ตอนที่ 147

***บทที่ 147: สินค้าพรีเมียม: ชาดอกไม้***

หลังจากกลับมาจากที่ว่าการอำเภอ หลินหว่านเอ๋อร์มิได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แม้เรื่องราวความวุ่นวายภายในครอบครัวจะคลี่คลายลงด้วยเอกสารตัดขาดฉบับนั้น แต่สัญชาตญาณความระแวดระวังภัยของนางกลับตื่นตัวยิ่งขึ้น

"โลกใบนี้ ผู้มีอำนาจคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์ แต่ผู้ที่มีเงินตราคือผู้ขับเคลื่อนโลก"

หญิงสาวพึมพำกับตนเองขณะเดินหายเข้าไปในเรือนพักส่วนตัว ลั่นดาลประตูแน่นหนา ก่อนจะวูบหายเข้าไปในมิติลับ

ภายในมิติ อากาศบริสุทธิ์สดชื่นอบอวลไปด้วยพลังปราณทิพย์เข้มข้น ทุ่งดอกไม้ที่นางเพียรปลูกเอาไว้บัดนี้บานสะพรั่งงดงามตระการตา ดอกเก๊กฮวยจักรพรรดิสีเหลืองทองอร่ามดอกใหญ่เท่าฝ่ามือส่งกลิ่นหอมเย็นซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ถัดไปไม่ไกลคือแปลงกุหลาบพันปีสีแดงสดราวโลหิตที่ดูเย้ายวนและลึกลับ

ดอกไม้เหล่านี้มิใช่ดอกไม้ธรรมดาที่หาได้ตามท้องตลาด มันได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยน้ำทิพย์และดินวิเศษในมิติ สรรพคุณทางยาของมันจึงเหนือล้ำกว่าโสมพันปีเสียอีก

"ข้าต้องการเงิน... เงินจำนวนมหาศาลเพื่อจ้างยอดฝีมือมาคุ้มกันท่านพ่อและน้องๆ"

แววตาของหว่านเอ๋อร์ฉายประกายมุ่งมั่น นางเริ่มลงมือเก็บเกี่ยวดอกไม้เหล่านั้นด้วยความทะนุถนอม เลือกเฉพาะดอกที่สมบูรณ์ที่สุด นำมาผ่านกระบวนการอบแห้งด้วยกรรมวิธีพิเศษในมิติที่ยังคงสีสันสดใสและกลิ่นหอมดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน

ทว่า สินค้าที่ดีย่อมต้องการบรรจุภัณฑ์ที่คู่ควร

หว่านเอ๋อร์ใช้เวลาตลอดบ่ายวาดแบบกล่องไม้ นางสั่งช่างไม้ฝีมือดีที่สุดในอำเภอให้เร่งแกะสลักกล่องจากไม้จันทน์หอม ด้านในบุด้วยผ้าไหมเนื้อดีสีทองอร่าม บนฝากล่องสลักลวดลาย 'บุปผาสวรรค์ร่ายรำ' ที่วิจิตรบรรจง

เมื่อดอกเก๊กฮวยจักรพรรดิและกุหลาบพันปีถูกบรรจุลงในกล่องไม้จันทน์หอม มันมิใช่แค่ชาดอกไม้... แต่มันคือเครื่องบรรณาการล้ำค่าที่แม้แต่เชื้อพระวงศ์ยังอาจมิเคยได้ลิ้มลอง

...

สามวันต่อมา ณ ห้องรับรองพิเศษของร้านค้าตระกูลหลิน

ข่าวลือเรื่อง 'ชาทิพย์รักษาความงาม' แพร่สะพัดไปในหมู่ฮูหยินและคุณหนูตระกูลเศรษฐีทั่งอำเภอราวกับไฟลามทุ่ง วันนี้หว่านเอ๋อร์จึงจัดงานเลี้ยงน้ำชาปิดลับ เชิญเฉพาะฮูหยินที่มีหน้ามีตาและกระเป๋าหนักที่สุดในเมืองมาร่วมงานเพียงสิบท่านเท่านั้น

บรรยากาศในห้องหอมตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นไม้จันทน์และกลิ่นหอมประหลาดที่ทำให้ผู้สูดดมรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เหล่าฮูหยินนั่งเรียงรายด้วยความใคร่รู้ สายตาจับจ้องไปที่กล่องไม้หรูหราที่วางอยู่เบื้องหน้า

"แม่นางหลิน ข่าวลือที่ว่าเจ้ามีชาวิเศษที่ช่วยให้ผิวพรรณกลับมาเต่งตึงดุจสาวแรกแย้มนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเพียงคำคุยโต?" ฮูหยินท่านนายอำเภอเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือแววคาดหวัง

หว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าไหมสีกลีบบัวแย้มยิ้มหวานละมุน นางมิได้ตอบคำถามในทันที แต่ค่อยๆ บรรจงคีบดอกเก๊กฮวยจักรพรรดิแห้งหนึ่งดอกลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบเนื้อบาง ก่อนจะรินน้ำร้อนที่ต้มจนเดือดพล่านลงไป

ทันทีที่น้ำร้อนสัมผัสกลีบดอกไม้ ภาพอัศจรรย์ก็ปรากฏแก่สายตา ดอกเก๊กฮวยที่แห้งเหี่ยวค่อยๆ คลี่บานออกอย่างช้าๆ ราวกับมีชีวิต กลีบสีเหลืองทองซ้อนกันเป็นชั้นๆ ลอยเด่นอยู่กลางน้ำใสกระจ่าง กลิ่นหอมหวนรุนแรงแต่ไม่ฉุนเฉียวลอยฟุ้งแตะจมูกทุกคน

"นี่คือ 'เก๊กฮวยจักรพรรดิ' เจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์อธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝัน "สรรพคุณของมันคือการล้างพิษร้อนในร่างกาย บำรุงสายตา และที่สำคัญที่สุด... มันช่วยขจัดฝ้ากระและความหมองคล้ำบนใบหน้า ทำให้ผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกเนื้อดี"

นางรินชาแจกจ่ายให้เหล่าฮูหยิน เมื่อน้ำชาสีทองอ่อนไหลผ่านลำคอ รสชาติหวานล้ำตามธรรมชาติโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลทำให้ดวงตาของพวกนางเบิกกว้าง ความร้อนวูบวาบไหลเวียนไปทั่วร่าง นำพาความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

"โอ้สวรรค์! ข้ารู้สึกเหมือนภาระหนักอึ้งบนบ่าหายไปสิ้น" ภรรยาคหบดีใหญ่แห่งเมืองอุทาน พลางลูบแก้มตนเอง "แถมรู้สึกว่าผิวหน้าชุ่มชื้นขึ้นทันตาเห็น!"

หว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก ก่อนจะหยิบอีกกล่องขึ้นมา "ส่วนกล่องนี้คือ 'กุหลาบพันปี' เจ้าค่ะ สรรพคุณเน้นเรื่องการไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เลือดฝาดสูบฉีด แก้มแดงระเรื่อดั่งผลท้อสุกปลั่ง และช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัย... หากดื่มติดต่อกันเจ็ดวัน สามีของพวกท่านจะต้องทักราวกับได้ภรรยาใหม่แน่นอนเจ้าค่ะ"

คำว่า 'สามีทัก' และ 'ชะลอริ้วรอย' เปรียบเสมือนมนตร์สะกดที่รุนแรงที่สุดสำหรับสตรีเหล่านี้

"ข้าเอา! ข้าเอาห้ากล่อง!" ฮูหยินท่านนายอำเภอผู้ซึ่งกังวลเรื่องริ้วรอยหางตามาตลอดรีบตะโกนขึ้นเป็นคนแรก โดยไม่ถามราคา

"ข้าด้วย! แม่นางหลิน ข้าขอเหมาเก๊กฮวยจักรพรรดิสิบกล่อง!"

"ข้าจองกุหลาบพันปีทั้งหมดที่มี!"

ความโกลาหลขนาดย่อมบังเกิดขึ้นในห้องรับรอง สตรีผู้สูงศักดิ์เหล่านี้ต่างลืมกิริยาสำรวม แย่งชิงกันสั่งซื้อสินค้าประหนึ่งกลัวว่าของจะหมด หว่านเอ๋อร์มองดูภาพตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ

"ทุกท่านใจเย็นๆ เจ้าค่ะ เนื่องจากวัตถุดิบเป็นของล้ำค่าหายาก ข้าจึงผลิตออกมาได้เพียงห้าสิบชุดเท่านั้น" หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ "ราคากล่องละหนึ่งร้อยตำลึงเงินเจ้าค่ะ"

หนึ่งร้อยตำลึงเงิน! ราคาเท่ากับค่าครองชีพของครอบครัวชาวบ้านทั่วไปถึงสิบปี แต่สำหรับเหล่าฮูหยินที่ต้องการยื้อแย่งความงามกลับคืนมา ราคานี้กลับดูคุ้มค่าแสนถูก

"หนึ่งร้อยตำลึงหรือ? ถูกยิ่งนัก! ข้าจ่ายสดเดี๋ยวนี้!"

ตั๋วเงินปึกใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะจนกองพะเนิน เหล่าฮูหยินต่างแย่งกันยัดเยียดเงินใส่มือหว่านเอ๋อร์ สินค้าล็อตแรกที่ตั้งใจจะขายทั้งเดือน กลับหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป

เมื่อส่งแขกเหรื่อกลับไปจนหมด หว่านเอ๋อร์นั่งนับตั๋วเงินกองโตในห้องทำงาน แววตาของนางเป็นประกายระยับ ยอดขายวันนี้ทำเงินได้ถึงห้าพันตำลึงเงิน!

"ด้วยเงินจำนวนนี้ ข้าสามารถจ้างสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งมาดูแลไร่ได้เป็นปี หรืออาจจะสร้างกองกำลังส่วนตัวขนาดย่อมๆ ได้เลยทีเดียว" หว่านเอ๋อร์พึมพำ แผนการขยายกิจการและสร้างป้อมปราการป้องกันครอบครัวเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

นางจัดเก็บตั๋วเงินเข้าหีบสมบัติอย่างมิดชิด ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงยามอัสดง

ทันใดนั้นเอง...

ครืน... ครืน...

เสียงฝีเกือกม้าจำนวนมากดังกึกก้องมาแต่ไกล พื้นดินสั่นสะเทือนเบาๆ ฝุ่นตลบฟุ้งขึ้นที่เส้นขอบฟ้าทางทิศเหนือ ชาวบ้านร้านตลาดต่างหยุดชะงักและมองไปทางต้นเสียงด้วยความตื่นตระหนก

หว่านเอ๋อร์รีบเดินออกไปที่ระเบียงร้าน หรี่ตามองไปยังขบวนม้าศึกสีดำทมึนที่กำลังควบตะบึงมุ่งหน้ามายังหมู่บ้านของนาง ธงทิวที่โบกสะบัดนั้นปักลวดลายพยัคฆ์คำรามอันน่าเกรงขาม

มิใช่ขบวนพ่อค้า... และมิใช่มือปราบจากอำเภอ

กลิ่นอายสังหารและรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากขบวนม้านั้นอย่างชัดเจน แม้จะอยู่ไกล แต่หว่านเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดา

"ใครกัน?" นางขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นรัวเร็วขึ้น "ศัตรู... หรือมิตร?"

ขบวนม้านั้นหยุดลงที่หน้าทางเข้าไร่ของนางพอดี ผู้นำขบวนเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะอ่อนสีดำสนิท ใบหน้าซ่อนอยู่ภายใต้เงามืดของหมวกเหล็ก เขาตวาดสั่งการเสียงดังกังวานจนได้ยินไปทั่ว

"หยุด! ตั้งค่าย! เราจะพักที่นี่!"

หว่านเอ๋อร์กำมือแน่น จ้องมองไปยังบุรุษผู้นั้น ลางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่า... การมาของคนกลุ่มนี้ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของนางและครอบครัวไปตลอดกาล

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การกลับมาของชายหนุ่ม (เปิดเผยตัวตน)]**