ตอนที่ 151

***บทที่ 151: เงาอดีตและคลื่นใต้น้ำ***

ราตรีกาลคลี่คลุมลงมาอย่างเงียบเชียบ ความมืดมิดกลืนกินแสงสุดท้ายของตะวันไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงแสงจันทร์กระจ่างตาที่สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำในบ่อเลี้ยงปลา เกิดเป็นประกายระยิบระยับดั่งเกล็ดมังกรเงิน แม้ทิวทัศน์จะงดงามปานภาพวาดพู่กันจีนเพียงใด แต่ความเงียบงันภายในเรือนพักหลักกลับหนาทึบจนแทบจับต้องได้

หลังจากลงจากหอสังเกตการณ์ หลินหว่านเอ๋อร์เดินกลับเข้ามาในโถงกลางที่บัดนี้ดูว่างเปล่ากว่าปกติ เก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ที่บิดามักนั่งจิบชายามค่ำวางอยู่อย่างโดดเดี่ยว กลิ่นอายความอบอุ่นที่เคยมีจางหายไปพร้อมกับการเดินทางไกลของเขา นางทอดถอนใจเบาๆ แม้ภายนอกจะดูเข้มแข็งดุจเหล็กกล้า แต่ลึกๆ แล้วความว้าเหว่ก็เริ่มกัดกินหัวใจดวงน้อย

ในยามที่บิดาอยู่ นางอาจจะทำตัวเก่งกาจเจ้าแผนการเพียงใด ก็ยังรู้ว่ามีภูเขาใหญ่ให้พิงหลัง แต่ยามนี้... นางคือภูเขาลูกนั้น

"พี่ใหญ่..."

เสียงเรียกแผ่วเบาดึงสติของนางกลับมา หลินหว่านเอ๋อร์หันไปมองยังต้นเสียง เห็นหลินเสี่ยวเฟิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวเล็ก แสงเทียนส่องกระทบใบหน้าด้านข้างที่เริ่มฉายแววเติบโตเกินวัย

"ดึกป่านนี้แล้ว เหตุใดยังไม่เข้านอนอีก?" นางเดินเข้าไปหา น้ำเสียงอ่อนโยนลงหลายส่วน

บนโต๊ะเต็มไปด้วยสมุดบัญชีเล่มหนาและลูกคิดไม้ที่ผ่านการใช้งานจนเงาวับ เสี่ยวเฟิงเงยหน้าขึ้น ดวงตามุ่งมั่นฉายชัด "ข้าอยากช่วยท่าน... พ่อไม่อยู่ ท่านต้องดูแลทั้งไร่ ทั้งคนงาน ข้าไม่อยากเป็นเพียงเด็กที่รอคนมาป้อนข้าวป้อนน้ำ ข้าอยากอ่านบัญชีให้เป็น จะได้ช่วยท่านตรวจสอบตัวเลขพวกนี้"

หว่านเอ๋อร์มองน้องชายด้วยความตื้นตัน นางลูบศีรษะเขาเบาๆ "เจ้าทำได้ดีมาก แต่อย่าหักโหมจนเสียสุขภาพ บัญชีพวกนี้พรุ่งนี้ค่อยดูต่อก็ได้"

"ข้าไม่เหนื่อยขอรับ" เด็กชายตอบพลางดีดลูกคิดเสียงดังเปาะแปะอย่างคล่องแคล่วขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก "ท่านพ่อบอกว่า พี่ใหญ่แบกรับภาระหนักอึ้ง ข้าเป็นผู้ชายคนเดียวที่เหลืออยู่ในบ้าน ต้องเป็นแขนขวาให้ท่าน"

คำพูดของน้องชายเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ หว่านเอ๋อร์ยิ้มบางๆ ความโดดเดี่ยวเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น "ดี... เช่นนั้นเจ้าจงรีบฝึกฝน วันหน้าหากกิจการเราขยายไปทั่วแคว้น ข้าคงต้องพึ่งพา 'สมุห์บัญชีน้อย' ผู้นี้แล้ว"

...

รุ่งเช้ามาเยือนพร้อมกับหมอกจางๆ ที่ปกคลุมไร่สุขสำราญ

หว่านเอ๋อร์ในชุดทะมัดทะแมงสีเขียวอ่อนเดินตรวจตราความเรียบร้อยบริเวณหน้าไร่ ทว่าเช้านี้บรรยากาศกลับดูผิดแผกไป สัญชาตญาณอันเฉียบคมที่นางได้มาจากการฝึกฝนจิตและดื่มน้ำทิพย์วิเศษในมิติ ร้องเตือนถึงความผิดปกติ

"คุณหนูขอรับ" หัวหน้าคนงานวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ใบหน้าฉายแววกังวล "เมื่อเช้ามืด พวกคนงานที่ผลัดเวรยามแจ้งว่าเห็นเงาคนตะคุ่มๆ แถวแนวรั้วด้านทิศตะวันตก พอตะโกนถาม พวกมันก็รีบหนีหายไปในป่าไผ่ขอรับ"

ดวงตาหงส์ของหลินหว่านเอ๋อร์หรี่ลงเล็กน้อย ประกายอำมหิตวาบผ่าน "ทิศตะวันตก... ตรงนั้นเป็นจุดที่รั้วยังไม่แข็งแรงดีนัก ดูท่าพวกหนูสกปรกคงเริ่มได้กลิ่นของดีในไร่เราแล้วสินะ"

หลังจากบิดาเดินทางเข้าเมืองหลวง ข่าวลือเรื่องความมั่งคั่งของไร่สุขสำราญคงแพร่สะพัดไปไกล ย่อมดึงดูดทั้งมิตรและศัตรู ยิ่งรู้ว่าเหลือเพียงสตรีและเด็กดูแลไร่ พวกโจรหรือผู้ไม่หวังดีคงคิดว่าง่ายดายที่จะฉกฉวยผลประโยชน์

"จะให้ข้าเพิ่มเวรยามไหมขอรับ? หรือจะไปจ้างคนจากสำนักคุ้มภัยมาเพิ่ม?" หัวหน้าคนงานเสนอ

"คนมากความก็มาก ยิ่งจ้างคนนอก ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกแทรกซึม" หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าช้าๆ ริมฝีปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ "ข้ามีวิธีที่ดีกว่านั้น... ท่านลุงจาง ท่านจำฝูงห่านขาวที่ข้าให้คนไปกว้านซื้อมาจากหมู่บ้านข้างๆ เมื่อวานได้หรือไม่?"

"ห่านหรือขอรับ?" หัวหน้าคนงานทำหน้างุนงง "พวกมันร้องเสียงดังน่ารำคาญจะตายไป จะเอามาทำแกงหรือขอรับ?"

"หึๆ แกงหรือ? เก็บไว้กินทีหลังเถอะ ตอนนี้พวกมันมีหน้าที่สำคัญกว่านั้น" นางหัวเราะในลำคอ "สุนัขเฝ้าบ้านอาจถูกติดสินบนด้วยเนื้อติดกระดูกชิ้นโต แต่ห่าน... พวกมันคืออสูรร้ายในคราบสัตว์ปีก หวงถิ่น สายตาดีเยี่ยมแม้ในยามค่ำคืน และที่สำคัญ... เสียงร้องของพวกมันดังยิ่งกว่ากลองศึก"

หว่านเอ๋อร์สั่งการด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ย้ายฝูงห่านทั้งห้าสิบตัวไปปล่อยเลี้ยงไว้ตามแนวรั้วทิศตะวันตกและจุดบอดต่างๆ สร้างเล้าชั่วคราวให้พวกมัน แล้วกำชับคนงานห้ามให้อาหารพวกมันจนอิ่มเกินไป ให้พวกมันหิวโซและหงุดหงิดเข้าไว้"

นางหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสริม "นี่คือ 'ระบบเตือนภัยธรรมชาติ' ที่ข้าภูมิใจนำเสนอ ใครที่กล้าย่างกรายเข้ามา จะต้องได้ลิ้มรสจะงอยปากเหล็กของพวกมัน!"

ตลอดทั้งบ่าย การโยกย้ายและจัดวางกำลังพล 'ทหารห่าน' เป็นไปอย่างคึกคัก ห่านตัวใหญ่สีขาวปลอดส่งเสียงร้องขู่ฟ่อๆ ทุกครั้งที่มีคนเข้าใกล้ ดูดุร้ายยิ่งกว่าสุนัขเสียอีก หว่านเอ๋อร์มองดูผลงานด้วยความพึงพอใจ นางยังสั่งให้ขุดหลุมพรางตื้นๆ และวางกับดักเชือกง่ายๆ เสริมเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง

...

ยามรัตติกาลมาเยือนอีกครั้ง คืนนี้ไร่สุขสำราญเงียบสงัดยิ่งกว่าคืนก่อน เมฆดำเคลื่อนตัวมาบดบังดวงจันทร์จนมืดมิด เหมาะแก่การลักลอบกระทำการชั่วร้ายยิ่งนัก

หว่านเอ๋อร์ไม่ได้เข้านอน นางนั่งจิบชาเก๊กฮวยอยู่ในห้องโถงที่ดับไฟมืดสนิท ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัว

*ก้าบ! ก้าบ! ก้าบ!!!*

ทันใดนั้น เสียงร้องระเบ็งเซ็งแซ่ของฝูงห่านก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทิศตะวันตก เสียงนั้นแหลมสูงและเกรี้ยวกราดราวกับเสียงกรีดร้องของภูตพราย ผสานกับเสียงร้องโวยวายของมนุษย์ที่ดังแทรกขึ้นมา

"โอ๊ย! ช่วยด้วย! มันจิกข้า! ออกไปนะเจ้าสัตว์นรก!"

"ระวัง! มีหลุม... อ๊ากกก!"

ความโกลาหลเกิดขึ้นท่ามกลางความมืด เสียงปีกพึ่บพั่บและเสียงฝีเท้าวิ่งหนีอลหม่านดังก้องไปทั่ว

หว่านเอ๋อร์วางถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยท่วงท่าสง่างาม เสียงกระเบื้องกระทบไม้ดังกังวานในความเงียบภายในห้อง นางลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาในความมืดทอประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี

"ดูเหมือนแขกยามวิกาลจะมาถึงแล้ว..." นางพึมพำกับตนเอง ก่อนจะคว้าตะเกียงเดินออกไปที่หน้าประตู ซึ่งบัดนี้เหล่าคนงานพร้อมอาวุธครบมือได้มารวมตัวกันตามแผนที่วางไว้

ทว่า สิ่งที่รอคอยนางอยู่ที่แนวรั้วทิศตะวันตกนั้น ไม่ใช่เพียงแค่โจรต๊อกต๋อยธรรมดาอย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่เป็นบางสิ่งที่อาจสั่นคลอนรากฐานของไร่สุขสำราญได้มากกว่านั้น

ท่ามกลางวงล้อมของฝูงห่านที่กำลังไล่จิกตีผู้บุกรุกอย่างบ้าคลั่ง แสงคบเพลิงส่องกระทบใบหน้าของชายชุดดำผู้หนึ่งที่พลาดท่าตกลงไปในหลุมพราง เขากำลังพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมา แต่สิ่งที่ทำให้หว่านเอ๋อร์ต้องขมวดคิ้วแน่น ไม่ใช่สภาพอันน่าสมเพชของเขา แต่เป็น 'ตราสัญลักษณ์' ที่หลุดออกมาจากอกเสื้อของชายผู้นั้น...

ตราประทับรูปกิเลนเหยียบเมฆ!

นี่ไม่ใช่โจรป่า แต่เป็นคนของตระกูลใหญ่จากในเมือง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน]**