ตอนที่ 144
***บทที่ 144: เบาะแสศัตรู***
"คนตระกูล... ตระกูลเซวี่ย! จากเมืองหลวง!"
ชื่อที่หลุดออกมาจากปากที่บวมเป่งราวกับไส้กรอกไหม้ไฟนั้น ทำให้ความเงียบสงัดยามราตรีดูวังเวงและน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น สายลมเย็นยะเยือกพัดกรูเกรียวผ่านยอดไม้ แต่มิอาจหนาวเหน็บเท่ากับบรรยากาศที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของหลินต้าไห่และหลินต้าซาน
หลินต้าซานที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้างถึงกับเบิกตากว้าง ร่างกายกำยำเกร็งเขม็ง เขาหันขวับไปมองหลินต้าไห่ผู้เป็นพี่ชาย "พี่ใหญ่... ตระกูลเซวี่ย? ใช่ตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ท่านเคยเล่าให้ฟังหรือไม่?"
หลินต้าไห่หน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก ราวกับภาพฝันร้ายในอดีตที่ถูกฝังกลบไปนานนับสิบปีได้ผุดขึ้นมาหลอกหลอนอีกครั้ง
"ข้า... ข้าคิดว่าพวกมันลืมเราไปแล้ว ข้าอุตส่าห์หนีมาไกลถึงเพียงนี้ เปลี่ยนชื่อแซ่ ซ่อนตัวในชนบท..." เสียงของบิดาแผ่วเบาเจือความสิ้นหวัง
หลินหว่านเอ๋อร์หรี่ตามองปฏิกิริยาของบิดาและอา นางไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวในอดีต แต่สัญชาตญาณนางพญาบอกนางว่า นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เพียงความขัดแย้งเล็กน้อย แต่มันคือความแค้นที่หมายจะ 'ล้างบาง' ให้สิ้นซาก
นางหันกลับไปจ้องมองหัวหน้าชุดดำที่นอนน้ำลายฟูมปาก น้ำตาไหลพรากด้วยความทรมานจากฤทธิ์พริกปีศาจ
"พวกมันสั่งเจ้ามาทำอะไรอีก นอกจากการเผาไร่?" น้ำเสียงของหว่านเอ๋อร์เรียบเย็น แต่คมกริบดุจใบมีดโกน
"มะ... มันบอกว่า..." ชายชุดดำพยายามเค้นเสียงผ่านลำคอที่แสบร้อนราวกับถูกไฟเผา "ให้ตัดรากถอนโคน... ฆ่าทุกคนในบ้านหลิน ไม่ให้เหลือแม้แต่ไก่สักตัว... เพื่อไม่ให้มีทายาทกลับไปทวงสิทธิ์..."
คำว่า 'ทวงสิทธิ์' สะกิดใจหว่านเอ๋อร์อย่างจัง นางปรายตามองบิดาแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด
"อาต้าซาน มัดพวกมันไว้ เอาไปขังในโรงเก็บฟืนหลังเก่า เอาน้ำเกลือกรอกปากพวกมัน อย่าให้ตาย แต่ก็อย่าให้สบาย" หว่านเอ๋อร์สั่งการเสียงเข้ม
หลินต้าซานรับคำสั่งทันที เขาและคนงานในไร่ช่วยกันลากร่างอันไร้เรี่ยวแรงของกลุ่มคนชุดดำออกไป ทิ้งให้เหลือเพียงหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์กับบิดาที่ยังคงยืนตัวแข็งทื่อ
"ท่านพ่อ..." หว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ "ข้าจะไม่ถามถึงอดีตในตอนนี้ เพราะมันแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ท่านต้องรู้ไว้ว่า การหนีไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป"
นางเงยหน้ามองดวงจันทร์ แววตาที่เคยขี้เล่นและสดใส บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำและดำมืดดุจบ่อน้ำพันปี
"หากเรามัวแต่ตั้งรับ รอให้พวกมันส่งนักฆ่ามาอีกชุด วันหนึ่งเราอาจพลาดพลั้ง ไฟไม่ได้ไหม้แค่ไร่ แต่อาจไหม้ถึงชีวิตพวกเราทุกคน"
หลินต้าไห่เงยหน้ามองบุตรสาวด้วยความตื่นตะลึง เขาเห็นเงาร่างของความเด็ดเดี่ยวที่ทาบทับลงบนร่างเล็กๆ นั้น "หว่านเอ๋อร์... เจ้าจะทำอะไร? ตระกูลเซวี่ยมีอิทธิพลล้นฟ้า เราเป็นเพียงชาวบ้าน..."
"ชาวบ้านที่มีเขี้ยวเล็บเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์แสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่งดงามแต่แฝงด้วยจิตสังหาร "ในเมื่อพวกมันต้องการตัดรากถอนโคน ข้าก็จะทำให้พวกมันรู้ว่า รากไม้ตระกูลหลินนั้นหยั่งลึกและแข็งแกร่งเพียงใด... จากนี้ไป เราจะไม่เป็นฝ่ายถูกล่า แต่เราจะเป็นผู้ล่าเสียเอง"
หว่านเอ๋อร์เดินกลับเข้าไปในห้องพักของตน นางจุดตะเกียงและนั่งลงที่โต๊ะทำงาน สมองอันชาญฉลาดประมวลผลแผนการอย่างรวดเร็ว
นางมีเครือข่ายการค้า... ผักปราณและปลานิลของนางส่งขายไปยังภัตตาคารใหญ่และเหลาอาหารทั่วเมือง รถม้าขนส่งสินค้าของนางวิ่งเข้าออกเมืองทุกวัน นี่คือสายข่าวชั้นดีที่นางมองข้ามไป
"พรุ่งนี้ข้าจะสั่งให้หัวหน้าคนส่งของกระจายข่าว และสืบหาความเคลื่อนไหวของคนแปลกหน้าที่มาจากเมืองหลวง โดยเฉพาะพวกที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเซวี่ย... พ่อค้าข่าวในตลาดมืด ข้าก็พอจะใช้เงินซื้อได้"
นางพึมพำกับตัวเอง พลางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก แต่แล้วมือของนางก็ชะงัก
ลำพังกำลังของนางและคนงานในไร่ อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับตระกูลใหญ่ระดับเมืองหลวง นางต้องการ 'ดาบ' ที่คมกริบกว่านี้ และ 'โล่' ที่แข็งแกร่งกว่ารั้วไม้ไผ่
ภาพใบหน้าของชายหนุ่มลึกลับผู้มีกลิ่นอายสูงศักดิ์และอันตรายผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ชายผู้ที่นางเคยช่วยชีวิตไว้และดูเหมือนจะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา
หว่านเอ๋อร์หยิบกระดาษเนื้อดีออกมาแผ่นหนึ่ง บรรจงเขียนข้อความสั้นๆ แต่ได้ใจความ ไม่ใช่การขอร้องอย่างน่าเวทนา แต่เป็นการเจรจาแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม
*‘ถึง คุณชายผู้มากับสายลม,*
*ไร่ของข้ามีหนูสกปรกจากเมืองหลวงลอบเข้ามา กลิ่นสาบของพวกมันบอกว่าเป็นคนของตระกูลเซวี่ย ข้ามีวิธีจัดการกับหนู แต่ข้าต้องการกับดักที่แข็งแรงกว่านี้ หากท่านปรารถนาสินค้าพิเศษจากข้าอย่างต่อเนื่อง ข้าเกรงว่าท่านต้องยื่นมือเข้ามาช่วยปัดเป่าแมลงวันพวกนี้เสียหน่อย... ข้ามีเบาะแสสำคัญที่อาจเป็นประโยชน์ต่อท่านเช่นกัน’*
นางพับจดหมายลงในซอง ปิดผนึกด้วยครั่งสีแดงเพลิง ก่อนจะเดินออกไปที่ระเบียง ผิวปากเป็นเสียงแหลมสูง
เพียงชั่วอึดใจ นกเหยี่ยวสีนิลตัวหนึ่งก็ร่อนลงมาเกาะที่ราวระเบียง มันคือสัตว์สื่อสารที่ชายหนุ่มผู้นั้นทิ้งไว้ให้เพื่อติดต่อในยามฉุกเฉิน
"ฝากไปให้ถึงมือเจ้านายของเจ้า" หว่านเอ๋อร์ผูกจดหมายกับขาเหยี่ยว พลางลูบขนมันเบาๆ เหยี่ยวหนุ่มส่งเสียงร้องรับก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีรัตติกาล หายลับไปกับความมืด
หว่านเอ๋อร์มองตามจนลับสายตา นางรู้ดีว่าสถานะของนางกำลังจะเปลี่ยนไป จากสาวชาวไร่ผู้มั่งคั่ง สู่ผู้เล่นในกระดานอำนาจที่เดิมพันด้วยชีวิต
แต่ก่อนที่จะรุกคืบ นางต้องสร้างเกราะป้องกันให้แน่นหนากว่านี้...
รุ่งเช้าวันถัดมา หว่านเอ๋อร์เรียกประชุมคนงานระดับหัวหน้าทั้งหมด รวมถึงหลินต้าซาน
"เตรียมรถม้าให้พร้อม" นางสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ใบหน้าปราศจากรอยยิ้มเล่นหัว "วันนี้ข้าจะเข้าเมือง ไม่ใช่เพื่อขายผัก แต่เพื่อไปเจรจาการค้าครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ไร่สกุลหลินเคยมีมา"
"เจรจากับใครหรือขอรับ คุณหนู?" หัวหน้าคนงานเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
หว่านเอ๋อร์หันกลับมา แววตาเป็นประกายวาววับดุจดวงดาว
"สมาคมพ่อค้าเมืองหยุนเจียง... ข้าจะทำให้ไร่ของเรากลายเป็นไข่ในหินที่ใครก็ไม่กล้าแตะต้อง!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พันธมิตรทางการค้าใหม่]**