ตอนที่ 152
***บทที่ 152: วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน***
รุ่งอรุณสาดแสงสีทองจับขอบฟ้า ขับไล่ความมืดมิดและกลิ่นอายคาวเลือดจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อคืนวานจนจางหายไป แม้ปริศนาเรื่องตราสัญลักษณ์ 'กิเลนเหยียบเมฆ' จะยังคั่งค้างอยู่ในใจ แต่หลินหว่านเอ๋อร์ทราบดีว่าชีวิตเกษตรกรนั้นหยุดรอไม่ได้ นางเก็บตราหยกชิ้นนั้นลงในกล่องไม้พะยูงอย่างมิดชิด ก่อนจะสลัดความกังวลทิ้งไป เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่ากลัวยิ่งกว่านักฆ่า... นั่นคือ 'ความหิวโหย' ของพืชผลในไร่
การขยายพื้นที่เพาะปลูกไปยังเนินเขาฝั่งตะวันตกดำเนินไปอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ผืนดินที่เคยแห้งแล้งบัดนี้ถูกพลิกฟื้นจนร่วนซุย เตรียมพร้อมสำหรับการลงกล้าผักชุดใหม่ ทว่าปัญหาร้ายแรงกลับปะทุขึ้น เมื่อลุงจาง หัวหน้าคนงานวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน
"คุณหนูใหญ่! แย่แล้วขอรับ ปุ๋ยหมักสูตรพิเศษที่ท่านปรุงไว้... หมดเกลี้ยงแล้วขอรับ!"
หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วเรียวงามขึ้นเล็กน้อย "หมดแล้ว? ข้าคำนวณไว้แล้วว่าน่าจะพอใช้ถึงสิ้นเดือนมิใช่หรือ"
"เรียนคุณหนู พืชผักในแปลงเก่าเติบโตเร็วเกินไปจนน่าตกใจ พวกมันกินปุ๋ยดุเดือดราวกับปีศาจหิวโซ ส่วนแปลงใหม่ทางทิศตะวันตกดินยังจืดนัก ต้องใช้ปุ๋ยรองก้นหลุมจำนวนมหาศาลขอรับ"
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ การที่พืชผักเติบโตเร็วนั้นเป็นผลมาจากน้ำทิพย์วารีสวรรค์ที่นางผสมลงไปเจือจาง แต่มันก็เร่งอัตราการดูดซึมสารอาหารในดินจนหมดเร็วขึ้นเช่นกัน หากขาดปุ๋ยตอนนี้ ผักชุดใหม่ย่อมแคระแกร็น ขายไม่ได้ราคา
"เตรียมรถม้า ข้าจะไปเจรจาขอซื้อมูลสัตว์จากหมู่บ้านข้างเคียง" นางสั่งการด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
ทว่า การเดินทางไปเจรจาการค้าครั้งนี้กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ณ ลานตากมูลสัตว์ของหมู่บ้านสันเขา พ่อค้าคนกลางรูปร่างท้วม ผิวหน้ามันเยิ้มด้วยเหงื่อและคราบไคล นั่งกระดิกเท้าอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ เมื่อเห็นหว่านเอ๋อร์เดินเข้ามา แววตาของเขาก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอกเห็นลูกแกะ
"โอ้! แม่นางหลินจากไร่สุขสำราญ ได้ยินกิตติศัพท์มานานว่าร่ำรวยนัก" พ่อค้าแซ่หม่าเอ่ยทักเสียงแหลม "วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงกองขี้หมูขี้วัวของข้าเล่า"
"ข้าต้องการซื้อมูลวัวตากแห้งห้าสิบเกวียน และมูลไก่อีกสามสิบเกวียน" หว่านเอ๋อร์ไม่อ้อมค้อม นางแจ้งความประสงค์พร้อมเสนอราคาตลาดที่เป็นธรรม
พ่อค้าหม่าหัวเราะร่า พุงกระเพื่อมจนน่ารังเกียจ "ราคานั้นมันเมื่อเดือนก่อนขอรับคุณหนู ตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าไร่ของท่านขยายใหญ่โต ผักงามจนส่งขายเข้าวังได้ ของดีแบบนี้... ข้าขอคิดราคาเพิ่มสามเท่า!"
"สามเท่า!" หว่านเอ๋อร์ทวนคำ แววตาคมกริบดุจกระบี่ออกจากฝัก "เจ้าคิดจะปล้นกันกลางวันแสกๆ หรือ มูลสัตว์พวกนี้หากเจ้าไม่ขายข้า มันก็เป็นเพียงกองขยะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้าน"
"ถ้าไม่ซื้อก็เชิญ!" พ่อค้าหม่าทำท่าไขสืออย่างถือดี "ข้ารู้ว่าท่านร้อนใจ หากไม่มีปุ๋ย ผักในไร่ของท่านก็รอวันเหี่ยวแห้ง ถึงตอนนั้นอย่าซมซานกลับมาขอซื้อข้าก็แล้วกัน!"
หว่านเอ๋อร์แค่นเสียง "ฮึ! คนอย่างหลินหว่านเอ๋อร์ ยอมหักไม่ยอมงอ ให้ข้าเอาเงินไปโยนทิ้งแม่น้ำ ยังดีกว่าให้คนหน้าเลือดอย่างเจ้า!"
นางสะบัดชายแขนเสื้อเดินจากมาอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้พ่อค้าหม่ามองตามด้วยความงุนงงระคนเคียดแค้น
ระหว่างทางกลับเข้าหมู่บ้าน หว่านเอ๋อร์สังเกตเห็นชาวบ้านจับกลุ่มซุบซิบกันอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สตรีร่างท้วมสวมชุดสีฉูดฉาด ผู้ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก 'ป้าสะใภ้ใหญ่' หวังชุนฮวา
"ข้าบอกพวกเจ้าแล้ว!" เสียงแหลมปรี๊ดของป้าสะใภ้ใหญ่ดังลอยมาตามลม "ผักของนังเด็กนั่นมันโตวันโตคืนผิดปกติ ผักบ้านใครจะเขียวชอุ่มขนาดนั้นในเวลาไม่กี่วันถ้าไม่ใช่เพราะมนต์ดำ! ข้าเห็นกับตาว่าตอนดึกๆ มีเงาตะคุ่มๆ ร่ายรำอยู่ในแปลงผัก มันต้องเลี้ยงภูตผีปีศาจไว้ช่วยพรวนดินแน่ๆ!"
"จริงหรือป้าหวัง? มิน่าเล่า หมู่นี้ข้ารู้สึกขนลุกเวลาเดินผ่านไร่สุขสำราญ" ชาวบ้านผู้หนึ่งเออออ
"ย่อมจริงสิ! นี่ข้าได้ยินมาว่ามันกำลังหาซื้อของเน่าเหม็นพวกมูลสัตว์ไปเซ่นไหว้ผีสาง ระวังเถอะ หมู่บ้านเราจะเกิดอาเพศเพราะนางปีศาจตนนี้!"
ผู้ใหญ่บ้านที่ยืนอยู่แถวนั้นมีสีหน้าลำบากใจ อยากจะเอ่ยปากห้ามปรามแต่ก็ถูกเสียงโวยวายของป้าสะใภ้ใหญ่กลบจนมิด
หว่านเอ๋อร์นั่งอยู่บนรถม้า ได้ยินทุกถ้อยคำชัดเจน นางเพียงแต่ยกระดับสายตามองผ่านกลุ่มคนเหล่านั้นไปราวกับเป็นเพียงฝุ่นผง "ปล่อยข่าวลือเรื่องปีศาจงั้นหรือ... ป้าสะใภ้ใหญ่ ช่างสรรหาวิธีรนหาที่ตายได้เก่งนัก"
เมื่อกลับถึงเรือน หว่านเอ๋อร์สั่งปิดประตูห้องและเข้าสู่มิติลับทันที
นางเดินตรงไปยังโซนป่าดิบชื้น พลางครุ่นคิดวิธีแก้ปัญหา การซื้อปุ๋ยจากภายนอกมีความเสี่ยงทั้งเรื่องราคาและคุณภาพ อีกทั้งยังถูกศัตรูฉวยโอกาสได้ง่าย นางจำเป็นต้องพึ่งพาตนเอง
สายตาของนางเหลือบไปเห็นไส้เดือนดินตัวอ้วนพีที่กำลังชอนไชอยู่ใต้กองใบไม้ผุในมิติ ไส้เดือนในมิตินี้ได้รับอิทธิพลจากไอวิญญาณ ตัวใหญ่กว่าปกติถึงสองเท่าและมีสีแดงระเรื่อดั่งทับทิม
"จริงสิ... ทำไมข้าถึงนึกไม่ถึงนะ" ดวงตาหงส์เป็นประกายวาบ "ราชาแห่งการพรวนดิน โรงงานผลิตปุ๋ยที่มีชีวิต!"
หว่านเอ๋อร์ลงมือทันที นางใช้พลังจิตควบคุมไม้ไผ่ในมิติมาประกอบเป็นชั้นคอนโดเลี้ยงไส้เดือนสูงห้าชั้น วางเรียงรายกันนับสิบแถว จากนั้นจึงรวบรวมเศษผักและมูลสัตว์ที่เหลืออยู่ในมิติมาเป็นอาหาร
ไส้เดือนสวรรค์เหล่านี้มีความสามารถพิเศษ นอกจากจะขยายพันธุ์ได้รวดเร็วราวกับเสกมนตร์แล้ว 'มูลไส้เดือน' ที่พวกมันขับถ่ายออกมายังเป็นสุดยอดปุ๋ยหมักที่มีธาตุอาหารเข้มข้นกว่าปุ๋ยคอกทั่วไปถึงสิบเท่า! มันคือ 'ทองคำสีดำ' ที่จะเนรมิตให้พืชผลเติบโตแข็งแรง ต้านทานโรค และมีรสชาติหวานกรอบล้ำเลิศ
ด้วยความต่างของเวลาในมิติ เพียงไม่กี่ชั่วยาม (ในมิติ) หว่านเอ๋อร์ก็ได้กองทัพไส้เดือนนับหมื่นตัวที่กำลังย่อยสลายเศษอินทรียวัตถุอย่างขยันขันแข็ง กลิ่นหอมของดินร่วนซุยตลบอบอวล ปราศจากกลิ่นเหม็นเน่าโดยสิ้นเชิง
"ด้วยสิ่งนี้... ปัญหาเรื่องปุ๋ยก็จะหมดไป แถมยังได้ผลผลิตที่ดีกว่าเดิม" หว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก พลางตักปุ๋ยมูลไส้เดือนเนื้อละเอียดสีดำสนิทขึ้นมาพิจารณา "ส่วนเรื่องข่าวลือปีศาจของป้าสะใภ้ใหญ่..."
นางวางพลั่วลง แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบและทรงอำนาจ
"ในเมื่อพวกท่านกล่าวหาว่าข้าใช้มนต์ดำเลี้ยงผัก เช่นนั้นข้าก็จะแสดงให้เห็นว่า 'รสชาติแห่งสวรรค์' ที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร และจะใช้มันตบปากคนที่ชอบนินทาให้หุบปากสนิทไปตลอดกาล!"
นางก้าวออกจากมิติพร้อมถุงปุ๋ยตัวอย่างในมือ ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงโจร แต่เป็นเสียงของชาวบ้านจำนวนมากที่ถูกปลุกปั่นโดยป้าสะใภ้ใหญ่ พวกเขามายืนออเพื่อกดดันให้หว่านเอ๋อร์ชี้แจงเรื่อง 'ผักปีศาจ'
หว่านเอ๋อร์เปิดประตูเรือนออกไปเผชิญหน้ากับฝูงชน แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องกระทบร่างระหงที่ยืนตระหง่าน รอยยิ้มงดงามแต่แฝงไว้ด้วยคมมีดปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"พวกท่านอยากรู้ความลับของข้านักใช่หรือไม่?" นางเอ่ยเสียงกังวาน "ดี! พรุ่งนี้ยามเย็น ข้าจะจัดงานเลี้ยงครั้งใหญ่ เชิญทุกคนในหมู่บ้านมาร่วมพิสูจน์ด้วยลิ้นของตนเอง ว่าผักของข้าเป็นของขวัญจากสวรรค์ หรือคำสาปจากนรกกันแน่!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เมนูใหม่: หมูหันหนังกรอบ]**