ตอนที่ 155
***บทที่ 155: ผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ***
รุ่งอรุณมาเยือนพร้อมกับสายหมอกจางๆ ที่ปกคลุมหมู่บ้านตระกูลหลิน ทว่าความหนาวเหน็บในเช้าวันนี้กลับมิได้มาจากสภาพอากาศ หากแต่มาจากบรรยากาศอึมครึมที่แผ่ซ่านปกคลุมเรือนของหลินหว่านเอ๋อร์
เงาดำเมื่อคืนวานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกสังหรณ์ใจที่ไม่ดี เหมือนพายุใหญ่กำลังก่อตัวที่เส้นขอบฟ้า
ยังมิทันที่หว่านเอ๋อร์จะได้เปิดร้านต้อนรับลูกค้า รถม้าคันหรูหราผิดวิสัยชาวบ้านร้านถิ่นก็วิ่งฝ่าฝุ่นตลบเข้ามาจอดเทียบท่าที่หน้าเรือน ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้าน
แต่ทว่า ผู้ที่ก้าวลงมาจากรถม้ากลับมิใช่คนที่นางคาดคิด
"แม่นางหลิน! แม่นางหลิน!" เสียงร้องร้อนรนดังมาก่อนตัว ร่างท้วมของ 'เถ้าแก่เนี่ย' เจ้าของภัตตาคารจินยวี่กึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาในร้านด้วยใบหน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผากทั้งที่อากาศเย็นเฉียบ
หว่านเอ๋อร์วางถ้วยชาลง เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "เถ้าแก่เนี่ย? เหตุใดจึงรีบร้อนเพียงนี้ มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?"
เถ้าแก่เนี่ยหอบหายใจหนักหน่วง ยกมือปาดเหงื่อพลางกวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง ก่อนจะกระซิบเสียงเครียด "แม่นางหลิน ข้าต้องรีบมาเตือนท่าน... คนของ 'ตระกูลเฉิน' จากเมืองหลวงกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่!"
"ตระกูลเฉิน?" หว่านเอ๋อร์ทวนคำ แววตาสงบนิ่งผิดกับท่าทีตื่นตระหนกของคู่สนทนา
"ท่านอาจจะไม่รู้ ตระกูลเฉินผูกขาดกิจการเครื่องปรุงรสในเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่เกือบทั้งหมด วิธีการทำการค้าของพวกเขานั้น... สกปรกและเหี้ยมโหดนัก!" เถ้าแก่เนี่ยเสียงสั่น "พวกเขาคือพวก 'กินคนไม่คายกระดูก' หากพวกเขาต้องการสิ่งใด จะใช้อำนาจมืดบีบบังคับจนกว่าจะได้มา ข้าได้ข่าววงในมาว่า พวกเขาเล็งเป้ามาที่ 'ซอสหอยนางรม' และ 'น้ำมันพริก' ของท่าน!"
หว่านเอ๋อร์กระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววเย็นเยียบ "มิน่าเล่า เมื่อคืนถึงมีหนูสกปรกมาด้อมๆ มองๆ แถวบ้านข้า ที่แท้ก็เป็นสุนัขรับใช้ที่มาดมกลิ่นก่อนเจ้านายนี่เอง"
"แม่นางหลิน ท่านต้องระวังตัวให้มาก หากเจรจาได้ก็..."
ยังไม่ทันที่เถ้าแก่เนี่ยจะพูดจบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเงาร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่เดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางหยิ่งยโส สวมชุดผ้าไหมราคาแพงแต่กลับมีใบหน้าแหลมตอบ ดวงตาเรียวเล็กฉายแววเจ้าเล่ห์เพทุบาย ด้านหลังมีผู้ติดตามร่างกายกำยำหน้าตาถมึงทึงยืนคุมเชิงอยู่สองคน
"โอ้... ภัตตาคารจินยวี่ก็อยู่ที่นี่ด้วยรึ? ข่าวไวสมคำร่ำลือจริงๆ นะเถ้าแก่เนี่ย" ชายผู้นั้นเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ก่อนจะหันมามองหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาประเมินสินค้า "นี่หรือ... หลินหว่านเอ๋อร์ที่เขาลือกัน?"
หว่านเอ๋อร์นั่งนิ่งบนเก้าอี้ ไม่ลุกขึ้นต้อนรับ เพียงแค่ปรายตามองอย่างเฉยชา "ข้าไม่ต้อนรับแขกที่ไม่มีมารยาท หากจะมาซื้อของก็เข้าแถว หากมาหาเรื่องก็เชิญออกไป"
ชายผู้นั้นหน้าตึงไปวูบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน "ฮ่าๆๆ ปากคอเราะร้ายสมคำร่ำลือ ข้าคือ 'หลงจู๊อู๋' ตัวแทนของท่านเถ้าแก่เฉินผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองหลวง วันนี้ข้ามาเพื่อมอบวาสนาให้แก่เจ้า"
หลงจู๊อู๋โบกมือ ผู้ติดตามคนหนึ่งวางหีบไม้เล็กๆ ลงบนโต๊ะ เมื่อเปิดออกก็เผยให้เห็นก้อนเงินวางเรียงรายอยู่
"ในนี้มีเงินหนึ่งร้อยตำลึง" หลงจู๊อู๋เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี "ท่านเถ้าแก่เฉินเมตตาเห็นว่าเจ้าเป็นเพียงสตรีชาวบ้าน ทำมาหากินลำบาก จึงต้องการขอซื้อสูตร 'ซอสหอยนางรม' และ 'น้ำมันพริก' ของเจ้า... สิทธิ์ขาดทั้งหมดต้องเป็นของตระกูลเฉินแต่เพียงผู้เดียว หลังจากรับเงินแล้ว เจ้าห้ามผลิตขายอีกตลอดชีวิต"
เถ้าแก่เนี่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับอ้าปากค้าง หนึ่งร้อยตำลึง? แม้จะเป็นเงินจำนวนมากสำหรับชาวบ้านทั่วไป แต่เทียบกับมูลค่ามหาศาลของเครื่องปรุงรสสองชนิดนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการปล้นชัดๆ!
หว่านเอ๋อร์มองเงินในหีบสลับกับใบหน้าลำพองใจของหลงจู๊อู๋ แล้วจู่ๆ นางก็หัวเราะออกมา เสียงหัวเราะกังวานใสแต่แฝงความเยือกเย็นจนคนฟังขนลุก
"ขำอะไรของเจ้า!" หลงจู๊อู๋ตวาด
"ข้าขำในความ 'เมตตา' ของตระกูลเฉินน่ะสิ" หว่านเอ๋อร์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยท่วงท่าดุจนางพญา "หนึ่งร้อยตำลึง? เงินเพียงเท่านี้ แค่ข้าขายน้ำมันพริกครึ่งเดือนก็ได้มากกว่านี้แล้ว ท่านคิดว่าข้าเป็นขอทานหรือไร ถึงได้เอาเศษเงินมาฟาดหัวเช่นนี้?"
"บังอาจ!" หลงจู๊อู๋ตบโต๊ะเสียงดังปัง "นังเด็กสามหาว! รู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังพูดอยู่กับใคร? ตระกูลเฉินของเรามีอำนาจล้นฟ้า หากเราต้องการ เจ้าจะไม่มีที่ยืนในแผ่นดินนี้! รับเงินไปซะตอนที่ข้ายังพูดดีด้วย อย่าให้ถึงขั้นต้องใช้กำลัง!"
"ใช้กำลัง?" หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้ว แววตาวาวโรจน์ขึ้นมาทันที "ในถิ่นของข้า ยังกล้าขู่ข้าอีกหรือ?"
"เสี่ยวเฟิง!" นางเอ่ยเรียกน้องชายเสียงเรียบ
สิ้นเสียง เสี่ยวเฟิงก็เดินออกมาจากหลังร้าน พร้อมด้วยคนงานร่างใหญ่ที่ถือท่อนฟืนและไม้พลองมาด้วย สีหน้าของทุกคนพร้อมจะมีเรื่องเต็มที่
"เชิญแขกกลับไป" หว่านเอ๋อร์ออกคำสั่งเด็ดขาด "และฝากไปบอกนายของเจ้าด้วยว่า สูตรอาหารของตระกูลหลิน มีค่าดั่งทองคำ ไม่ขายให้หมูให้หมา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ไม่ขายให้โจรในคราบพ่อค้าอย่างตระกูลเฉิน!"
"เจ้า! เจ้ากล้าดีอย่างไร!" หลงจู๊อู๋หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด ชี้นิ้วสั่นระริกไปที่หน้าหว่านเอ๋อร์ "ดื่มสุรามงคลไม่ชอบ ชอบสุราลงทัณฑ์! ดี... ดีมาก! ในเมื่อเจ้ากล้าปฏิเสธไมตรีของตระกูลเฉิน ก็จงเตรียมตัวรับหายนะไว้เถอะ!"
"โยนมันออกไป!" เสี่ยวเฟิงตะโกนสั่ง
คนงานกรูเข้ามา ล้อมหน้าล้อมหลังจนผู้ติดตามของหลงจู๊อู๋ต้องรีบกันเจ้านายถอยร่นออกไปอย่างทุลักทุเล ความสง่างามเมื่อครู่หายไปจนสิ้น เหลือเพียงสภาพหมาจนตรอกที่ถูกไล่ตะเพิด
เมื่อพวกมันขึ้นรถม้าและขับหนีออกไปท่ามกลางเสียงโห่ฮาของชาวบ้าน เถ้าแก่เนี่ยกลับมีสีหน้าวิตกกังวลยิ่งกว่าเดิม
"แม่นางหลิน... ท่านทำเช่นนี้ เท่ากับประกาศสงครามกับตระกูลเฉินอย่างเป็นทางการแล้วนะขอรับ" เถ้าแก่เนี่ยกล่าวเสียงเครียด "พวกเขาไม่ปล่อยท่านไว้แน่"
หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดที่ธรณีประตูร้าน มองตามฝุ่นควันที่รถม้าทิ้งไว้ สายตาของนางมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับเต็มไปด้วยความท้าทาย
"ข้ารู้ดีเถ้าแก่เนี่ย" หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ แต่หนักแน่นดุจหินผา "สงครามการค้าครั้งนี้ มันเริ่มขึ้นตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาคิดจะเอาเปรียบข้าแล้ว... หากพวกเขาอยากเล่นสกปรก ข้าก็จะสอนให้พวกเขารู้ว่า ความสะอาดที่แท้จริงเป็นเช่นไร"
นางหันกลับมามองเถ้าแก่เนี่ยและน้องชาย รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้า "เตรียมตัวให้พร้อม อีกไม่นานพวกเขาจะเริ่มโจมตี... แต่คราวนั้น พวกมันจะไม่ได้เจอกับแม่ค้าบ้านนอกธรรมดา แต่จะได้เจอกับพยัคฆ์ที่ติดปีก!"
ทันใดนั้น เสียงม้าเร็วอีกตัวก็วิ่งตะบึงเข้ามาจอดเทียบท่า คนขี่ม้ากระโดดลงมาพร้อมม้วนกระดาษในมือ เป็นสายข่าวที่เสี่ยวเฟิงจ้างวานไว้
"พี่หญิง! พี่หญิงขอรับ!" ชายหนุ่มร้องตะโกนหน้าตาตื่น "แย่แล้วขอรับ! ที่ตลาดในเมือง... ร้านค้าเครือข่ายของตระกูลเฉิน... พวกเขาเริ่มวางขาย 'ซอสหอยนางรม' และ 'น้ำมันพริก' แล้วขอรับ!"
"อะไรนะ?!" เสี่ยวเฟิงร้องเสียงหลง "เป็นไปไม่ได้! พี่ใหญ่ยังไม่เคยขายสูตรให้ใคร!"
"ไม่ใช่ของจริงหรอก" หว่านเอ๋อร์เอ่ยแทรกขึ้นทันที สายตาคมกริบ "แต่พวกเขาจะใช้วิธีที่ต่ำช้าที่สุด... นั่นคือการตัดราคา"
"ถูกต้องขอรับ!" สายข่าวพยักหน้ารัวๆ "พวกเขาขายในราคาถูกกว่าของท่านถึงครึ่งหนึ่ง! ตอนนี้ชาวบ้านกำลังแห่ไปมุงซื้อกันจนร้านแทบแตกแล้วขอรับ!"
สายลมกรรโชกแรงพัดผ่านหน้าร้านอีกครา พาเอาความหนาวเหน็บยะเยือกจับขั้วหัวใจของผู้คน สงครามได้เปิดฉากขึ้นแล้ว เร็วกว่าที่ใครจะคาดคิด!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: กลยุทธ์ตัดราคา]**