ตอนที่ 166
***บทที่ 166: การขยายตลาดสู่เมืองท่า***
สายลมแห่งฤดูใบไม้ร่วงพัดพาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่วเมืองหยุนเจียง หากแต่ในใจของหลินหว่านเอ๋อร์กลับร้อนรุ่มดั่งไฟที่เพิ่งถูกจุด ความคิดที่จะขยายอาณาจักรการค้านั้นแจ่มชัดยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
หลังจากจัดการเรื่องคดีความของหลินต้าจนสิ้นซาก นางมุ่งตรงไปยังภัตตาคารฟู่กุ้ย เพื่อพบกับ 'เถ้าแก่เนี่ย' พันธมิตรทางการค้าคนสำคัญ ผู้ที่รับซื้อผักและเครื่องปรุงรสจากนางมาโดยตลอด
"เจ้าจะไปเมืองท่าตงไห่รึ?" เถ้าแก่เนี่ยอุทานเสียงหลง วางถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยความตกใจ "หว่านเอ๋อร์ หนทางไกลนับร้อยลี้ อีกทั้งเจ้ายังเป็นสตรีตัวคนเดียว..."
"ข้ามิได้ไปคนเดียวเจ้าค่ะ แต่ข้าจะขอรบกวนเถ้าแก่เนี่ยช่วยเป็นธุระพาข้าไป หรือแนะนำกองคาราวานที่ไว้ใจได้ให้ข้าที" หลินหว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตามิได้มีความล้อเล่นแม้แต่น้อย
นางอธิบายเหตุผลอย่างฉะฉานว่า ตลาดในเมืองหยุนเจียงแม้จะยังขายได้ แต่เริ่มมีคู่แข่งทำของเลียนแบบ อีกทั้งกำลังซื้อของชาวบ้านมีจำกัด หากต้องการความมั่งคั่งที่แท้จริง ต้องนำสินค้าไปขายในที่ที่สินค้าของเราเป็นของหายาก และนำของที่หาได้ยากในถิ่นเรากลับมาขายในราคาสูง
"น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ คนย่อมมุ่งสู่ที่สูง... เมืองท่าตงไห่คือประตูสู่การค้าขายกับแดนใต้และแคว้นอื่น ที่นั่นย่อมมีเศรษฐีที่ยอมจ่ายหนักเพื่อรสชาติที่แปลกใหม่"
เถ้าแก่เนี่ยจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความทึ่ง ในแววตาของนางมิใช่แววตาของสาวชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นสายตาของพยัคฆ์ที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อชิ้นใหญ่ เขาหัวเราะร่าพลางตบเข่าฉาด
"ประเสริฐ! ข้าเองก็มีสหายทำการค้าอาหารทะเลแห้งอยู่ที่นั่นพอดี และตั้งใจจะไปดูสินค้าอยู่แล้ว เช่นนั้นเราออกเดินทางกันเถอะ!"
การเดินทางไกลครั้งแรกของหลินหว่านเอ๋อร์จึงเริ่มขึ้น
ตลอดการเดินทาง รถม้าโยกคลอนไปตามเส้นทางที่ขรุขระ ผ่านป่าเขาและทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ สำหรับคุณหนูในห้องหอทั่วไปคงบ่นกระปอดกระแปด แต่สำหรับหลินหว่านเอ๋อร์ที่มีมิติลับติดตัว นางลอบนำน้ำพุวิญญาณออกมาจิบแก้กระหายและคลายความเมื่อยล้า ทำให้ตลอดทางนางยังคงสดใสและเต็มไปด้วยพลัง จนเถ้าแก่เนี่ยยังต้องเอ่ยชมในความอดทน
เมื่อผ่านพ้นช่องเขาเชียนซาน กลิ่นอายของอากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป กลิ่นเค็มจางๆ ของเกลือสมุทรลอยมาตามลม เสียงนกนางนวลร้องระงมบ่งบอกว่าจุดหมายอยู่ไม่ไกล
"ถึงแล้ว... เมืองท่าตงไห่"
เบื้องหน้าคือเมืองท่าขนาดใหญ่ที่คึกคักไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ เรือสำเภาลำมหึมาจอดเรียงรายเต็มท่าเรือ เสียงตะโกนโหวกเหวกของกุลีแบกหามดังประสานกับเสียงคลื่นสาดซัด
หลินหว่านเอ๋อร์สูดหายใจเข้าลึก ในจมูกของคนอื่นอาจได้กลิ่นคาวปลาที่น่าสะอิดสะเอียน แต่สำหรับนาง... นี่คือกลิ่นของ 'เงินตรา'
"เถ้าแก่เนี่ย ท่านพาข้าไปพบสหายของท่านเถิด ข้ามีของดีจะเสนอเขา"
สหายของเถ้าแก่เนี่ยมีนามว่า 'นายท่านจาง' เป็นพ่อค้าอาหารทะเลรายใหญ่ที่มีคลังสินค้าติดท่าเรือ รูปร่างท้วมสมบูรณ์ ใบหน้ายิ้มแย้มแต่แววตาคมกริบตามประสาพ่อค้า
เมื่อแรกเห็นหลินหว่านเอ๋อร์ นายท่านจางเพียงปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจนัก คิดว่าเป็นเพียงหลานสาวที่เถ้าแก่เนี่ยพามาเปิดหูเปิดตา จนกระทั่งหว่านเอ๋อร์นำไหดินเผาขนาดเล็กออกมาเปิด
กลิ่นหอมหวลของ 'ซอสปรุงรสสูตรพิเศษ' (ที่นางปรุงด้วยน้ำแร่จากมิติและสมุนไพรชั้นเลิศ) ลอยฟุ้งไปทั่วห้องรับรอง กลิ่นหอมเข้มข้นที่ผสมผสานระหว่างความเค็ม ความหวาน และความกลมกล่อม ทำให้นายท่านจางต้องกลืนน้ำลาย
"นี่คือ..."
"ซอสโอชาเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ตอบพร้อมรอยยิ้มการค้า "อาหารทะเลของท่านสดใหม่ก็จริง แต่มักมีกลิ่นคาว หากใช้ซอสของข้าปรุง หรือเพียงแค่นำไปจิ้ม รสชาติจะเลิศล้ำขึ้นราวกับอาหารทิพย์"
นางขอให้คนครัวนำกุ้งลวกและปลาทอดมาทดสอบทันที เมื่อนายท่านจางได้ลิ้มรส ดวงตาที่เคยหรี่เล็กก็เบิกโพลง รสชาติอุมามิที่ระเบิดในปากทำให้เขาหยุดกินไม่ได้
"ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมมาก! แม่หนู เจ้าขายอย่างไร!" ท่าทีของเขาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่รีบร้อน นางเจรจาด้วยความสุขุม "ข้ามิได้ต้องการเพียงเงินทองเจ้าค่ะท่านอาเจียง ข้าต้องการแลกเปลี่ยนสินค้า... ข้าต้องการปลาหมึกแห้ง กุ้งแห้ง และปลาเค็มตากแห้งชั้นดีที่สุดของท่าน ในราคาขายส่ง"
การเจรจาเป็นไปอย่างดุเดือดแต่ราบรื่น ด้วยไหวพริบของหว่านเอ๋อร์ นางสามารถขายซอสทั้งหมดที่เตรียมมาในราคาสูงลิ่ว และยังได้สัญญาซื้อขายอาหารทะเลแห้งคุณภาพเยี่ยมในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดกึ่งหนึ่ง
หลังจากเสร็จสิ้นการเจรจา หว่านเอ๋อร์เดินสำรวจคลังสินค้าของนายท่านจาง สายตาของนางเป็นประกายระยิบระยับเมื่อเห็นกอง 'หมึกแห้ง' และ 'กุ้งแห้ง' สีส้มสด ที่ชาวเมืองนี้เห็นเป็นของธรรมดา แต่สำหรับชาวภูเขาอย่างเมืองหยุนเจียง นี่คืออาหารเหลาชั้นเลิศ!
"หึๆ... กลับไปคราวนี้ ร้านอาหารคู่แข่งในเมืองหยุนเจียงคงต้องกระอักเลือดแน่" นางกระหยิ่มในใจ
ในขณะที่คนงานกำลังขนถ่ายสินค้าขึ้นรถม้าของเถ้าแก่เนี่ย หว่านเอ๋อร์เดินเลี่ยงออกมาชมบรรยากาศที่ท่าเรืออีกเล็กน้อย สายตาของนางสะดุดเข้ากับเรือประมงลำหนึ่งที่เพิ่งเข้าเทียบท่า บนเรือนั้นเต็มไปด้วยสัตว์ทะเลหน้าตาประหลาดที่ชาวบ้านส่ายหน้าหนี
มันคือ 'ปูม้า' ตัวใหญ่ยักษ์และ 'กั้ง' ที่ดีดตัวไปมา ชาวประมงกำลังจะโกยพวกมันทิ้งลงทะเลเพราะคิดว่าเป็นสัตว์เปลือกแข็งที่เนื้อน้อยและแกะยาก
"ช้าก่อนพี่ชาย!" หว่านเอ๋อร์ร้องเรียก "ของพวกนั้น... หากท่านไม่ต้องการ ขายให้ข้าเถอะ!"
ชาวประมงหันมามองนางราวกับมองคนโง่ "แม่นางน้อย ของพวกนี้เปลือกแข็ง บาดมือ กินก็ยาก เจ้าจะเอาไปทำไม?"
"ข้ามีวิธีจัดการเจ้าค่ะ" นางยิ้มกริ่ม สมองจินตนาการถึงเมนู 'ทะเลเดือด' รสจัดจ้านที่จะสร้างชื่อกระฉ่อน
ทว่า ในจังหวะที่นางกำลังจะยื่นเงินให้ชาวประมง เงาทะมึนสายหนึ่งก็ทาบทับลงมา
ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สวมชุดไหมแพรเนื้อดีแต่ท่าทางนักเลง เดินแหวกฝูงชนเข้ามาพร้อมลูกสมุนนับสิบคน ที่เอวของมันพกดาบโค้งเล่มโต ใบหน้ามีรอยแผลเป็นน่ากลัว
"เดี๋ยว... ใครอนุญาตให้ทำการค้าขายที่ท่าเรือนี้โดยไม่ผ่านข้า?" เสียงหยาบกระด้างดังขึ้น ทำให้ชาวประมงหน้าซีดเผือด รีบถอยกรูด
เถ้าแก่เนี่ยที่เพิ่งเดินตามมาถึงกับหน้าถอดสี กระซิบเสียงสั่น "แย่แล้ว... นั่นมัน 'เสือสมุทรหลัว' ขาใหญ่ประจำท่าเรือนี้ ใครจะซื้อขายของแปลกๆ ต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้มัน หรือไม่ก็ต้องขายให้มันในราคาถูก!"
เสือสมุทรหลัวปรายตามองหลินหว่านเอ๋อร์อย่างจาบจ้วง ก่อนจะแสยะยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นขนลุก
"ได้ยินว่านังหนูหน้าตาจิ้มลิ้มคนนี้ มี 'ซอสวิเศษ' ที่ทำให้ร้านตาเฒ่าจางแทบคลั่งตาย... ข้าไม่สนใจปูเน่าพวกนี้หรอก แต่ข้าสนใจสูตรซอสของเจ้ามากกว่า"
มันก้าวเข้ามาประชิด รัศมีคุกคามแผ่ซ่าน "ส่งสูตรมาให้ข้า แล้วข้าจะปล่อยเจ้ากลับบ้านไปหาพ่อแม่... แต่ถ้าไม่..."
ลูกสมุนของมันชักมีดสั้นออกมาขู่รอบทิศ ทางหนีทีไล่ถูกปิดตาย ชาวบ้านมุงดูด้วยความหวาดกลัวแต่ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าช่วย
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนนิ่ง ใบหน้าสวยหวานไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ดูอันตรายยิ่งกว่าคมมีด
นางค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ... มิใช่เพื่อหยิบสูตรลับ แต่เป็นบางสิ่งที่นางเตรียมไว้สำหรับสถานการณ์เช่นนี้โดยเฉพาะ
"ท่านอยากได้สูตรหรือเจ้าคะ? ได้สิ... แต่ท่านต้องรับ 'ของขวัญ' ชิ้นนี้ไปก่อน!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เมนูทะเลเดือด]**