ตอนที่ 164
***บทที่ 164: กับดักทางกฎหมาย***
เสียงกลองหน้าศาลว่าการเมืองหยุนเจียงดังกระหึ่ม “ตึง! ตึง! ตึง!” สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วบริเวณ ราวกับจะปลุกให้ความยุติธรรมที่หลับใหลตื่นขึ้นมารับรู้เรื่องราวความขัดแย้งภายในตระกูลหลิน
เช้าตรู่วันนี้ ท้องฟ้าเหนือเมืองหยุนเจียงดูมืดครึ้มผิดปกติ เมฆหมอกสีเทาลอยต่ำปกคลุมยอดเขา ราวกับลางบอกเหตุถึงพายุใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำในห้องพิจารณาคดี ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันละทิ้งกิจธุระชั่วคราว มารวมตัวกันที่หน้าศาลว่าการจนแน่นขนัด หัวข้อสนทนาหนีไม่พ้นคดีความระหว่าง ‘หลินหว่านเอ๋อร์’ เธกาวีสาวผู้มั่งคั่งแห่งไร่สุขสำราญ กับ ‘หลินต้า’ ลุงใหญ่ผู้มีศักดิ์เป็นญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
“คนตระกูลหลินบ้านใหญ่นี่ช่างหน้าหนาเสียจริง” ป้าหวัง แม่ค้าขายผักกระซิบกระซาบกับคนข้างๆ “ตอนที่แม่หนูหว่านเอ๋อร์กับน้องชายลำบากแทบไม่มีข้าวกิน ไม่เห็นเขาจะโผล่หัวมาดูดำดูดี พอตอนนี้หลานสาวร่ำรวยมีที่ดินเป็นร้อยไร่ กลับวิ่งแล่นมาฟ้องร้องอ้างสิทธิ์ความเป็นญาติ”
“นั่นสิ! ถ้าไม่มีแม่นางหลิน พวกเราชาวบ้านจะมีรายได้จากการปลูกผักส่งนางหรือ? นางเป็นตัวเงินตัวทองของเมืองเราแท้ๆ ข้าล่ะอยากจะเขวี้ยงไข่เน่าใส่ไอ้ลุงหน้าเลือดนั่นนัก!” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวอย่างเดือดดาล
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง ส่วนใหญ่ล้วนเทคะแนนความสงสารและเห็นใจไปทางหลินหว่านเอ๋อร์ ทว่าในโลกของกฎหมาย ความเห็นใจมิอาจใช้แทนหลักฐานได้
ภายในห้องโถงพิจารณาคดี บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
หลินหว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าไหมสีครามเรียบหรูแต่ตัดเย็บอย่างปราณีต ยืนสงบนิ่งอยู่กลางโถง ใบหน้างดงามราบเรียบไร้อารมณ์ ดวงตาหงส์คู่สวยทอดมองไปข้างหน้าอย่างไม่หวั่นเกรง แตกต่างจากหลินต้าที่ยืนอยู่อีกฝั่ง เขาอยู่ในชุดผ้าแพรสีฉูดฉาดที่ดูใหม่เอี่ยมอ่อง พยายามวางท่าทางให้ดูภูมิฐานสมกับเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ดวงตาที่กลอกกลิ้งไปมากลับฉายแววความโลภอย่างปิดไม่มิด
ข้างกายของหลินต้า มีบุรุษร่างผอมเกร็ง ไว้หนวดเรียวเล็กเหมือนหนู สวมชุดบัณฑิตท่าทางเจ้าเล่ห์ ยืนพัดวีด้วยพัดจีบเบาๆ คนผู้นี้คือ ‘ซ่งรุ่ย’ ทนายความชื่อดังจากเมืองข้างเคียง ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเขี้ยวลากดินและสามารถกลับดำให้เป็นขาวได้ด้วยลิ้นเพียงสามนิ้ว
“เบิกตัวโจทก์และจำเลย!” เสียงประกาศกึกก้องของเจ้าหน้าที่ศาลดังขึ้น ก่อนที่ท่านนายอำเภอคนปัจจุบันจะเดินออกมานั่งบนบัลลังก์เหนือหัวมังกร
ซ่งรุ่ยขยับตัวก้าวออกมาข้างหน้า ประสานมือคารวะท่านนายอำเภออย่างนอบน้อมเกินความจำเป็น “เรียนใต้เท้าผู้ทรงธรรม ข้าน้อยซ่งรุ่ย ทนายความฝั่งโจทก์ ขอเรียนชี้แจงมูลฟ้องขอรับ”
“ว่ามา” นายอำเภอพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าเคร่งขรึม
ซ่งรุ่ยยืดตัวขึ้น หันไปมองหลินหว่านเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มหยัน ก่อนจะเริ่มร่ายยาวด้วยน้ำเสียงที่ดัดจริตให้น่าฟัง “คดีนี้เป็นเรื่องน่าสลดใจของตระกูลหลินขอรับใต้เท้า ลูกหลานอกตัญญู ลืมรากเหง้ากำพืด หลินหว่านเอ๋อร์ผู้นี้ครอบครองที่ดินผืนใหญ่และกิจการมากมาย ซึ่งตามจารีตประเพณีและกฎหมายครอบครัว ทรัพย์สินเหล่านี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของหัวหน้าตระกูลฝ่ายชาย เพื่อความมั่นคงของวงศ์ตระกูล บิดาของนางเสียชีวิตไปแล้ว น้องชายก็ยังเล็กนัก หลินต้าผู้เป็นลุงใหญ่ จึงมีความชอบธรรมในฐานะญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายที่อาวุโสที่สุด ที่จะเข้ามาจัดการดูแลทรัพย์สินแบ่งปันผลประโยชน์ เพื่อมิให้สตรีที่ยังไม่ออกเรือนนำสมบัติบรรพชนไปถลุงเล่นจนหมดสิ้น!”
คำพูดของซ่งรุ่ยช่างร้ายกาจนัก เขาไม่ได้อ้างเรื่องกรรมสิทธิ์โดยตรง แต่อ้าง ‘จารีตประเพณี’ และ ‘ความกตัญญู’ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคม หยิบยกเอาสถานะสตรีและความเยาว์วัยของน้องชายมาเป็นจุดอ่อนโจมตี
หลินต้าแสร้งยกชายแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง “ใต้เท้า... ข้าไม่ได้ต้องการสมบัติของหลานสาว แต่ข้าทนเห็นนางถูกคนภายนอกหลอกลวงไม่ได้ ข้าเพียงต้องการเข้าไปช่วยบริหารจัดการ แบ่งเบาภาระของนาง... และขอส่วนแบ่งเพียงสามส่วนเพื่อนำไปทำนุบำรุงศาลบรรพชนเท่านั้นขอรับ”
“สามส่วน?” หลินหว่านเอ๋อร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของนางใสกังวานแต่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “ท่านลุงใหญ่ ท่านช่างกล้าพูด... สามส่วนของรายได้ไร่สุขสำราญ มากพอจะซื้อเมืองเล็กๆ ได้ทั้งเมือง ท่านจะเอาไปทำนุบำรุงศาลบรรพชน หรือเอาไปถมความโลภในท้องของท่านกันแน่?”
“บังอาจ!” ซ่งรุ่ยตวาดขัดขึ้น “จำเลยกล้าใช้วาจาสามหาวต่อหน้าศาล และลบหลู่ญาติผู้ใหญ่เช่นนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความอกตัญญูตามที่ข้ากล่าวมามิผิดเพี้ยน!”
หลินหว่านเอ๋อร์ปรายตามองทนายความร่างผอมผู้นั้นด้วยสายตาสมเพช นางก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีความสง่าผ่าเผยแผ่ออกมาจากร่าง "ใต้เท้าผู้ทรงธรรม ข้ามีคำถามเดียวจะถามท่านลุงใหญ่... ในวันที่ข้าและน้องชายต้องขุดรากไม้กิน ประทังชีวิตด้วยน้ำข้าวต้มเจือจาง ท่านอยู่ที่ไหน? ในวันที่บิดาข้าสิ้นใจ ท่านอยู่ที่ไหน? ท่านไม่เคยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ซ้ำยังขับไล่พวกเราไปอยู่ท้ายหมู่บ้าน แล้ววันนี้ท่านกลับมาอ้างสิทธิ์ความเป็นญาติ... ช่างน่าขันสิ้นดี!”
“นั่นเป็นเรื่องในอดีต!” ซ่งรุ่ยรีบแก้ต่าง “ความสัมพันธ์ทางสายเลือดมิอาจตัดขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลุงก็คือลุง หลานก็คือหลาน กฎหมายตราไว้ชัดเจนว่าผู้อาวุโสมีสิทธิ์ปกครองดูแลผู้เยาว์ในตระกูล!”
ทนายเจ้าเล่ห์ผู้นี้ยกข้อกฎหมายเรื่องการปกครองมาบีบคั้น เขาเตรียมการบ้านมาดี เขารู้ว่าหากสู้ด้วยเรื่องโฉนดที่ดิน เขาอาจแพ้ แต่ถ้าสู้ด้วยเรื่อง ‘สิทธิ์การปกครองผู้เยาว์และทรัพย์สิน’ เขามีโอกาสชนะสูง เพราะหว่านเอ๋อร์ยังไม่ได้แต่งงานและไม่มีบิดามารดาคุ้มครอง
ชาวบ้านที่มุงดูเริ่มส่งเสียงฮือฮา หลายคนเริ่มกังวลแทนหว่านเอ๋อร์ เพราะกฎหมายข้อนี้เป็นช่องโหว่ที่พวกเศรษฐีชอบใช้ฮุบสมบัติญาติพี่น้อง
“ท่านทนายพูดถูก” หลินหว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย มุมปากยกยิ้มลึกลับ “สายเลือดมิอาจตัดขาด... แต่ ‘นิตินัย’ ตัดขาดได้”
นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบซองเอกสารเก่าคร่ำครึซองหนึ่งออกมา ชูขึ้นเหนือศีรษะ
“นี่คือหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์!” น้ำเสียงของนางดังก้องกังวานไปทั่วโถง “เอกสารฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า บ้านใหญ่ตระกูลหลินได้ตัดขาดข้าและน้องชายออกจากตระกูล สิ้นสุดความสัมพันธ์ฉันญาติมิตร ต่างคนต่างอยู่ ไม่ข้องเกี่ยวกันทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย ทรัพย์สินใดที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหามาได้ ย่อมเป็นสิทธิ์ขาดของฝ่ายนั้น อีกฝ่ายห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือเรียกร้องสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น!”
หลินต้าหน้าถอดสี ขาแข้งเริ่มสั่นเทา เขาจำได้เลือนรางว่าเคยเซ็นอะไรบางอย่างตอนขับไล่พวกนางออกจากบ้าน แต่ไม่คิดว่านางจะเก็บรักษามันไว้อย่างดีขนาดนี้
“และที่สำคัญที่สุด...” หว่านเอ๋อร์คลี่กระดาษออก เผยให้เห็นตราประทับสีแดงสดที่ยังคงชัดเจนแม้เวลาจะผ่านไป “เอกสารฉบับนี้ ประทับตราครุฑแดงรับรองโดยท่านนายอำเภอคนก่อน และมีลายเซ็นพยานรับรองถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ!”
เสียงสูดหายใจเฮือกดังขึ้นทั่วห้องพิจารณาคดี ซ่งรุ่ยเบิกตากว้าง จ้องมองเอกสารในมือนางราวกับเห็นผี
นายอำเภอรับเอกสารจากเจ้าหน้าที่ศาลมาพิจารณา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันขณะอ่านข้อความ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ตราประทับนี้เป็นของจริง ลายมือชื่อของท่านนายอำเภอคนก่อนก็ถูกต้อง เนื้อหาในสัญญาระบุการตัดขาดชัดเจน...”
สถานการณ์พลิกกลับตาลปัตร! หลินหว่านเอ๋อร์ยืนยิ้มเยาะ มองดูสีหน้าซีดเผือดของลุงใหญ่
แต่ทว่า... ซ่งรุ่ยมิใช่ทนายกระจอกที่จะยอมจำนนง่ายๆ แววตาเจ้าเล่ห์ของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาอีกครั้ง เขาเดินเข้าไปกระซิบข้างหูหลินต้าสองสามคำ ก่อนจะหันมาประสานมือคารวะศาล
“ช้าก่อนขอรับใต้เท้า!” ซ่งรุ่ยแย้งเสียงดัง “เอกสารฉบับนี้... อาจจะเป็นของจริง แต่ข้าขอตั้งข้อสังเกตถึง ‘ความชอบธรรม’ ในการทำสัญญาฉบับนี้ขอรับ!”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” นายอำเภอถามเสียงเข้ม
“ตอนที่ทำสัญญานี้ แม่นางหลินยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ส่วนลูกความของข้า... เอ่อ... อาจจะอยู่ในภาวะมึนเมาหรือถูกบีบคั้นทางอารมณ์” ซ่งรุ่ยเริ่มแถไถเอาสีข้างเข้าถู “ข้าได้ยินมาว่า วันนั้นมีการข่มขู่กันเกิดขึ้น อีกทั้ง... เอกสารสำคัญเช่นนี้ หากไม่มีพยานบุคคลมายืนยันเจตนาที่แท้จริงในขณะนั้น ก็อาจถือว่าเป็นโมฆะได้! ใครจะรู้ว่านางอาจจะสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่คนเก่าปลอมแปลงเจตนา หรือหลอกให้ลุงของนางเซ็นโดยไม่รู้เนื้อหา!”
มันคือกับดักทางกฎหมายชั้นสอง! หากเอกสารเป็นของจริง ก็ต้องโจมตีที่มาของเอกสาร
ซ่งรุ่ยยิ้มกริ่ม “หากแม่นางหลินบริสุทธิ์ใจจริง นางต้องนำพยานบุคคลที่เชื่อถือได้ และอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นมายืนยันต่อศาล ว่าการตัดขาดนี้เป็นไปโดยความสมัครใจและโปร่งใสของทั้งสองฝ่าย มิเช่นนั้น เอกสารเพียงแผ่นเดียวนี้ ก็ไม่อาจลบล้างสายเลือดในกายได้!”
หลินต้าเริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง รีบผสมโรงทันที “ใช่ๆ! ข้าจำได้ว่าวันนั้นข้าเมามาก! ข้าไม่รู้เรื่อง ข้าถูกนางหลอกให้ประทับลายนิ้วมือ!”
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ชาวบ้านเริ่มสับสน ทนายผู้นี้ช่างสรรหาข้ออ้างได้เก่งกาจนัก การจะหาพยานจากเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ย่อมเป็นเรื่องยาก ยิ่งเป็นชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป คำพูดจะมีน้ำหนักสักเพียงใดกันเชียว
หลินหว่านเอ๋อร์หรี่ตามองสองคนลุงหลานสลับกัน นางไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย กลับกัน รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยิ่งกว้างขึ้น ราวกับกำลังรอจังหวะนี้อยู่
“โอ้... ท่านทนายต้องการพยานบุคคลที่ ‘เชื่อถือได้’ และ ‘อยู่ในเหตุการณ์’ อย่างนั้นหรือ?” นางทวนคำเสียงสูง พลางเดินเข้าไปใกล้คอกพยาน
“ถูกต้อง!” ซ่งรุ่ยเชิดหน้าขึ้น “หากไม่มีพยานที่มีน้ำหนักพอ เอกสารนี้ก็เป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึก!”
หลินหว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้ขนคอของหลินต้าลุกชัน นางหันไปสบตากับนายอำเภออย่างมั่นใจ
“ถ้าเช่นนั้น ก็ประจวบเหมาะนัก...” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ “เพราะข้าไม่ได้มาตัวเปล่า ข้าได้เชิญพยานปากเอกสองท่านมารออยู่ที่ห้องรับรองด้านหลังแล้ว ท่านหนึ่งคือผู้รักษาชีวิตคนทั้งเมือง อีกท่านคือผู้ดูแลความสงบของหมู่บ้าน... ข้าคิดว่าน้ำหนักคำพูดของพวกเขาน่าจะหนักพอที่จะทับคอคนโกหกให้หักได้!”
นางผายมือไปทางประตูทางเข้า “ขอเชิญพยานของข้า!”
ประตูห้องพิจารณาคดีเปิดออกกว้าง แสงสว่างสาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นเงาร่างของบุคคลสองคนที่เดินเข้ามาอย่างองอาจ
กับดักที่ซ่งรุ่ยวางไว้ กำลังจะดีดใส่นิ้วตัวเองเสียแล้ว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พยานปากเอก]**