ตอนที่ 165

***บทที่ 165: พยานปากเอก***

ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศก้องของหลินหว่านเอ๋อร์ บรรยากาศภายในศาลที่เคยตึงเครียดด้วยความสงสัยก็พลันเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัด ทุกสายตาจับจ้องไปที่ประตูทางเข้า

ร่างของชายชราสองคนเดินเข้ามาด้วยท่วงท่ามั่นคง แม้เสื้อผ้าจะดูเรียบง่ายตามประสาชาวบ้าน แต่รัศมีแห่งความน่าเกรงขามและคุณธรรมกลับแผ่ซ่านออกมาจนผู้คนต้องแหวกทางให้

คนแรกคือชายชราผมขาวโพลน สวมชุดยาวสีครามสะอาดสะอ้าน ในมือถือไม้เท้าหัวมังกร นี่คือ ‘ท่านหมอฝู’ แพทย์อาวุโสผู้มีเมตตาธรรม รักษาคนยากไร้โดยไม่คิดเงินมานานหลายสิบปี เป็นที่เคารพนับถือดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรของชาวเมือง

คนที่สองคือชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ใบหน้าเคร่งขรึมดุดัน นี่คือ ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ ผู้นำหมู่บ้านสกุลหลินที่ขึ้นชื่อเรื่องความยุติธรรมและความเข้มงวด

“ทะ... ท่านหมอฝู... ผู้ใหญ่บ้าน...” หลินต้าหน้าซีดเผือดดั่งกระดาษสา ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลย้อยลงมาตามขมับ

ซ่งรุ่ย ทนายความจอมเจ้าเล่ห์ หรี่ตามองพยานทั้งสอง เขารู้สึกได้ทันทีว่ากระแสลมเปลี่ยนทิศแล้ว แต่ด้วยสัญชาตญาณนักกฎหมาย เขาจึงรีบตะโกนขึ้น “ใต้เท้า! การนำชาวบ้านร้านตลาดมาเป็นพยาน ย่อมมีโอกาสเตี๊ยมกันมาก่อน ข้าขอคัดค้าน...”

“หุบปาก!” เสียงตวาดดังลั่นมาจากบัลลังก์ ผู้พิพากษามองลงมาด้วยสายตาคมกริบ “ท่านหมอฝูเป็นถึงแพทย์ผู้ทรงคุณธรรม เคยได้รับป้ายสรรเสริญจากทางการ ส่วนผู้ใหญ่บ้านก็เป็นเจ้าพนักงานปกครองท้องถิ่น เจ้ากล้าดูหมิ่นเกียรติของพวกเขาว่าเป็นเพียง ‘ชาวบ้านร้านตลาด’ ที่จะมาพูดเท็จงั้นรึ!”

ซ่งรุ่ยหน้าเสีย รีบก้มหน้าลง “ข้าน้อยมิกล้า... มิกล้าขอรับ”

หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก นางผายมือไปทางพยาน “ท่านหมอฝูเจ้าคะ วันที่ครอบครัวข้าทำหนังสือแยกบ้าน วันนั้นท่านอยู่ในเหตุการณ์ด้วยหรือไม่ และสภาพการณ์เป็นเช่นไร?”

ท่านหมอฝูถอนหายใจยาว ก่อนจะประสานมือคารวะผู้พิพากษา “เรียนใต้เท้า วันนั้นข้าผู้น้อยถูกเชิญไปรักษาบิดาของหลินหว่านเอ๋อร์ที่ถูกตีจนบาดเจ็บสาหัส ข้าจำได้แม่นยำยิ่งกว่าสิ่งใด...” เขาปรายตามองไปที่หลินต้าด้วยความรังเกียจ

“วันนั้นหลินต้าผู้นี้ ไม่ได้มีอาการมึนเมาแม้แต่น้อย เขามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ซ้ำยังตะโกนด่าทอน้องชายและหลานสาว ไล่พวกเขาออกจากบ้านท่ามกลางหิมะตกหนัก เพราะกลัวว่าน้องชายที่บาดเจ็บจะเป็นภาระต้องเสียเงินรักษา เขาเป็นคนคะยั้นคะยอให้รีบประทับลายนิ้วมือแยกบ้านด้วยตนเอง เพื่อจะได้ไม่ต้องแบ่งสมบัติและไม่ต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล!”

เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทั่วศาล ชาวบ้านที่มุงดูต่างชี้หน้าด่าทอหลินต้า

“ช่างใจดำอำมหิตนัก!”

“พี่ชายแท้ๆ ยังทำกันได้ลงคอ!”

“โกหกว่าเมา ที่แท้ก็แค่คนเห็นแก่ตัว!”

หลินต้าตัวสั่นงันงก พยายามจะอ้าปากเถียง “ไม่จริง! ข้า... ข้า...”

“ยังไม่หมดเจ้าค่ะ” หลินหว่านเอ๋อร์หันไปทางผู้ใหญ่บ้าน “ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน ช่วยยืนยันเรื่องหนังสือสัญญาได้หรือไม่เจ้าคะ?”

ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าหนักแน่น “ข้าเป็นคนร่างหนังสือฉบับนั้นด้วยมือของข้าเอง ข้าถามย้ำกับหลินต้าถึงสามครั้งว่าแน่ใจหรือไม่ที่จะตัดขาดพี่น้องเพียงเพราะเงินทอง เขาตอบข้าว่า ‘คนไร้ค่า เลี้ยงไว้ก็เปลืองข้าวสุก’ คำพูดนี้ข้ายังจำได้ขึ้นใจ! ลายนิ้วมือนั่น เขาเป็นคนกดลงไปอย่างเต็มใจ ยิ่งกว่าเต็มใจเสียอีก!”

คำให้การของพยานปากเอกทั้งสองเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบทำลายข้อแก้ตัวของหลินต้าจนย่อยยับไม่มีชิ้นดี ซ่งรุ่ยยืนนิ่งงัน เอกสารในมือร่วงหล่นลงพื้น เขารู้ตัวแล้วว่าคดีนี้แพ้อย่างราบคาบ

ผู้พิพากษากระแทกไม้ลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น “ปัง!”

“หลักฐานและพยานชัดเจนแจ่มแจ้ง! หลินต้า เจ้าช่างบังอาจนัก ไม่เพียงเนรคุณทอดทิ้งพี่น้อง ยังกล้าโป้ปดมดเท็จต่อหน้าศาลเพื่อหวังผลประโยชน์ ใส่ร้ายหลานสาวในไส้!”

น้ำเสียงของผู้พิพากษาทรงพลังดั่งฟ้าผ่า “ศาลตัดสินยกฟ้อง! หนังสือแยกบ้านถือเป็นโมฆะไม่ได้ ให้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ ทรัพย์สินที่ครอบครัวหลินหว่านเอ๋อร์หามาได้ย่อมเป็นสิทธิ์ขาดของนางแต่เพียงผู้เดียว ส่วนเจ้า... หลินต้า โทษฐานแจ้งความเท็จและสร้างความวุ่นวาย ข้าสั่งปรับเจ้าห้าสิบตำลึงเงิน และโบยยี่สิบไม้!”

“ไม่นะใต้เท้า! ข้าไม่มีเงิน! ข้าผิดไปแล้ว!” หลินต้ากรีดร้องโหยหวนเมื่อได้ยินคำตัดสิน แต่เจ้าหน้าที่ศาลไม่รอช้า เข้ามาลากตัวเขาออกไปเตรียมลงทัณฑ์

ความอับอายขายหน้าแล่นพล่านไปทั่วร่างหลินต้า สายตาดูถูกเหยียดหยามของชาวบ้านนับร้อยคู่ที่จ้องมองมาเหมือนเข็มพันเล่มทิ่มแทงหัวใจ ความโลภที่หวังจะฮุบกิจการของหลานสาวกลับกลายเป็นบ่วงรัดคอตัวเอง

ในจังหวะที่ถูกลากผ่านหน้าหลินหว่านเอ๋อร์ ความโกรธแค้นและความอัปยศทำให้หลินต้าขาดสติ เขาแผดเสียงคำรามลั่น ดวงตาแดงก่ำถลนออกมาดั่งปีศาจร้าย

“นังเด็กสารเลว! นังปีศาจ! ฝากไว้ก่อนเถอะ วันนี้เจ้าชนะ แต่ข้าไม่จบแน่! ข้าจะฆ่าเจ้า! ข้าจะเผาร้านเจ้าให้วอดวาย คอยดูเถอะ!!”

เสียงขู่อาฆาตดังก้องไปทั่วศาล ทำให้ผู้คนหวาดผวา แต่หลินหว่านเอ๋อร์กลับยืนนิ่งสงบ นางเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่มองลุงของตนเองนั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ เหลือเพียงความสมเพช

“ท่านลุง...” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นที่ดังฝ่าความชุลมุน “ขอบคุณที่ช่วยยืนยันต่อหน้าธารกำนัลว่าท่านเป็นคนเช่นไร... คำขู่ของท่านเมื่อครู่ ผู้พิพากษาและชาวเมืองทุกคนได้ยินชัดเจน หากวันหน้าเกิดเหตุร้ายอันใดขึ้นกับข้าหรือร้านของข้า คนแรกที่ทางการจะไปลากคอมา... ก็คือท่าน!”

ใบหน้าของหลินต้าบิดเบี้ยวด้วยความคั่งแค้นจนพูดไม่ออก ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ลากตัวออกไปรับโทษโบย เสียงไม้กระทบเนื้อและเสียงร้องโหยหวนดังแว่วเข้ามา สร้างความสะใจให้แก่ผู้คนที่มุงดู

เมื่อเรื่องราววุ่นวายจบลง หลินหว่านเอ๋อร์เดินออกมาจากศาลพร้อมกับท่านหมอฝูและผู้ใหญ่บ้าน นางก้มศีรษะขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองอย่างนอบน้อม

“ขอบคุณท่านทั้งสองมากเจ้าค่ะ หากไม่มีพวกท่าน วันนี้ข้าคงลำบาก”

ท่านหมอฝูยิ้มอย่างเอ็นดู “คนทำดีฟ้าดินย่อมคุ้มครอง เจ้าเป็นเด็กกตัญญู ขยันทำมาหากิน ใครหน้าไหนก็รังแกเจ้าไม่ได้หรอก”

หลังจากส่งพยานทั้งสองกลับ หลินหว่านเอ๋อร์เดินทอดน่องไปตามตลาดในเมืองหยุนเจียง แม้จะได้รับชัยชนะในศาล แต่ในใจนางกลับครุ่นคิดถึงบางสิ่ง

นางมองเห็นแผงขายผักดองและเครื่องปรุงรสที่มีอยู่ดาษดื่นในตลาด แม้สินค้าของนางจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ตลาดในเมืองหยุนเจียงนั้นเล็กนัก คู่แข่งเริ่มลอกเลียนแบบมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งวัตถุดิบเดิมๆ ก็เริ่มจำเจ

'สระน้ำแห่งนี้เริ่มจะคับแคบเกินไปสำหรับปลาใหญ่อย่างข้าเสียแล้ว...' นางรำพึงในใจ

ดวงตาหงส์ตวัดมองไปทางทิศตะวันออก ทิศที่ตั้งของเมืองท่าชายทะเลอันรุ่งเรือง ที่นั่นมีวัตถุดิบแปลกใหม่ มีผู้คนมากหน้าหลายตา และที่สำคัญ... มีโอกาสทางการค้าที่รอให้คนกล้าไปกอบโกย

หลินหว่านเอ๋อร์กำหมัดแน่น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้างาม

"หลินต้า... ท่านคิดว่าจะขวางข้าได้งั้นหรือ? รอให้ข้ากลับมาจากเมืองท่าเสียก่อนเถอะ ข้าจะทำให้ตระกูลหลินสายหลักของท่านต้องแหงนหน้ามองข้าจนคอตั้งบ่า!"

การเดินทางครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และครั้งนี้... นางไม่ได้หวังเพียงแค่เงินทองเล็กน้อย แต่เป้าหมายคือการปฏิวัติวงการอาหารของแคว้น!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การขยายตลาดสู่เมืองท่า]**