ตอนที่ 145
***บทที่ 145: พันธมิตรทางการค้าใหม่***
ล้อรถม้าบดเบียดไปบนถนนหินแกรนิตของเมืองหยุนเจียง เสียงจอแจของผู้คนและร้านรวงสองข้างทางไม่ได้ทำให้ความสงบเยือกเย็นในดวงตาของหลินหว่านเอ๋อร์สั่นคลอนแม้แต่น้อย นางนั่งหลังตรงอยู่ภายในรถม้า มือเรียวบางลูบไล้ถ้วยชาเคลือบดินเผาที่ว่างเปล่า ทว่าในห้วงความคิดกลับเต็มไปด้วยแผนการที่วางเรียงซ้อนกันดุจกระดานหมากรุก
เบื้องหน้าของนางคืออาคารสูงสามชั้นที่ปลูกสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งราคาแพงแกะสลักลวดลายมังกรและเมฆา ป้ายอักษรสีทองขนาดใหญ่เขียนคำว่า ‘สมาคมพ่อค้าหยุนเจียง’ สะท้อนแสงอาทิตย์จนแสบตา ที่แห่งนี้คือศูนย์กลางอำนาจทางการเงินที่ควบคุมการไหลเวียนของสินค้าเกือบครึ่งแคว้น และเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านธรรมดาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง
“ถึงแล้วขอรับคุณหนู” เสียงคนขับรถม้าดังขึ้น
หว่านเอ๋อร์ก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่างาม อาภรณ์สีฟ้าอ่อนเรียบง่ายแต่ตัดเย็บประณีตขับเน้นให้ร่างเล็กดูโดดเด่นท่ามกลางพ่อค้าพุงพลุ้ยที่เดินเข้าออก นางเดินตรงไปยังประตูใหญ่โดยไม่ลังเล ยามเฝ้าประตูที่กำลังจะเอ่ยปากไล่ต้องชะงักเมื่อเห็นแววตาคมกริบและป้ายหยกเนื้อดีที่นางยื่นให้
“ข้ามาขอพบประธานสมาคม แจ้งเขาว่าหลินหว่านเอ๋อร์ จากไร่สกุลหลินมาเจรจาเรื่อง ‘ทองคำบนดิน’”
เพียงชั่วจิบชา หว่านเอ๋อร์ก็ได้เข้ามานั่งอยู่ในห้องรับรองชั้นบนสุด กลิ่นกำยานราคาแพงลอยอวลในอากาศ ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมแต่แววตาฉลาดเฉลียวดุจเหยี่ยวเก่านั่งอยู่ที่โต๊ะไม้จันทน์แดง เขามองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจระคนขบขัน
“แม่นางหลิน... ข้าได้ยินชื่อเสียงเรื่องผักวิเศษของเจ้ามาบ้าง แต่ไม่คิดว่าเจ้าของไร่จะเป็นเพียงดรุณีน้อยเช่นนี้” ประธานสมาคมพ่อค้า ‘เถิงจื่อจิง’ เอ่ยทักทาย รอยยิ้มการค้าฉาบอยู่บนใบหน้า “ที่บอกว่ามาเจรจาเรื่องทองคำบนดิน คงไม่ได้หมายถึงผักกาดขาวกระมัง?”
หว่านเอ๋อร์ไม่ตอบโต้ด้วยวาจา นางเพียงยิ้มบางๆ ก่อนจะหยิบตะกร้าใบเล็กที่นำติดตัวมาด้วย เปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นผลท้อลูกใหญ่ผิวเนียนละเอียดสีชมพูระเรื่อ ส่งกลิ่นหอมหวานฟุ้งไปทั่วห้องทันทีที่สัมผัสอากาศ ผลท้อจากมิติลับของนางไม่เพียงแต่รสชาติล้ำเลิศ แต่ยังมีสรรพคุณบำรุงกำลังวังชาที่หาที่เปรียบมิได้
“ท่านประธานเถิง ลองชิมดูก่อนเถิดเจ้าค่ะ แล้วค่อยตัดสินว่าสิ่งที่ข้านำมามีค่าพอจะเป็นทองคำหรือไม่”
เถิงจื่อจิงเลิกคิ้ว หยิบมีดเงินฝานชิ้นท้อเข้าปาก เพียงเคี้ยวเบาๆ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง รสหวานฉ่ำล้ำลึกระเบิดในปาก ความสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับได้ดื่มน้ำทิพย์
“นี่มัน...” เขาครางในลำคอ เก็บอาการตื่นเต้นไม่อยู่ “สินค้าชั้นยอด! หากส่งเข้าวังหลวง...”
“ช้าก่อนเจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์ขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น “วันนี้ข้าไม่ได้มาแค่ขายของ แต่ข้ามาหา ‘หุ้นส่วน’”
“หุ้นส่วน?” เถิงจื่อจิงวางมีดลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
หว่านเอ๋อร์ประสานสายตากับพ่อค้าใหญ่แห่งหยุนเจียงโดยไม่หลบเลี่ยง “ข้าต้องการเสนอขายหุ้นส่วนของไร่สกุลหลินจำนวนหนึ่งส่วน (10%) ให้แก่สมาคมพ่อค้าหยุนเจียง”
ความเงียบเข้าครอบงำห้องรับรองชั่วอึดใจ เถิงจื่อจิงหรี่ตาลง “เจ้ากำลังจะบอกว่า จะแบ่งกำไรหนึ่งในสิบให้ข้าเปล่าๆ งั้นหรือ? เด็กน้อย โลกการค้าไม่มีของฟรี เจ้าต้องการอะไรแลกเปลี่ยน?”
“ท่านกล่าวถูกต้อง ของฟรีไม่มีในโลก” หว่านเอ๋อร์คลี่พัดในมือเบาๆ “สิ่งที่ข้าต้องการแลกกับกำไรมหาศาลที่จะเติบโตขึ้นทุกปี คือ ‘โล่’ และ ‘ขา’ ของสมาคม”
นางขยับตัวเล็กน้อย โน้มตัวไปข้างหน้า “หนึ่ง ข้าต้องการให้สมาคมพ่อค้ารับผิดชอบการขนส่งสินค้าของไร่สกุลหลินทั้งหมดไปยังหัวเมืองต่างๆ ด้วยเครือข่ายเส้นทางที่ท่านมี และสอง... สำคัญที่สุด ข้าต้องการการคุ้มครอง ภายใต้นามของสมาคมพ่อค้าหยุนเจียง”
เถิงจื่อจิงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ สมองคำนวณผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็ว ผักผลไม้ของไร่สกุลหลินกำลังเป็นที่ต้องการอย่างบ้าคลั่ง หากได้ส่วนแบ่ง 10% โดยไม่ต้องลงแรงเพาะปลูก นับว่าเป็นกำไรมหาศาล แต่การให้ความคุ้มครอง...
“เจ้ากำลังมีภัยหรือ?” เขาถามอย่างรู้ทัน
“ไม้สูงย่อมต้องลม ยิ่งไร่ของข้ามั่งคั่ง ย่อมดึงดูดแมลงร้าย” หว่านเอ๋อร์ตอบอุปมา “แต่หากไร่สกุลหลินมีตราประทับของสมาคมพ่อค้าหยุนเจียง ใครที่คิดจะแตะต้องไร่ของข้า ก็เท่ากับประกาศศึกกับสมาคมพ่อค้าทั้งแคว้น ข้าไม่ได้ต้องการให้ท่านส่งคนไปเฝ้ายาม ข้าเพียงต้องการ ‘ธง’ ของท่านไปปักไว้หน้าไร่”
นางหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะงัดไม้ตายออกมา “และในอนาคตอันใกล้ ข้าจะมีสินค้าใหม่ออกมา... ชาชั้นเลิศที่ไม่เคยมีที่ไหนในแผ่นดินนี้ หากท่านตกลง สมาคมจะได้สิทธิ์ในการกระจายสินค้าชนิดนี้เป็นเจ้าแรก”
คำว่า ‘สินค้าใหม่’ และรสชาติของลูกท้อเมื่อครู่ ทำให้เถิงจื่อจิงตัดสินใจได้ไม่ยาก สัญชาตญาณพ่อค้าบอกเขาว่าเด็กสาวตรงหน้าไม่ได้เป็นเพียงชาวไร่ แต่คือนางพญาหงส์ที่กำลังจะสยายปีก การได้ร่วมเรือลำเดียวกับนางย่อมดีกว่าเป็นศัตรู
“หนึ่งส่วนแลกกับการขนส่งและการคุ้มครอง...” เถิงจื่อจิงยิ้มกว้าง ยื่นมือออกมา “ตกลง! ข้าชอบความใจถึงของเจ้า แม่นางหลิน สมาคมพ่อค้าหยุนเจียงยินดีต้อนรับพันธมิตรคนใหม่”
สัญญาถูกร่างขึ้นทันทีด้วยความรวดเร็ว ตราประทับสีแดงสดของสมาคมถูกประทับลงบนกระดาษเคียงคู่กับลายเซ็นของหลินหว่านเอ๋อร์
เมื่อเดินออกจากอาคารสมาคม ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ แสงสีส้มฉาบทาไปทั่วเมือง หว่านเอ๋อร์เก็บสัญญาฉบับนั้นไว้ในอกเสื้อ มันคือเกราะกำบังชั้นดีที่นางซื้อมาด้วยราคาแพง แต่คุ้มค่าแสนสาหัส
นางดึงคนนอกเข้ามาร่วมถือหุ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง หากตระกูลเซวี่ยหรือผู้มีอิทธิพลหน้าไหนคิดจะบีบบังคับนาง พวกมันจะต้องเจอกับกำแพงหินที่ชื่อว่าสมาคมพ่อค้า ซึ่งมีเส้นสายโยงใยไปถึงขุนนางในเมืองหลวง
“กลับไร่กันเถอะ” หว่านเอ๋อร์สั่งคนขับรถม้า
ขณะที่รถม้าเคลื่อนตัวออกไป รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว
เกราะป้องกันภายนอกสร้างเสร็จแล้ว... เหลือเพียง ‘หนอนบ่อนไส้’ ภายในที่ต้องกำจัดทิ้ง
ภาพของบ้านใหญ่สกุลหลิน ปู่ย่าและอาสะใภ้ใจคดที่คอยหาช่องทางสูบเลือดสูบเนื้อครอบครัวนางผุดขึ้นมาในความคิด คนพวกนี้เป็นเหมือนเนื้อร้าย หากไม่ตัดทิ้งให้เด็ดขาด วันหนึ่งมันจะลามมาทำลายทุกอย่างที่นางสร้าง
ถึงเวลาที่ต้องใช้กฎหมายจัดการขั้นเด็ดขาดเสียที นางจะไม่ยอมให้คำว่า ‘กตัญญู’ จอมปลอมมาเป็นโซ่ตรวนล่ามคอนางและท่านพ่อไว้อีกต่อไป
พรุ่งนี้... จะเป็นวันที่บ้านใหญ่สกุลหลินจะต้องจดจำไปชั่วชีวิต
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ตัดขาดบ้านใหญ่ถาวร (ทางนิตินัย)]**