ตอนที่ 159

***บทที่ 159: ความร่วมมือกับสำนักคุ้มภัย***

รุ่งอรุณทอแสงจับขอบฟ้า ขับไล่ความมืดมิดแห่งรัตติกาลให้จางหาย ทว่าความหนาวเหน็บในใจของหลินหว่านเอ๋อร์กลับมิได้จางหายไปตามแสงตะวัน รถตระกูลม้าวิ่งฝ่าสายหมอกมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองชิงหยวน เสียงล้อรถบดเบียดไปบนถนนหินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ประหนึ่งจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักแน่นและเด็ดเดี่ยว

หลินหว่านเอ๋อร์นั่งสงบนิ่งอยู่ภายในรถ นางมิได้นำบ่าวไพร่ติดตามมามากความ มีเพียงคนขับรถที่ไว้ใจได้เท่านั้น วันนี้นางมิได้มาเพื่อค้าขาย แต่มาเพื่อหา ‘ดาบ’ ที่จะใช้ฟาดฟันกับศัตรู

เป้าหมายของนางไม่ใช่ย่านการค้าที่คึกคัก แต่เป็นตรอกด้านทิศตะวันตกของเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเหล่าชาวยุทธและสำนักคุ้มภัยต่างๆ

"ถึงแล้วขอรับคุณหนู" คนขับรถเอ่ยบอก

เบื้องหน้าของนางคือซุ้มประตูไม้สักเก่าแก่แต่ทว่าแข็งแกร่ง ป้ายชื่อสำนักแกะสลักด้วยลายพู่กันทรงพลังเขียนว่า "สำนักคุ้มภัยเจิ้นเวย" (อานุภาพสะท้าน) แม้จะไม่ใช่สำนักที่ใหญ่โตหรูหราที่สุดในเมืองชิงหยวน แต่ชื่อเสียงเรื่องความซื่อสัตย์และฝีมือที่ดุดันของพวกเขานั้นเป็นที่เลื่องลือ ต่างจาก 'สำนักเขี้ยวพยัคฆ์' ที่ตระกูลเฉินเรียกใช้ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและเห็นแก่เงิน

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในลานฝึกยุทธ กลิ่นเหงื่อไคลและเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำท่อนบนเปลือยเปล่าหลายสิบคนกำลังฝึกซ้อมเพลงดาบและกระบองอย่างขะมักเขม้น รังสีสังหารจางๆ แผ่ซ่านออกมาจนคนธรรมดาอาจเข่าอ่อน ทว่าหลินหว่านเอ๋อร์กลับเดินฝ่าเข้าไปด้วยท่วงท่าสง่างามดุจนางพญาหงส์ที่บินถลาลงกลางฝูงพยัคฆ์

"แม่นางน้อยที่ไหนหลงทางมา หรือจะมาจ้างคนไปทวงหนี้?" ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้า เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ เขาคือนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ในมือถือจอกสุราเก่าๆ ใบหนึ่ง

"ข้ามาพบนายท่านจ้าว หัวหน้าสำนักเจิ้นเวย" หลินหว่านเอ๋อร์ประสานมือคารวะอย่างถูกธรรมเนียม "ข้าคือหลินหว่านเอ๋อร์ เจ้าของกิจการสกุลหลิน"

ชายผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบกวาดมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า "อ้อ... ที่แท้ก็แม่นางหลินผู้โด่งดังที่เพิ่งหักหน้าเถ้าแก่เฉินจนยับเยินนี่เอง เชิญๆ ข้าคือจ้าวเถี่ยซาน หัวหน้าสำนักแห่งนี้"

จ้าวเถี่ยซานผายมือเชิญนางเข้าไปในโถงรับรอง สภาพภายในดูเรียบง่ายจนเกือบจะซอมซ่อ แสดงให้เห็นว่าสถานะทางการเงินของสำนักคุ้มภัยที่ยึดถือคุณธรรมนั้นไม่ได้อู้ฟู่เหมือนสำนักที่รับงานสกปรก

"เข้าเรื่องเลยเถิด ท่านหัวหน้าจ้าว" หลินหว่านเอ๋อร์นั่งลงและสบตาอีกฝ่ายตรงๆ "ข้าทราบว่าช่วงนี้สำนักเจิ้นเวยงานน้อยลง เพราะพ่อค้าส่วนใหญ่กลัวอิทธิพลของตระกูลเฉิน จึงไม่กล้าจ้างพวกท่าน แต่ข้าไม่กลัว"

"ฮ่าๆๆๆ ปากคอเราะร้ายสมคำร่ำลือ" จ้าวเถี่ยซานหัวเราะลั่น "แต่เจ้าก็รู้ว่าการงัดข้อกับตระกูลเฉินที่มี 'เขี้ยวพยัคฆ์' หนุนหลัง มันเสี่ยงแค่ไหน ลำพังเงินจ้างงานทั่วไป คงไม่คุ้มกับค่าทำศพลูกน้องข้ากระมัง"

"เงินค่าจ้าง ข้าจ่ายตามมาตรฐานและเพิ่มให้อีกสองส่วน" หลินหว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย "แต่สิ่งที่ข้าจะเสนอเพิ่มเติมนั้น... ข้ามั่นใจว่าท่านปฏิเสธไม่ลง"

นางส่งสัญญาณให้คนขับรถยกไหดินเผาสองไหเข้ามาวางบนโต๊ะ ทันทีที่นางแกะผนึกผ้าแดงออก กลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรจีนเข้มข้นผสมผสานกับกลิ่นสุราหมักชั้นดีก็ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องโถง กลิ่นนี้หอมลึกล้ำราวกับจะแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกดำ

จมูกของจ้าวเถี่ยซานกระตุกวูบ ดวงตาที่เป็นประกายอยู่แล้วเบิกกว้างขึ้น "นี่มัน..."

"เหล้าดองยาสูตรลับของตระกูลข้า" หว่านเอ๋อร์อธิบาย "ดองด้วยสมุนไพรหายากกว่าสิบชนิดจากในป่าลึก สรรพคุณช่วยทะลวงเส้นลมปราณ ขับไล่ความชื้น บรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการฝึกยุทธ และรักษาอาการบอบช้ำภายในได้ชะงัดนัก สำหรับจอมยุทธที่ต้องใช้ร่างกายเป็นอาวุธ ข้าคิดว่าสิ่งนี้มีค่ากว่าทองคำ"

จ้าวเถี่ยซานไม่รอช้า เขารินสุราสีอำพันลงในจอกแล้วกระดกเข้าปากทันที ความร้อนวูบวาบไหลผ่านลำคอลงสู่ท้อง ก่อนจะแผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับกระแสไฟฟ้า ความปวดเมื่อยเรื้อรังที่หัวไหล่ดูเหมือนจะทุเลาลงในพริบตา

"ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมที่สุด!" จ้าวเถี่ยซานตบโต๊ะฉาดใหญ่ "ข้าดื่มสุรามาค่อนชีวิต ยังไม่เคยลิ้มรสสุราดองยาที่วิเศษขนาดนี้มาก่อน!"

"นอกจากนี้..." หว่านเอ๋อร์เสริมต่อ "ข้าทราบว่าสำนักของท่านมีพี่น้องหลายสิบปากท้อง อาหารการกินมักขัดสน หากท่านยอมลงนามเป็นพันธมิตรคุ้มกันสินค้าให้ข้า ข้าจะรับผิดชอบดูแลเรื่องเสบียงอาหาร ข้าวสาร เนื้อสัตว์ และผักสด ให้กับคนในสำนักเจิ้นเวยทุกคนได้กินอิ่มนอนหลับ และจะมี 'เหล้าดองยา' ไหใหม่มาส่งให้ท่านทุกเดือน"

ข้อเสนอนี้ทำเอาลูกน้องที่แอบฟังอยู่ด้านนอกถึงกับกลืนน้ำลาย สำหรับชาวยุทธที่ปากกัดตีนถีบ การได้กินอิ่มและมีสุราดองยารักษาอาการเจ็บปวด คือสวรรค์บนดินชัดๆ

"แม่นางหลิน ช่างใจป้ำและรู้ใจคนยิ่งนัก!" จ้าวเถี่ยซานลุกขึ้นยืน แววตาเปลี่ยนเป็นจริงจังและเคารพนับถือ "ตกลง! นับแต่นี้ไป สินค้าทุกชิ้นและคนทุกคนของตระกูลหลิน อยู่ภายใต้การคุ้มครองของสำนักเจิ้นเวย หากใครคิดจะแตะต้องท่าน ก็ต้องข้ามศพพวกข้าไปก่อน!"

การเจรจาจบลงด้วยความรวดเร็วและราบรื่นยิ่งกว่าที่คาด สัญญาพันธมิตรถูกประทับตรา หลินหว่านเอ๋อร์ได้กองกำลังที่แข็งแกร่งมาเป็นเกราะกำบัง ส่วนสำนักเจิ้นเวยก็ได้ท่อน้ำเลี้ยงที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งสองฝ่ายต่างได้ประโยชน์

หว่านเอ๋อร์เดินออกจากสำนักคุ้มภัยด้วยความโล่งใจ ปัญหาเรื่องความปลอดภัยได้รับการแก้ไขไปเปลาะหนึ่ง นางมั่นใจว่าด้วยฝีมือของคนสำนักเจิ้นเวยและแผนการที่นางวางไว้ แม้ตระกูลเฉินจะส่งคนมาปล้นชิงสินค้า ก็คงต้องกลับไปพร้อมความบอบช้ำ

ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงเมื่อรถม้าของนางเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้าน แสงสีส้มแดงฉาบทาไปทั่วทุ่งนาที่รวงข้าวเริ่มตั้งท้อง บรรยากาศเงียบสงบควรจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลาย

ทว่า... เมื่อรถม้าแล่นผ่านทางเข้าหมู่บ้าน สายตาของหลินหว่านเอ๋อร์พลันสะดุดเข้ากับร่างของคนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน

ร่างนั้นผ่ายผอมจนแก้มตอบ ผิวหนังหยาบกร้านดำคล้ำ ผมเผ้ายาวรุงรังและสกปรก สวมชุดผ้าฝ้ายเก่าขาดวิ่น ดูราวกับขอทานพเนจร แต่สิ่งที่ทำให้หว่านเอ๋อร์จำได้แม่นยำคือดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่เต็มไปความเคียดแค้น ชิงชัง และอาฆาตพยาบาทราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ

เขายืนพิงต้นไม้ มือข้างหนึ่งถือห่อผ้าเก่าๆ สายตาจับจ้องมาที่รถม้าของนางเขม็ง ริมฝีปากแห้งแตกแสยะยิ้มที่ดูน่าขนลุก

"ลุงใหญ่..." หลินหว่านเอ๋อร์พึมพำเบาๆ หัวใจกระตุกวูบ

หลินต้าไห่! คนที่ควรจะชดใช้กรรมอยู่ในคุก กลับมายืนอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? และทำไมเขาถึงออกมาเร็วกว่ากำหนดการปล่อยตัว?

ลางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่า นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ การกลับมาของหลินต้าไห่ในเวลานี้ ต้องมีเงามืดของใครบางคนหนุนหลังอยู่ และพายุลูกใหม่กำลังจะพัดถล่มบ้านตระกูลหลินอีกครา!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การกลับมาของลุงใหญ่]**