่ข้าขาดแคลน เจ้าหนีศัตรูมา ข้ามีที่ซ่อนให้ แลกกับการที่เจ้าต้องมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือให้คนของข้า"
"สอนหนังสือ?" จางหยวนทวนคำอย่างงุนงง "ให้ชาวนาพวกนี้น่ะหรือ?"
"อย่าได้ดูแคลนชาวนา" หว่านเอ๋อร์ยิ้มเย็น "ชาวนาปลูกข้าวให้เจ้ากิน หากพวกเขาอ่านออกเขียนได้ คำนวณเป็น รู้จักจดบันทึกบัญชีและเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ ผลผลิตก็จะเพิ่มพูน ความรู้คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด... ยิ่งกว่ากระบี่ที่ฟันเจ้าเสียอีก ตกลงไหม? สอนหนังสือแลกข้าว แลกที่ซ่อน และแลกชีวิต"
ข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้นี้ ทำให้บัณฑิตจางต้องก้มศีรษะยอมรับในที่สุด
...
เจ็ดวันต่อมา ศาลาไม้ไผ่ขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ แต่โปร่งสบาย ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งนาสีเขียวขจี ลมพัดโชยกลิ่นรวงข้าวหอมอ่อนๆ เข้ามาผสมกับกลิ่นน้ำหมึกที่เพิ่งฝนใหม่ๆ
ป้ายไม้เหนือศาลาสลักคำว่า 'สำนักวิชาแห่งผืนดิน' ด้วยลายมือหวัดๆ แต่งดงามของจางหยวน
เด็กๆ ลูกหลานชาวบ้านและคนงานในไร่กว่ายี่สิบคน นั่งเรียงแถวกันตาแป๋ว เบื้องหน้ามีกระดานชนวนคนละแผ่น สำหรับพวกเขาแล้ว การได้เรียนหนังสือเป็นเรื่องเพ้อฝันที่ไกลเกินเอื้อม ปกติแล้วโอกาสเช่นนี้สงวนไว้สำหรับบุตรหลานขุนนางหรือคหบดีร่ำรวยเท่านั้น
"วันนี้เราจะเรียนเรื่องการคำนวณเบื้องต้น" บัณฑิตจางในชุดผ้าฝ้ายสะอาดตา (ที่หว่านเอ๋อร์จัดหาให้) ยืนอยู่หน้าชั้นเรียน แม้จะยังดูซูบผอมแต่แววตาของเขากลับมีประกายแห่งความมุ่งมั่น
ชาวบ้านที่แอบดูอยู่รอบนอกศาลาต่างพากันยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา พ่อเฒ่าคนหนึ่งถึงกับทรุดตัวลงกราบไปทางเรือนพักของหว่านเอ๋อร์ ปากพึมพำขอบคุณสวรรค์ที่ส่งนางฟ้ามาโปรด การที่ลูกหลานของพวกเขาได้จับพู่กัน คือเกียรติยศสูงสุดของวงศ์ตระกูลชาวนาอย่างพวกเขา
ไม่ใช่แค่เด็กๆ ในช่วงหัวค่ำหลังจากเสร็จงานในไร่ หว่านเอ๋อร์ยังกำหนดให้หัวหน้าคนงานและผู้ใหญ่ที่สนใจ เข้ามาเรียนวิชาชีพเพิ่มเติม ทั้งการทำบัญชีครัวเรือน และความรู้เกษตรกรรมแผนใหม่ที่นางถ่ายทอดผ่านบัณฑิตจาง
"การลงทุนกับคน คือการลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน" หว่านเอ๋อร์เปรยขึ้นขณะยืนกอดอกดูการเรียนการสอนอยู่ห่างๆ ข้างกายมีหลินต้าซานยืนยิ้มแก้มปริด้วยความภูมิใจ
"นายท่านขอรับ!" เสียงบัณฑิตจางดังขึ้นด้วยความตื่นเต้น เรียกความสนใจของหว่านเอ๋อร์
นางเดินเข้าไปในศาลาเรียน เห็นบัณฑิตจางกำลังยืนตะลึงอยู่หน้าโต๊ะของ 'เสี่ยวเฟิง' น้องชายคนเล็กของนาง บนกระดานชนวนของเสี่ยวเฟิงเต็มไปด้วยตัวเลขยึกยือ แต่ผลลัพธ์ที่เขียนไว้ด้านล่างกลับถูกต้องแม่นยำ
"ข้าให้โจทย์การคูณจำนวนสามหลักกับพวกเขา... คิดว่าคงไม่มีใครทำได้ แต่คุณชายน้อย..." จางหยวนมือสั่นเทา หยิบกระดานชนวนขึ้นมาดู "เขาไม่ได้ใช้ลูกคิดด้วยซ้ำ เขาแค่... มองแล้วเขียนคำตอบ"
หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้ว มองน้องชายตัวน้อยที่กำลังนั่งกัดพู่กันเล่นอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
"เสี่ยวเฟิง เจ้าคิดเลขพวกนี้ได้อย่างไร?" นางถาม
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น ยิ้มจนตาหยี "ท่านพี่ ข้าเห็นตัวเลขมันวิ่งชนกันในหัวขอรับ เหมือนเอาข้าวสารสองถุงมารวมกัน แล้วก็นับเม็ดข้าวแวบเดียวก็เสร็จแล้ว ง่ายนิดเดียว!"
จางหยวนสูดหายใจเฮือก "อัจฉริยะ... นี่คืออัจฉริยะด้านการคำนวณที่หาตัวจับยาก! แม่นางหลิน ข้าขอรับรองด้วยเกียรติของบัณฑิต หากส่งเสริมเขาดีๆ ในอนาคตเขาอาจจะได้เป็นเจ้ากรมคลังแห่งแผ่นดิน!"
หว่านเอ๋อร์ลูบศีรษะน้องชายเบาๆ ริมฝีปากกระตุกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ 'เจ้ากรมคลังหรือ? น้อยไปกระมัง... น้องชายข้าต้องเป็นมหาเศรษฐีผู้กุมชะตาเศรษฐกิจแผ่นดินต่างหาก'
บรรยากาศในไร่เต็มไปด้วยความหวังและพลังงานด้านบวก เสียงท่องหนังสือของเด็กๆ ดังประสานกับเสียงนกร้องขับขาน เป็นดนตรีแห่งความเจริญงอกงามที่ไพเราะที่สุด
ทว่า...
ในขณะที่แสงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า ทาบทอแสงสีส้มแดงลงบนหลังคาศาลาเรียน ลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งพัดวูบผ่านทุ่งนา ทำให้ยอดข้าวลู่ลมไหวเอนผิดธรรมชาติ
หว่านเอ๋อร์ที่กำลังหัวเราะกับท่าทางดีใจของเสี่ยวเฟิงพลันชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไป แววตาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย... กลิ่นอายสังหารแบบเดียวกับคืนที่จางหยวนปรากฏตัว แต่คราวนี้มันเข้มข้นกว่า และไม่ได้มาเพียงหนึ่ง
ที่ชายป่าด้านทิศตะวันออก เงาดำทะมึนหลายสายกำลังเคลื่อนไหววูบวาบราวกับภูตพราย สายตาอำมหิตจ้องมองมายังความสงบสุขของไร่สกุลหลิน ราวกับฝูงหมาป่าที่จดจ้องลูกแกะในคอก
ดูเหมือนช่วงเวลาฮันนีมูนของการสร้างโรงเรียนจะจบลงเร็วกว่าที่คิด... อดีตที่จางหยวนวิ่งหนี และอดีตของบิดานางที่ถูกฝังกลบ กำลังจะเดินทางมาบรรจบกันที่หน้าประตูบ้านเสียแล้ว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ผู้มาเยือนจากอดีต]**