ตอนที่ 153

***บทที่ 153: เมนูใหม่: หมูหันหนังกรอบ***

ยามรุ่งสางมาเยือน หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้หลับใหลอย่างสุขสบายเช่นทุกวัน ทว่านางตื่นขึ้นมาบัญชาการเตรียมงานในโรงเรือนข้างบ้านตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขัน เพื่อรับมือกับ "สงครามน้ำลาย" ที่ป้าสะใภ้ใหญ่เป็นผู้จุดชนวน นางเลือกที่จะใช้ "สงครามปลายจวัก" เป็นเครื่องมือในการตอบโต้

หมูตัวอ้วนพีสามตัวถูกล้างทำความสะอาดจนเกลี้ยงเกลา เครื่องในถูกควักออกและหมักด้วยเครื่องเทศสูตรเฉพาะที่นางผสมขึ้นเองภายในมิติ ภายในท้องหมูยัดด้วยสมุนไพรดับคาวทั้งขิงแก่ ต้นหอม และโป๊ยกั๊ก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด... คือเคล็ดลับที่จะทำให้หนังหมูกรอบดุจกระจกแก้ว

ในถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็ก มีของเหลวใสสีอำพันจางๆ ส่งกลิ่นเปรี้ยวละมุนที่ไม่บาดจมูก มันคือ 'น้ำส้มสายชูหมักจากข้าวหอม' ที่นางหมักทิ้งไว้ในมิติ เวลาในมิติที่เดินเร็วกว่าโลกภายนอกทำให้น้ำส้มสายชูไหเล็กนี้มีความเข้มข้นและกลิ่นหอมล้ำลึกชนิดที่น้ำส้มสายชูทั่วไปในท้องตลาดมิอาจเทียบติด

"ทาน้ำส้มสายชูผสมเหล้าจีนลงบนหนังหมูให้ทั่ว แล้วผึ่งลมให้แห้งสนิท" หว่านเอ๋อร์สั่งคนงานอย่างคล่องแคล่ว "จำไว้ว่าต้องทาให้ทั่วทุกตารางนิ้ว หากจุดไหนไม่โดนน้ำส้มสายชูวิเศษนี้ มันจะไม่พองกรอบ"

เหล่าคนงานแม้จะงุนงงกับวิธีทำที่ดูยุ่งยาก แต่เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของนายหญิง พวกเขาก็ลงมือทำตามอย่างขยันขันแข็ง

เมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำลงสู่ทิศตะวันตก ยามโหย่ว (17.00 – 19.00 น.) ก็มาถึง ลานกว้างหน้าเรือนตระกูลหลินถูกเนรมิตให้กลายเป็นลานงานเลี้ยงขนาดย่อม กองไฟขนาดใหญ่สามกองถูกก่อขึ้น ถ่านไม้แดงฉานส่งไอร้อนระอุ ราวเหล็กเสียบหมูทั้งตัวถูกพาดวางอยู่เหนือเปลวไฟ

ชาวบ้านเริ่มทยอยกันมาตามคำท้าทาย ส่วนใหญ่มาด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างก็มาเพื่อจับผิดตามคำยุยงของป้าสะใภ้ใหญ่ที่ซุบซิบว่า 'ผักปีศาจกินแล้วจะท้องร่วง' แต่เมื่อพวกเขามาถึงหน้างาน เสียงซุบซิบเหล่านั้นกลับเริ่มแผ่วเบาลง...

กลิ่น... กลิ่นหอมที่ไม่อาจต้านทานได้กำลังลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งหมู่บ้าน!

ไขมันใต้ผิวหนังของหมูที่โดนความร้อนค่อยๆ ละลายหยดลงบนถ่านไม้ ดัง *ฉ่า... ฉ่า...* ส่งกลิ่นหอมของมันหมูย่างรมควันฟุ้งกระจาย ผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศที่ยัดไว้ในท้องหมู แต่นั่นยังไม่น่าตื่นตะลึงเท่ากับภาพที่ปรากฏแก่สายตา

หนังหมูที่ถูกเคลือบด้วยน้ำส้มสายชูสูตรลับจากมิติ เมื่อถูกความร้อนเลียไล้ มันค่อยๆ พองตัวขึ้นทีละน้อย ผิวที่เคยเรียบตึงเริ่มปูดพองเป็นเม็ดเล็กๆ สีทองอร่ามราวกับทองคำเปลวที่กำลังเต้นระบำ มันวาววับสะท้อนแสงไฟ ดูน่ารับประทานจนแทบหยุดหายใจ

"นั่นมัน... หมูย่างหรือทองคำกันแน่?" ชาวบ้านคนหนึ่งกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ดวงตาจ้องมองหมูหันหนังกรอบตาไม่กะพริบ ลืมเรื่องปีศาจไปจนหมดสิ้น

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกถือมีดแล่เนื้อคมกริบ นางสวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน รอยยิ้มมั่นใจประดับบนใบหน้า

"เชิญทุกท่าน!" นางประกาศก้อง พลางตวัดมีดลงบนตัวหมู

*กร๊อบ!*

เสียงมีดที่เฉือนผ่านหนังหมูดังสนั่นราวกับเสียงแตกของกระเบื้องเคลือบชั้นดี เพียงแค่เสียงนั้นก็ทำให้ฝูงชนที่ยืนล้อมวงอยู่ถึงกับขนลุกซู่ด้วยความหิวโหย หว่านเอ๋อร์บรรจงแล่หนังหมูกรอบชิ้นพอดีคำวางลงบนจาน พร้อมเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ จัดวางคู่กับผักสดกรอบๆ ที่เพิ่งเก็บจากแปลง—ผักที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผักปีศาจ

"ใครกล้าพิสูจน์เป็นคนแรก?" นางท้าทาย

ความเงียบปกคลุมอยู่เพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่ลุงหวัง หัวหน้าคนงานที่ภักดีจะก้าวออกมาเป็นคนแรก "ข้ากินเอง! ผักของแม่นางหลินทำให้ครอบครัวข้าไม่อดตาย ข้าไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดาบ้าบออะไรทั้งนั้น!"

ลุงหวังคีบหมูหันชิ้นนั้นที่มีหนังสีทองติดอยู่ จิ้มน้ำจิ้มซีอิ๊วหวานสูตรพิเศษ แล้วส่งเข้าปาก

*กรุบ!*

เสียงเคี้ยวที่ดังลอดออกมาท่ามกลางความเงียบงัน บ่งบอกถึงความกรอบระดับสุดยอด ตามด้วยสีหน้าของลุงหวังที่เบิกตากว้าง แววตาเป็นประกายระยิบระยับ

"สวรรค์...!" ลุงหวังอุทานออกมาทั้งที่เคี้ยวตุ้ยๆ "หนังกรอบเหมือนข้าวเกรียบ แต่เนื้อในนุ่มชุ่มฉ่ำ รสเปรี้ยวหวานของน้ำจิ้มตัดเลี่ยนได้พอดี... และผักนี่! หวานกรอบสดชื่นยิ่งนัก! ปีศาจบ้าบออะไรจะทำของอร่อยเช่นนี้ได้! นี่มันอาหารทิพย์ชัดๆ!"

คำยืนยันของลุงหวังเหมือนเขื่อนที่แตกทะลัก ชาวบ้านที่ลังเลอยู่พากันกรูกันเข้ามาแย่งชิม หว่านเอ๋อร์และคนงานต้องเร่งมือแล่เนื้อหมูแจกจ่ายอย่างโกลาหล

"อร่อย! อร่อยเหลือเกิน!"

"ข้าไม่เคยกินหมูย่างที่หนังกรอบขนาดนี้มาก่อนในชีวิต!"

"ดูผักพวกนี้สิ ใบเขียวสด กรอบหวาน ยิ่งกินคู่กับหมูหันยิ่งเข้ากัน... แม่นางหลิน ท่านเป็นเทพธิดาห้องเครื่องหรือไร!"

จากสายตาหวาดระแวง แปรเปลี่ยนเป็นสายตาแห่งความศรัทธาและชื่นชม ข่าวลือเรื่องมนต์ดำถูกกลบด้วยรสชาติแห่งความสุขสม ชาวบ้านต่างพากันสรรเสริญฝีมือของหว่านเอ๋อร์ ลืมเลือนคำยุยงของป้าสะใภ้ใหญ่ไปจนหมดสิ้น การใช้ 'การทูตอาหาร' ของนางประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ทว่า... ในมุมมืดหลังต้นไม้ใหญ่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ร่างหนึ่งกำลังยืนตัวสั่นเทาด้วยความริษยา

หลินเป่าจู แอบมองภาพงานเลี้ยงฉลองนั้นด้วยดวงตาที่ร้อนผ่าว นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ กลิ่นหอมของหมูหันหนังกรอบลอยมาเตะจมูกนางจนท้องร้องประท้วงเสียงดังโครกคราก แต่นางไม่อาจลดศักดิ์ศรีเดินเข้าไปขอส่วนบุญจากลูกพี่ลูกน้องที่นางเกลียดชังได้

"นังแพศยา..." หลินเป่าจูกัดฟันกรอด น้ำตาแห่งความคับแค้นและความหิวโหยคลอเบ้า "มันแค่ใช้ของกินซื้อใจคนต่ำต้อยพวกนั้น... รอท่านแม่หาทางจัดการเจ้าได้เมื่อไหร่ ข้าจะหัวเราะให้ฟันร่วง!"

นางสะบัดหน้าหนี เดินกระฟัดกระเฟียดกลับไปในความมืด ปล่อยให้เสียงหัวเราะและเสียงชื่นชมหลินหว่านเอ๋อร์ดังไล่หลังมาดั่งคมมีดที่กรีดแทงใจ

งานเลี้ยงดำเนินไปจนดึกดื่น หมูหันสามตัวเหลือเพียงกระดูกขาวโพลน ผักสดในตะกร้าหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่ใบเดียว ชาวบ้านทยอยกลับบ้านด้วยความอิ่มหนำสำราญพร้อมคำเยินยอที่ดังไปทั่วหมู่บ้าน ค่ำคืนนี้ชื่อเสียงของ 'ผักตระกูลหลิน' และ 'หมูหันหนังกรอบ' ได้ถูกจารึกลงในใจทุกคนแทนที่ข่าวลืออัปมงคล

หว่านเอ๋อร์ยืนมองกองไฟที่มอดลง นางปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ศึกครั้งนี้ชนะแล้ว แต่สงครามชีวิตยังอีกยาวไกล

"พี่ใหญ่! พี่ใหญ่!"

เสียงเรียกของหลินเสี่ยวหยาง น้องชายของนางดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งตึกตักมาจากทางหน้าประตูรั้ว หว่านเอ๋อร์หันกลับไปมองด้วยความแปลกใจ น้องชายของนางควรจะเข้านอนไปแล้วมิใช่หรือ?

"มีอะไรหรือเสี่ยวหยาง วิ่งหน้าตั้งมาเชียว"

เด็กน้อยหยุดยืนตรงหน้านาง หอบหายใจแฮกๆ ในมือชูซองจดหมายสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าที่มีรอยประทับตราสีแดงเลือนราง

"มี... มีคนขี่ม้าเร็วผ่านมา เขาฝากจดหมายฉบับนี้ไว้ที่หน้าประตู บอกว่าเป็นจดหมายด่วนที่สุด..." เสี่ยวหยางกลืนน้ำลาย พยายามปรับลมหายใจ "จ่าหน้าซองถึงท่าน... จากเมืองหลวง!"

หว่านเอ๋อร์รับซองจดหมายมาถือไว้ มือของนางสั่นระริกเล็กน้อยเมื่อเห็นลายมืออันคุ้นเคยที่ไม่ได้เห็นมานานหลายเดือน ลายมือที่แข็งกร้าวแต่แฝงความอบอุ่นของท่านพ่อ...

ทว่า เมื่อนางพลิกซองจดหมายดู สัญลักษณ์รูป 'ดอกเหมยดำ' เล็กๆ ที่มุมซองซึ่งเป็นรหัสลับที่นางตกลงไว้กับจ้าวเฉินกลับปรากฏอยู่ด้วย...

นี่ไม่ใช่แค่จดหมายธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ส่งตรงมาจากแดนไกล!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: จดหมายจากเมืองหลวง]**