ตอนที่ 167

***บทที่ 167: เมนูทะเลเดือด***

"ผงพริกปีศาจสูตรพิเศษ รับไป!"

สิ้นเสียงหวานใสที่แฝงความอำมหิต ผงสีแดงเพลิงฟุ้งกระจายออกจากฝ่ามือเรียวงามของหลินหว่านเอ๋อร์ เข้าปะทะใบหน้าของเสือสมุทรหลัวและสมุนอย่างจัง เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วท่าเรือ ร่างใหญ่โตของนักเลงเจ้าถิ่นลงไปดิ้นพราด ๆ อยู่กับพื้น น้ำหูน้ำตาไหลพรากด้วยความแสบร้อนสาหัสที่แม้แต่น้ำทะเลก็ไม่อาจชะล้างได้โดยง่าย

ในระหว่างที่ความโกลาหลบังเกิด หญิงสาวผู้ก่อเรื่องกลับหันไปเจรจากับชาวประมงที่ยืนตัวสั่นงันงกอย่างรวดเร็ว นางกวาดซื้อ 'ของแห้งไร้ค่า' ที่ชาวบ้านมองว่าเหม็นคาวและเคี้ยวยากมาจนเกลี้ยงแผงในราคาถูกแสนถูก ก่อนจะพาบิดามารดาขึ้นเกวียนวัวจากไป ทิ้งตำนานนางมารน้อยผู้สยบเสือสมุทรไว้เบื้องหลัง

...

ยามตะวันคล้อยต่ำ หลินหว่านเอ๋อร์กลับมาถึงลานหน้าบ้านด้วยรอยยิ้ม ร่างบางกระโดดลงจากเกวียนพร้อมกระสอบใบเขื่องที่ส่งกลิ่นเค็มปร่าแปลกจมูกจนชาวบ้านละแวกนั้นต้องย่นจมูกมอง

"นังหนูบ้านหลินไปขนอะไรมา กลิ่นเหมือนซากปลาเน่าเชียว" ป้าหวัง เพื่อนบ้านปากเปราะเอ่ยทักเสียงดัง

หลินหว่านเอ๋อร์เพียงปรายตามองแล้วยิ้มมุมปาก "ของดีเจ้าค่ะป้าหวัง พรุ่งนี้ท่านเตรียมเงินไว้ให้ดีเถิด รับรองว่ากลิ่น 'ซากปลาเน่า' นี้จะทำให้ท่านน้ำลายสอจนลืมกลืนข้าว"

นางขนวัตถุดิบเข้าครัวทันที ภายในมิติลับส่วนตัว นางได้ตระเตรียมเครื่องปรุงรสเลิศรอไว้แล้ว สิ่งที่นางขนมาคือ 'หมึกแห้ง' และ 'กุ้งแห้ง' อาหารทะเลตากแห้งที่ชาวเมืองท่ามองว่าเป็นของราคาต่ำเพราะปรุงยากและเนื้อเหนียว แต่สำหรับหลินหว่านเอ๋อร์ นี่คือขุมทรัพย์แห่งรสชาติที่รอการปลดปล่อย

"ท่านแม่ ช่วยข้าก่อไฟให้แรงที่สุด วันนี้เราจะทำเมนูที่ชาวภูเขาไม่เคยลิ้มลอง!"

นางนำหมึกแห้งและกุ้งแห้งไปแช่น้ำให้นิ่ม จากนั้นหั่นหมึกเป็นวงกลมพอดีคำ กุ้งแห้งตัวอวบอ้วนสีส้มสดถูกล้างจนสะอาดสะอ้าน วุ้นเส้นเหนียวนุ่มที่ทำจากถั่วเขียวชั้นดีถูกแช่น้ำเตรียมรอไว้

เมนูแรก 'ข้าวผัดทะเล'

กระทะเหล็กใบใหญ่ถูกตั้งบนเตาไฟที่ลุกโชน น้ำมันหมูเจียวหอมกรุ่นถูกเทลงไป ตามด้วยกระเทียมสับละเอียดที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งทันทีที่สัมผัสความร้อน หว่านเอ๋อร์โยนกุ้งแห้งและหมึกแห้งที่หั่นเต๋าลงไปผัดจนส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล กลิ่นคาวปลาที่ชาวบ้านรังเกียจกลับกลายเป็นกลิ่นหอมรัญจวนใจอย่างน่าประหลาดเมื่อถูกความร้อนและเครื่องเทศ

ข้าวสวยเม็ดร่วนสีขาวนวลถูกเทลงไปคลุกเคล้า หว่านเอ๋อร์สะบัดตะหลิวด้วยท่วงท่าดุจจอมยุทธ์ร่ายรำ เม็ดข้าวเต้นระบำอยู่ในกระทะเคลือบด้วยไข่ไก่สีเหลืองทองและซอสปรุงรสสูตรลับ กลิ่นหอมไหม้ของกระทะ (Wok Hei) ผสานกับกลิ่นทะเล สร้างความหิวโหยให้กับทุกคนที่ได้กลิ่น

"หอม... หอมเหลือเกิน!" บิดาที่นั่งสานตะกร้าอยู่หน้าบ้านถึงกับกลืนน้ำลาย

แต่ทีเด็ดที่แท้จริงคือเมนูที่สอง 'ยำวุ้นเส้นทะเลเดือด'

ในโลกยุคนี้ ผู้คนคุ้นเคยแต่อาหารรสจืดชืด หรือไม่ก็เค็มโดด แต่หลินหว่านเอ๋อร์กำลังจะเปิดประตูสู่โลกแห่งรสชาติที่จัดจ้านถึงทรวง

หม้อน้ำเดือดพล่าน วุ้นเส้น หมึกวง และกุ้งแห้งตัวโตถูกลวกจนสุกเด้ง นางตักใส่ชามใบยักษ์ จากนั้นราดด้วย 'น้ำยำ' ที่นางปรุงสดใหม่ พริกขี้หนูสวนเม็ดเล็กแต่เผ็ดร้อนดั่งไฟบรรลัยกัลป์ถูกโขลกละเอียด ผสมกับน้ำมะนาวคั้นสด น้ำปลาชั้นดี และน้ำตาลตัดรสเล็กน้อย หอมหัวใหญ่และขึ้นฉ่ายซอยถูกโรยหน้าลงไป

เมื่อคลุกเคล้าทุกอย่างเข้าด้วยกัน กลิ่นเปรี้ยวเผ็ดแสบจมูกก็ลอยฟุ้งออกมา มันเป็นกลิ่นที่กระตุ้นต่อมน้ำลายอย่างรุนแรง ชนิดที่เพียงแค่ได้กลิ่น เหงื่อกาฬก็เริ่มซึมตามไรผม

...

ยามเย็นเมื่อแผงขายอาหารของบ้านหลินเปิดขึ้น กลิ่นหอมประหลาดที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ดึงดูดชาวบ้านร้านตลาดให้มายืนมุงดู

"นี่มันอะไรกันแม่หนูหว่านเอ๋อร์? สีสันฉูดฉาดน่ากลัวนัก" ชายชราคนหนึ่งถามพลางจ้องมองจานยำวุ้นเส้นที่เต็มไปด้วยพริกสีแดงสดและเนื้อสัตว์ทะเลแปลกตา

"นี่เรียกว่า 'ยำทะเลเดือด' และ 'ข้าวผัดสมุทรทองคำ' เจ้าค่ะท่านลุง" หลินหว่านเอ๋อร์ประกาศเสียงใส กิริยามั่นใจดุจขุนศึกบัญชาการทัพ "วัตถุดิบเหล่านี้ข้าคัดสรรมาจากเมืองท่าไกลโพ้น รสชาติแห่งท้องทะเลที่พวกท่านไม่เคยสัมผัส ลองดูสักคำไหมเจ้าคะ? ถ้าไม่อร่อย ข้าไม่คิดเงิน!"

คำท้าทายนั้นได้ผล ชายหนุ่มผู้หนึ่งใจกล้าลองสั่งยำวุ้นเส้นมาชิม ทันทีที่เส้นวุ้นเหนียวนุ่มชุ่มน้ำยำรสจัดจ้านสัมผัสลิ้น ดวงตาของเขาก็เบิกโพลง

"ซี๊ดดด... เผ็ด! แต่... อร่อย! สวรรค์! รสเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดมันระเบิดในปากข้า! ปลาหมึกนี่ก็กรุบกรอบเคี้ยวเพลินยิ่งนัก!" เขาตะโกนลั่นพลางตักเข้าปากไม่หยุด แม้เหงื่อจะไหลท่วมหน้าแต่ก็หยุดมือไม่ได้

เมื่อมีคนเปิด ย่อมมีคนตาม ไม่นานนัก ข้าวผัดทะเลและยำวุ้นเส้นก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เสียงซูดปากด้วยความเผ็ดร้อนสลับกับเสียงชื่นชมดังระงมไปทั่วตลาด ของแห้งที่เคยไร้ค่า บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นเงินตำลึงไหลเข้ากระเป๋าของหลินหว่านเอ๋อร์ไม่ขาดสาย นี่คือวิถีแห่งการสร้างมูลค่าที่นางถนัดนัก!

...

ทว่า กลิ่นหอมรัญจวนใจนี้มิได้หยุดอยู่แค่ที่ตลาด สายลมยามเย็นได้พัดพากลิ่นอาหารทะเลอันโอชะลอยไปไกลถึง 'บ้านใหญ่ตระกูลหลิน'

บนโต๊ะอาหารของบ้านใหญ่ มีเพียงผักต้มเละ ๆ กับข้าวต้มน้ำใสที่แทบจะนับเม็ดข้าวได้ ท่านย่าหลินนั่งหน้าบูดบึ้ง จมูกขยับฟุดฟิดเมื่อได้กลิ่นหอมที่ลอยมาตามลม

"กลิ่นอะไร? หอมน่ากินนัก..." ป้าสะใภ้ใหญ่ที่รูปร่างท้วมสมบูรณ์กลืนน้ำลายดังเอื๊อก นางวางชามข้าวต้มลงแล้วชะเง้อคอไปทางทิศบ้านของหว่านเอ๋อร์

"ต้องเป็นนังเด็กเนรคุณนั่นแน่ ๆ!" ท่านย่าหลินกระแทกตะเกียบลงบนโต๊ะด้วยความริษยา "ได้ยินชาวบ้านลือกันว่ามันไปขนของมาจากท่าเรือ แล้วทำขายจนรวยเละเทะ ดูสิ... พวกเราเป็นญาติผู้ใหญ่แท้ ๆ กลับต้องมานั่งกินผักต้ม แต่มันกลับเสวยสุข!"

"ท่านแม่... ข้าได้ยินว่ามันทำ 'ทะเลเดือด' อะไรสักอย่าง ใส่ทั้งกุ้งทั้งปลาหมึก" ลุงใหญ่เอ่ยเสริม แววตาฉายความโลภโมโทสัน "ของพวกนั้นราคาแพงนัก หากมันมีปัญญาซื้อมาทำขาย แสดงว่ามันต้องซ่อนเงินไว้เยอะแน่"

"ไป!" ท่านย่าหลินตวาดลั่น นัยน์ตาขุ่นมัววาวโรจน์ "ไปตามมันมา! บอกว่าข้าที่เป็นย่าอยากกินอาหารฝีมือหลาน กตัญญูรู้คุณคนเป็นพื้นฐานของมนุษย์ หากมันไม่แบ่งมาให้บ้านใหญ่ ก็เท่ากับอกตัญญู ฟ้าดินต้องลงโทษ!"

ป้าสะใภ้ใหญ่รับคำสั่งอย่างกระตือรือร้น รีบลุกขึ้นจูงมือลูกชายตัวอ้วนพีมุ่งหน้าไปยังแผงขายของหลินหว่านเอ๋อร์ทันที หวังจะได้ลาภปากและอาจจะรีดไถสูตรอาหารมาด้วย

...

ที่หน้าแผงขายของ หลินหว่านเอ๋อร์กำลังตักข้าวผัดจานสุดท้ายใส่ห่อ นางเงยหน้าขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีความโลภที่พุ่งตรงมา

"หว่านเอ๋อร์หลานรัก!" เสียงดัดจริตของป้าสะใภ้ใหญ่ดังมาแต่ไกล ร่างท้วมแหวกฝูงชนเข้ามาพร้อมลูกชายที่น้ำลายยืด "ย่าเจ้าไม่สบาย กินข้าวไม่ลง พอได้กลิ่นอาหารของเจ้าก็อยากชิม เจ้าคงไม่ใจดำกับคนแก่หรอกนะ ตักมาให้ป้าสักสองสามชามใหญ่ ๆ สิ... อ้อ เอาแบบพิเศษเครื่องเยอะ ๆ นะ!"

ชาวบ้านที่มุงอยู่ต่างพากันเงียบกริบ มองดูเหตุการณ์ด้วยความระอาใจ ใครต่างก็รู้กิตติศัพท์ความหน้าด้านของบ้านใหญ่นี้ดี

หลินหว่านเอ๋อร์วางทัพพีลงช้า ๆ ใบหน้าสวยหวานประดับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไปไม่ถึงดวงตา นางหยิบผ้าเช็ดมืออย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่เชือดเฉือน

"ท่านป้าสะใภ้... ท่านย่าไม่สบายหรือเจ้าคะ? หมอเคยสั่งไว้ว่าคนป่วยควรกินอาหารรสอ่อน ยำของข้าเผ็ดร้อนดั่งไฟบรรลัยกัลป์ ขืนท่านย่ากินเข้าไป เกรงว่าจะมิใช่แค่หายป่วย แต่อาจจะได้ไป 'เฝ้าบรรพบุรุษ' เร็วขึ้นนะเจ้าคะ"

"นี่เจ้า! ปากดีนักนะนังเด็กบ้า!" ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "ข้าเป็นผู้ใหญ่สั่งให้ทำก็ทำสิ! หรือเจ้าจะให้ข้าป่าวประกาศว่าเจ้าอกตัญญู!"

"อยากประกาศก็เชิญ..." หว่านเอ๋อร์ก้าวออกมาด้านหน้า รัศมีกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างเล็ก ๆ นั้น ทำเอาป้าสะใภ้ใหญ่ผงะถอย "แต่ของซื้อของขาย ต้นทุนข้าจ่ายเองทุกอีแปะ หากอยากกินก็ต้องจ่ายเงิน... ชามละ 50 อีแปะ ไม่มีส่วนลดสำหรับญาติ... โดยเฉพาะญาติที่จ้องแต่จะเอาเปรียบ!"

ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด สายตาของหลินหว่านเอ๋อร์เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งยืนหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก... เป็นลุงใหญ่

เขามิได้เดินเข้ามาโวยวายเหมือนภรรยา แต่กลับจ้องมองนางด้วยสายตาที่แปลกประหลาด สายตานั้นมิใช่ความโลภโมโทสันแบบปกติ แต่มันแฝงความหวาดระแวงและจับผิด ราวกับกำลังมองหา 'เงา' ของใครบางคนซ้อนทับอยู่บนตัวนาง

ทันใดนั้น ลมพัดแรงวูบหนึ่ง ชายเสื้อของลุงใหญ่เปิดออกเผยให้เห็นสิ่งของบางอย่างที่เหน็บอยู่ที่เอว... ป้ายหยกสีเขียวขุ่นที่มีรอยร้าว

หัวใจของหลินหว่านเอ๋อร์กระตุกวูบ ภาพความทรงจำเลือนรางในวัยเด็กผุดขึ้นมา... ป้ายหยกนั้น... มันดูคุ้นตายิ่งนัก เหมือนกับป้ายหยกที่ท่านพ่อเคยพกติดตัวก่อนจะหายสาบสูญไปในหุบเขา!

เหตุใดมันถึงไปอยู่ที่เอวของลุงใหญ่ได้?

ความสงสัยก่อตัวขึ้นเป็นพายุในใจ กลิ่นอายความลับอันดำมืดเริ่มแผ่ซ่านปกคลุมเหนือความหอมของอาหาร นางรู้ทันทีว่า เรื่องราวอุบัติเหตุของท่านพ่อ อาจมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสะพรึงกลัวซุกซ่อนอยู่ในป่าหมอกเขียวที่ท่านพ่อตกลงไป!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ความลับในป่าหมอกเขียว]**