ตอนที่ 163

***บทที่ 163: การค้นพบในหุบเขา: รังผึ้งหลวง***

รุ่งสางของวันใหม่ หมอกหนายังคงปกคลุมเทือกเขาเขียวขจีเบื้องหลังไร่สุขสำราญ ความหนาวเย็นเยียบแทรกซึมผ่านหน้าต่าง แต่หลินหว่านเอ๋อร์กลับตื่นขึ้นด้วยความกระปรี้กระเปร่า นางสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อหนาที่รัดกุม สวมรองเท้าบูทหนังที่สั่งตัดพิเศษ พร้อมสะพายตะกร้าสานใบใหญ่และมีดเดินป่าเล่มคมกริบไว้ข้างเอว

นางมิได้แจ้งใครนอกจากทิ้งจดหมายบอกกล่าวไว้สั้นๆ การเดินทางเข้าป่าลึกครั้งนี้ นางต้องการความคล่องตัวสูงสุด และความลับใน ‘มิติลับ’ ของนางย่อมสะดวกต่อการใช้งานหากไม่มีสายตาผู้อื่นจับจ้อง

เท้าเล็กๆ ก้าวเดินอย่างมั่นคงผ่านแนวป่าโปร่ง เข้าสู่ดงทึบที่แสงตะวันยากจะส่องถึง สัญชาตญาณและการสังเกตที่เฉียบคมซึ่งติดตัวมาจากโลกก่อนทำให้นางอ่านร่องรอยของธรรมชาติได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นางลัดเลาะไปตามทางด่านสัตว์ สังเกตทิศทางที่เหล่าแมลงภู่ผึ้งบินว่อน

ยิ่งเดินลึก กลิ่นหอมหวานเอียนๆ ผสมกับกลิ่นดอกไม้ป่านานาพันธุ์ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น จนกระทั่งนางแหวกพงหนามรกชัฏออกมาพบกับภาพที่ทำให้ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง

เบื้องหน้าคือหุบเขาขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิด ทุ่งดอกไม้ป่าหลากสีสันบานสะพรั่งแข่งกันอวดโฉม ราวกับพรมกำมะหยี่ที่ทักทอโดยเทพธิดา แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของหลินหว่านเอ๋อร์หาใช่ดอกไม้เหล่านั้นไม่ หากแต่เป็นต้นไทรโบราณขนาดมหึมาที่ยืนตระหง่านอยู่กลางหุบเขา

บนกิ่งก้านสาขาที่แผ่ขยายกว้างใหญ่ไพศาลนั้น มีรังผึ้งขนาดมโหฬารแขวนระย้าอยู่นับสิบรัง แต่มีอยู่รังหนึ่งที่โดดเด่นที่สุด มันมีขนาดใหญ่โตราวกับบ้านหลังย่อมๆ สีเหลืองทองอร่ามตัดกับสีเขียวเข้มของใบไม้ ส่งเสียงหึ่งๆ ของกองทัพผึ้งหลวงดังก้องไปทั่วบริเวณ

"สวรรค์... นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ!" หลินหว่านเอ๋อร์อุทานออกมา รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า "รังผึ้งหลวงขนาดนี้ น้ำผึ้งคงหวานหอมดุจน้ำทิพย์เป็นแน่"

ทว่านางมิใช่คนเขลาที่จะบุกเข้าไปแย่งชิงน้ำหวานโดยไม่เตรียมการ หญิงสาวเริ่มลงมือตามแผนที่วางไว้ นางรวบรวมกิ่งไม้แห้งและใบสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับไล่แมลงแต่ไม่เป็นอันตราย ก่อกองไฟที่โคนต้นไทร แต่ออกแบบให้เกิดควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ด้านบน

"ขออภัยนะเจ้าพวกตัวน้อย ข้าเพียงขอแบ่งปันผลผลิต มิได้คิดทำลายล้าง" นางพึมพำขณะควบคุมทิศทางลมด้วยความชำนาญ

ควันสีขาวโขมงลอยอวลขึ้นไปรมรังผึ้ง ยักษ์ใหญ่แห่งพงไพรที่เคยดุร้ายเริ่มสงบลง เหล่าผึ้งหลวงบินหนีออกจากรังด้วยความมึนงงแต่ไม่ตาย หว่านเอ๋อร์อาศัยจังหวะนี้ใช้วิชาตัวเบาที่เริ่มฝึกฝนมาบ้าง ปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้อย่างคล่องแคล่ว นางใช้มีดคมกริบเฉือนรวงผึ้งสีทองฉ่ำเยิ้มออกมาเพียงบางส่วน เหลือส่วนหนึ่งไว้เพื่อให้พวกมันได้ดำรงชีพและสร้างรังต่อ

ด้วยความรวดเร็ว นางกวาดรวงผึ้งมหาศาลเหล่านั้นเข้าไปเก็บรักษาในมิติลับเพื่อคงความสดใหม่ ก่อนจะรีบถอยฉากออกมาเมื่อควันไฟเริ่มจางลง

เมื่อกลับถึงเรือนปรุงยาในไร่สุขสำราญ กลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งป่าแท้ๆ ก็ตลบอบอวลไปทั่ว หว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า นางเริ่มกระบวนการแปรรูปทันที

น้ำผึ้งสีอำพันเข้มข้นถูกกรองผ่านผ้าขาวบางอย่างพิถีพิถัน ส่วนหนึ่งนางนำไปดองกับมะนาวฝานบางที่เก็บสดๆ จากสวน ผสมผสานรสเปรี้ยวอมหวานเข้าด้วยกันจนกลายเป็น 'น้ำผึ้งมะนาวดอง' สรรพคุณแก้กระหาย ชุ่มคอ และบำรุงผิวพรรณ

แต่สิ่งที่นางหมายมั่นปั้นมือที่สุด คือ 'ไขผึ้ง' ที่เหลือจากการกรองน้ำผึ้ง ในยุคสมัยที่สตรีมีเพียงแป้งผัดหน้าและน้ำมันใส่ผม เครื่องประทินผิวที่บำรุงล้ำลึกยังเป็นสิ่งหายาก

"ผิวพรรณสตรีคืออาวุธร้ายกาจที่สุด" หว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นขณะเคี่ยวไขผึ้งในหม้อทองเหลือง ผสมกับน้ำด่างบริสุทธิ์และน้ำมันดอกกุหลาบที่นางสกัดไว้ก่อนหน้า กวนส่วนผสมจนเข้ากันเป็นเนื้อเนียนละเอียด ก่อนจะเทลงในแม่พิมพ์ไม้แกะสลักลวดลายดอกโบตั๋นงดงาม

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ร้านอาหารตระกูลหลิน นอกจากกลิ่นหอมของอาหารแล้ว ยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ชวนให้หลงใหลลอยออกมาจากมุมหนึ่งของร้าน

บรรดาคุณหนูและฮูหยินจากในเมืองที่มาลิ้มรสอาหารต่างพากันสูดดมฟุตฟิต "กลิ่นอันใดกัน หอมละมุนราวกับดอกไม้สวรรค์?"

หลินหว่านเอ๋อร์เดินออกมาพร้อมถาดไม้ที่วางเรียงรายด้วยก้อนสบู่สีนวลตาและโหลแก้วบรรจุน้ำผึ้งมะนาวสีสวย "คารวะท่านน้า ท่านพี่สาวทั้งหลาย วันนี้ร้านของเรามีของดีมานำเสนอเจ้าค่ะ"

นางหยิบก้อนสบู่ที่มีลวดลายวิจิตรขึ้นมา "นี่คือ 'สบู่รังผึ้งบุปผางาม' ทำจากไขผึ้งหลวงบริสุทธิ์และน้ำมันดอกไม้ สรรพคุณช่วยให้ผิวนุ่มนวลราวกับแพรไหม ชุ่มชื้นไม่แห้งตึง ทั้งยังส่งกลิ่นหอมติดกายยาวนาน"

"สบู่รังผึ้งหรือ?" ฮูหยินท่านหนึ่งที่มีใบหน้าแห้งกร้านจากการตรากตรำมองด้วยความสนใจ "ข้าเคยใช้แต่ถั่วเขียวบดขัดตัว มันสากระคายเคืองนัก สิ่งนี้จะดีจริงหรือ?"

"ท่านลองสัมผัสดูเถิดเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ยื่นอ่างน้ำใบเล็กพร้อมฟองสบู่นุ่มละเอียดให้พวกนางทดลองล้างมือ

ทันทีที่สัมผัสฟองนุ่มลื่นและล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผิวหลังมือของพวกนางก็นุ่มนิ่มและกระจ่างใสขึ้นทันตาเห็น กลิ่นหอมอ่อนๆ ยังติดตรึงอยู่บนผิว

"โอ้โห! มหัศจรรย์ยิ่งนัก!" เสียงอุทานดังเซ็งแซ่ "ข้าเอาสิบก้อน!"

"ข้าด้วย! ข้าจะเอาไปฝากท่านแม่และน้องสาว!"

"น้ำผึ้งมะนาวดองนั่นด้วย ข้าขอลองชิม!"

เพียงชั่วพริบตา มุมสินค้าใหม่ของร้านก็เนืองแน่นไปด้วยสตรีที่แย่งกันจับจองสบู่รังผึ้งและน้ำผึ้งมะนาว ราวกับแจกฟรี ข่าวลือเรื่อง 'สบู่คืนความสาว' แพร่สะพัดออกไปในหมู่สตรีชั้นสูงในเมืองหยุนเจียงอย่างรวดเร็ว ยอดขายถล่มทลายจนหว่านเอ๋อร์แทบจะผลิตไม่ทัน

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนมองความสำเร็จเบื้องหน้าด้วยความภาคภูมิใจ การขยายไลน์สินค้าจากอาหารสู่ความงามเป็นก้าวที่ถูกต้อง การผูกขาดตลาดด้วยนวัตกรรมที่ไม่มีใครเลียนแบบได้คือกุญแจสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริง

ทว่าในขณะที่เสียงหัวเราะและเสียงเหรียญเงินกระทบกันดังสนั่นร้าน นางกลับสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง

รถม้าคันหนึ่งจอดเทียบที่หน้าร้าน ม้าศึกดูแข็งแรงทนทาน แต่มิใช่รถม้าของลูกค้าทั่วไป คนขับรถสวมชุดสีทึบ ท่าทางไม่น่าไว้วางใจ ชายผู้นั้นเดินตรงเข้ามาหาเสี่ยวเอ้อร์หน้าร้าน ยื่นซองจดหมายสีแดงสดประทับตราครุฑซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางราชการให้ แล้วชี้มือมาทางหลินหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาเย้ยหยัน

เสี่ยวเอ้อร์หน้าซีดเผือด รีบวิ่งนำจดหมายมาให้นาง "คุณหนู... มี... มีหมายเรียกจากศาลเจ้าค่ะ"

หว่านเอ๋อร์รับซองจดหมายมาเปิดอ่านด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตาหงส์กลับวาวโรจน์ขึ้นเมื่อเห็นชื่อผู้ฟ้องร้อง

'หลินต้า' ลุงใหญ่ผู้ละโมบโลภมาก และข้อหาที่ระบุไว้คือ... 'การเนรคุณและยักยอกทรัพย์สินตระกูล'

มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ บรรยากาศรอบกายพลันลดอุณหภูมิลงจนคนรอบข้างสัมผัสได้

"คิดจะเล่นงานข้าด้วยกฎหมายงั้นหรือ ท่านลุงใหญ่..." นางพึมพำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น "ดูท่าว่าน้ำผึ้งหวานๆ ของข้า จะเรียกแมลงวันน่ารำคาญมาเสียแล้ว แต่แมลงวันตัวนี้... ข้าจะตบให้ร่วงจนบินไม่ขึ้นอีกเลย!"

ลมพายุลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้น มิใช่จากธรรมชาติ แต่จากความโลภของมนุษย์ที่กำลังจะปะทะกับปัญญาอันเฉียบคมของนางสิงห์สาวแห่งไร่สุขสำราญ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: กับดักทางกฎหมาย]**