ตอนที่ 154

***บทที่ 154: จดหมายจากเมืองหลวง***

ท่ามกลางลมราตรีที่พัดโชยกลิ่นหอมของหมูหันและควันไฟจางๆ หลินหว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งงันอยู่หน้าเรือน สายตาจับจ้องซองจดหมายในมือราวกับมันเป็นของร้อน นางสัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่มากกว่ากระดาษธรรมดา และตราประทับรูป ‘ดอกเหมยดำ’ ที่มุมซองก็ส่งกลิ่นอายแห่งความลับออกมาอย่างชัดเจน

“คนส่งสารเล่า?” หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นถามน้องชายคนเล็ก

หลินเสี่ยวหยางชี้มือไปที่ความมืดหน้าประตูรั้ว “เขารอรับสินน้ำใจอยู่ขอรับพี่ใหญ่ ดูท่าทางรีบร้อนยิ่งนัก ม้าของเขามีเหงื่อท่วมตัวราวกับวิ่งข้ามเขามาหลายลูก”

หญิงสาวพยักหน้า นางล้วงหยิบเศษก้อนเงินออกจากอกเสื้อ ยัดใส่มือเสี่ยวหยาง “เอาไปให้เขา แล้วบอกให้เขารีบไปพักผ่อน ไม่ต้องรอกล่าวลา”

เมื่อจัดการเรื่องคนส่งสารเรียบร้อย หว่านเอ๋อร์รีบสาวเท้าก้าวเข้าสู่ตัวเรือนหลัก แสงตะเกียงน้ำมันถูกจุดขึ้น ขับไล่ความมืดมิดในโถงกลางให้สลายไป เงาของนางทอดยาวไปบนผนังดินอัดแน่น

“เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับพี่ใหญ่? เหตุใดเสี่ยวหยางถึงวิ่งหน้าตื่นเช่นนั้น”

เสียงทุ้มที่เริ่มแตกหนุ่มของ ‘หลินเสี่ยวเฟิง’ ดังขึ้นจากมุมห้อง เด็กหนุ่มผู้เป็นน้องรองเดินออกมาจากห้องนอนด้วยท่าทางงัวเงีย แต่แววตายังคงความตื่นตัว สมกับที่เป็นเด็กฉลาดและเริ่มเรียนรู้งานบัญชีช่วยนาง

“ท่านพ่อส่งจดหมายมา” หว่านเอ๋อร์ตอบพลางนั่งลงที่โต๊ะกลมกลางห้อง นางกวักมือเรียกน้องชายทั้งสอง “มานี่สิ มาอ่านพร้อมกัน”

เสี่ยวเฟิงและเสี่ยวหยางรีบถลาเข้ามานั่งขนาบข้างพี่สาว แววตาของพวกเขาทอประกายแห่งความหวัง ระคนความคิดถึงสุดหัวใจ หว่านเอ๋อร์ค่อยๆ บรรจงฉีกซองจดหมายอย่างระมัดระวัง นิ้วเรียวของนางค่อนข้างสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อดึงกระดาษสาเนื้อดีออกมา

นางคลี่กระดาษออก ลายมือหวัดแต่ทรงพลังของบิดาปรากฏแก่สายตา

“ถึงหว่านเอ๋อร์ เสี่ยวเฟิง และเสี่ยวหยางลูกรัก...”

หว่านเอ๋อร์เริ่มอ่านออกเสียง น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยในประโยคแรก ก่อนจะปรับให้มั่นคงขึ้นเพื่อให้ความอบอุ่นแก่น้องๆ เนื้อความในจดหมายบอกเล่าถึงการเดินทางที่ยาวนานและยากลำบาก ท่านพ่อเล่าว่าต้องเผชิญกับพายุฝนและโจรป่าระหว่างทาง แต่ด้วยไหวพริบและโชคชะตา เขาก็สามารถเดินทางถึงเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย ตอนนี้ได้เข้าพักในโรงเตี๊ยมเล็กๆ ย่านชานเมือง และเริ่มติดต่อสหายเก่าเพื่อลู่ทางในอนาคตแล้ว

“...พ่อสบายดี พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ขอเพียงพวกเจ้าดูแลกันและกันให้ดี กินอิ่มนอนอุ่น พ่อก็หมดห่วงแล้ว อีกไม่นานเมื่อพ่อตั้งตัวได้ จะรีบส่งคนไปรับพวกเจ้ามาอยู่ด้วยกันที่เมืองหลวง...”

เมื่อหว่านเอ๋อร์อ่านจบ หยาดน้ำตาใสๆ ก็ไหลรินอาบแก้มของเสี่ยวหยาง เด็กน้อยสะอื้นฮัก ซบหน้าลงกับแขนเสื้อของพี่สาว “ข้าคิดถึงท่านพ่อ...”

เสี่ยวเฟิงแม้จะพยายามทำตัวเข้มแข็ง แต่ขอบตาของเขาก็แดงก่ำ เขาเอื้อมมือไปลูบหัวน้องเล็กเบาๆ พลางมองหน้าพี่สาวด้วยความโล่งใจ “ท่านพ่อปลอดภัยก็ดีแล้วขอรับ พี่ใหญ่... ท่านพักผ่อนเถิด วันนี้ท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”

หว่านเอ๋อร์ยิ้มบางๆ ลูบศีรษะน้องชายทั้งสอง “พวกเจ้าไปนอนก่อนเถิด พี่ขออ่านทวนอีกสักรอบ แล้วจะรีบตามไปนอน”

เมื่อส่งน้องชายทั้งสองกลับเข้าห้องนอนจนแน่ใจว่าหลับแล้ว รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของหลินหว่านเอ๋อร์ก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมเย็นชา นางหยิบจดหมายขึ้นมาอีกครั้ง แตคราวนี้ไม่ได้อ่านลายมือของบิดา

นางพลิกกระดาษไปด้านหลัง ยกขึ้นส่องกับแสงตะเกียงน้ำมัน ความร้อนจากเปลวไฟทำให้ตัวอักษรจางๆ ที่เขียนด้วยน้ำมะนาวผสมสมุนไพรสูตรลับเริ่มปรากฏขึ้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม

นี่คือสาส์นลับจาก ‘จ้าวเฉิน’ บุรุษลึกลับผู้มีอิทธิพลในเมืองหลวงที่คอยหนุนหลังท่านพ่ออยู่เงียบๆ

ข้อความนั้นสั้นกระชับ แต่เนื้อหาหนักอึ้งดุจหินผา

*‘พยัคฆ์ร้ายออกจากถ้ำ ตระกูลเฉินแห่งเมืองหลินเจียงกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศของเจ้า เป้าหมายคือกิจการผักและสูตรอาหาร ระวังตัวให้จงหนัก พ่อค้าแซ่เฉินผู้นี้มิใช่พ่อค้าธรรมดา แต่เป็นดั่งฝูงตั๊กแตนที่กัดกินทุกอย่างจนไม่เหลือซาก’*

ดวงตาหงส์ของหว่านเอ๋อร์หรี่ลงจนแทบเป็นเส้นตรง รัศมีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างบาง

“ตระกูลเฉิน...” นางพึมพำชื่อนี้เบาๆ ราวกับกำลังเคี้ยวเนื้อศัตรู

ชื่อเสียงของตระกูลเฉินแห่งเมืองหลินเจียงนั้น นางพอจะเคยได้ยินผ่านหูจากพวกพ่อค้าเร่มาบ้าง ว่ากันว่าเป็นตระกูลวานิชที่ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ความร่ำรวยนั้นแลกมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและการผูกขาดตลาด พวกเขาใช้วิธีสกปรกบีบซื้อกิจการเล็กๆ ในราคาถูก หากใครไม่ยอมขาย ก็จะถูกกลั่นแกล้งจนล้มละลาย

ดูเหมือนว่าความสำเร็จของ ‘ผักตระกูลหลิน’ และ ‘หมูหันหนังกรอบ’ จะส่งกลิ่นหอมไปไกลจนไปกระตุกหนวดเสือเข้าเสียแล้ว

“พี่ใหญ่... ท่านยังไม่นอนหรือ?”

เสียงเรียกเบาๆ ของเสี่ยวเฟิงดังขึ้นอีกครั้ง เขาแง้มประตูห้องนอนออกมามองพี่สาวด้วยความเป็นห่วง เด็กหนุ่มสังเกตเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของพี่สาวที่ต่างจากเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว

หว่านเอ๋อร์รีบซ่อนจดหมายไว้ในแขนเสื้อ ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย “เสี่ยวเฟิง เจ้ายังไม่หลับอีกหรือ”

“ข้านอนไม่หลับ...” เสี่ยวเฟิงเดินเข้ามาใกล้ “พี่ใหญ่ มีเรื่องไม่ดีในจดหมายหรือขอรับ? ท่านดูน่ากลัวยิ่งนัก”

หว่านเอ๋อร์มองหน้าน้องรองอย่างพิจารณา เสี่ยวเฟิงโตขึ้นมากแล้ว เขาไม่ใช่เด็กที่จะปิดบังเรื่องราวได้ตลอดไป อีกทั้งในอนาคตเขาจะต้องเป็นกำลังสำคัญของนาง การให้เขารับรู้ถึงอันตรายล่วงหน้าย่อมเป็นผลดี

“เสี่ยวเฟิง พรุ่งนี้เช้าเจ้าจงไปที่ตลาดแต่เช้าตรู่” หว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงเรียบ “ไปสืบข่าวจากพวกคนรถม้าและพ่อค้าต่างเมือง ถามหาข้อมูลเกี่ยวกับ ‘ตระกูลเฉิน’ แห่งเมืองหลินเจียง”

“ตระกูลเฉิน?” เสี่ยวเฟิงทวนคำ คิ้วขมวดมุ่น “พวกเขาเกี่ยวข้องอันใดกับเราหรือขอรับ?”

“ยังไม่เกี่ยว แต่กำลังจะเกี่ยว” หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างที่เปิดรับลม นางทอดสายตามองออกไปในความมืดที่ไร้แสงจันทร์ “มีข่าวว่าพวกเขากำลังสนใจกิจการของเรา... และคนตระกูลนี้ ไม่เคยมาดี”

เสี่ยวเฟิงเบิกตากว้าง ความฉลาดเฉลียวทำให้เขาเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที “พวกเขาจะมาแย่งชิงสูตรอาหารของพี่ใหญ่หรือ?”

“ไม่ใช่แค่แย่งชิง” หว่านเอ๋อร์แสยะยิ้มเย็นที่มุมปาก แววตาคมกริบสะท้อนแสงไฟวูบไหว “พวกเขาต้องการกลืนกินเราทั้งเป็น... แต่พวกเขาลืมไปอย่างหนึ่ง”

นางหันกลับมามองน้องชาย “ว่าตระกูลหลินของเรา มิใช่หมูในอวยที่ใครจะมาเคี้ยวเล่นได้ง่ายๆ”

“เสี่ยวเฟิง จงจำไว้” น้ำเสียงของนางหนักแน่นและเด็ดขาด “การค้าขายมิใช่แค่การแลกเปลี่ยนสินค้า แต่มันคือสงครามที่ไม่มีควันไฟ หากเราอ่อนแอ เราจะถูกกิน หากเราแข็งแกร่ง เราจะเป็นผู้กำหนดชะตา”

“ข้าเข้าใจแล้วขอรับพี่ใหญ่” เสี่ยวเฟิงรับคำหนักแน่น แววตาของเด็กหนุ่มเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น “พรุ่งนี้ข้าจะสืบไส้พุงของตระกูลเฉินมาให้ท่านจนหมดเปลือก!”

หว่านเอ๋อร์พยักหน้าด้วยความพอใจ ไล่น้องชายกลับไปนอน ส่วนนางยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สมองอันชาญฉลาดเริ่มวางหมากกลในกระดานใหม่อย่างรวดเร็ว

ในมิติลับส่วนตัวของนางยังมีสมุนไพรและวัตถุดิบวิเศษอีกมากมายที่ยังไม่ได้นำออกมาใช้ หากตระกูลเฉินคิดจะใช้เงินฟาดหัวหรือใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหง นางก็จะทำให้พวกเขารู้ซึ้งว่า... การแตะต้องเกล็ดมังกรหลับนั้น มีจุดจบที่น่าสยดสยองเพียงใด

ทันใดนั้น เสียงนกแสกก็ร้องดังขึ้นฝ่าความเงียบของรัตติกาล พร้อมกับลมกรรโชกแรงที่พัดหน้าต่างกระแทกปิดเสียงดัง *ปัง!* ราวกับเป็นลางบอกเหตุ

เงาดำสายหนึ่งวูบผ่านหน้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว เร็วจนแทบมองไม่ทัน หว่านเอ๋อร์ชะงัก ประสาทสัมผัสของนางตื่นตัวเต็มที่

ไม่ใช่แค่ลม... มีใครบางคนกำลังซุ่มดูเรือนของนางอยู่!

ศัตรูมาถึงเร็วกว่าที่คิดเสียแล้ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ]**