ตอนที่ 170

***บทที่ 170: แผนล่อเสือออกจากถ้ำ***

รุ่งอรุณมาเยือนหมู่บ้านสกุลหลินพร้อมกับหมอกจางๆ ที่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ทว่าความเงียบสงบยามเช้าตรู่กำลังจะถูกทำลายลงด้วยคลื่นใต้น้ำที่หลินหว่านเอ๋อร์เป็นผู้ก่อขึ้น

หลังจากผ่านพ้นค่ำคืนแห่งการใคร่ครวญ หญิงสาวมิได้ผลีผลามบุกไปอาละวาดที่บ้านใหญ่ นางเลือกที่จะหยิบยืม ‘วาจาคน’ มาเป็นอาวุธ สวมหน้ากากบุตรสาวผู้กตัญญูที่ตื่นเต้นยินดีจนเก็บอาการไม่อยู่

ณ ลานซักล้างริมลำธาร สถานที่ชุมนุมของเหล่าป้าๆ น้าๆ ขาเมาท์ประจำหมู่บ้าน หว่านเอ๋อร์ปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดวงตาแดงก่ำคล้ายผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ในมือของนางกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้แน่นราวกับเป็นของล้ำค่า

"หว่านเอ๋อร์? เจ้าเป็นอะไรไป เหตุใดจึงดูตื่นเต้นปานนั้น?" ป้าหวัง เพื่อนบ้านปากไไวเอ่ยทักเป็นคนแรก

หลินหว่านเอ๋อร์ทำท่าทางอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำเป็นหลุดปากด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความดีใจ "ป้าหวัง... ท่านพ่อ... ท่านพ่อยังไม่ตายเจ้าค่ะ!"

ประโยคนั้นเปรียบเสมือนหินก้อนใหญ่ที่ทุ่มลงกลางบ่อน้ำ ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมรุนแรงไปทั่ววงสนทนา

"เจ้าว่ากระไรนะ!?" เหล่าแม่บ้านต่างวางมือจากผ้าที่ซัก กรูเข้ามาล้อมรอบนาง

"เมื่อคืน... มีคนนำจดหมายมาสอดไว้ที่ประตูบ้าน" หว่านเอ๋อร์ชูกระดาษเปล่าที่ถูกพับอย่างดี (ซึ่งนางเพิ่งเตรียมเมื่อเช้า) ให้ดูเพียงวูบเดียวแล้วรีบเก็บเข้าอกเสื้อ "ในจดหมายบอกว่า ท่านพ่อรอดชีวิตจากการตกหน้าผา ได้รับความช่วยเหลือจากหมอยาพเนจร รักษาตัวอยู่นานแรมปี บัดนี้หายดีแล้วและกำลังเดินทางกลับมา..."

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย สูดลมหายใจลึก แล้วปล่อยหมัดเด็ดทางจิตวิทยาออกมา "และที่สำคัญที่สุด ท่านพ่อเขียนบอกว่า... ท่านจำหน้า 'คน' ที่ผลักท่านตกหน้าผาได้แม่นยำ! ท่านจะกลับมาทวงความยุติธรรมและลากคอคนชั่วผู้นั้นมารับโทษ!"

ข่าวลือแพร่สะพัดรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เพียงครึ่งค่อนวัน เรื่องที่หลินซานกำลังจะกลับมาพร้อมความทรงจำที่ครบถ้วนก็ดังไปทั่วหมู่บ้านสกุลหลิน แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมลอยเข้าหูคนบ้านใหญ่ราวกับมีปีกบิน

ณ เรือนหลักของบ้านสกุลหลิน

"เพล้ง!"

ถ้วยชาเคลือบใบเก่าร่วงหล่นจากมือของหลินต้าปั๋ว แตกกระจายเกลื่อนพื้น น้ำชาร้อนลวกเท้าแต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวด ใบหน้าที่เคยอวบอูมด้วยความกินดีอยู่ดีบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริก

"เป็นไปไม่ได้... ข้าเห็นกับตาว่ามัน..." เขาพึมพำเสียงเบาหวิว ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวที่แล่นพล่านมาจากก้นบึ้งของจิตใจ "มันตกลงไปแล้ว... สูงขนาดนั้น ไม่มีทางรอด..."

"พี่ใหญ่! ท่านเป็นอะไรไป?" ภรรยาของเขาเอ่ยถามด้วยความตกใจเมื่อเห็นสามีหน้าถอดสี "หรือว่าข่าวลือเรื่องน้องสามเป็นความจริง?"

"หุบปาก!" หลินต้าปั๋วตวาดลั่น เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มหน้าผาก "นังเด็กนั่น... มันต้องโกหก มันต้องสร้างเรื่อง!"

แต่ถึงจะปลอบใจตนเองเช่นนั้น ความหวาดระแวงก็กัดกินใจเขาไม่หยุด ยิ่งประโยคที่ว่า 'จำหน้าคนผลักได้' ยิ่งเหมือนบ่วงบาศที่รัดคอเขาแน่นขึ้นทุกที หากน้องสามกลับมาจริง และมีพยานหลักฐาน... ชีวิตที่สุขสบายบนกองเงินของตระกูลเฉินและที่ดินของน้องชายย่อมจบสิ้น และจุดจบของเขาคงหนีไม่พ้นคุกตาราง หรือเลวร้ายกว่านั้นคือถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์

ความกลัวทำให้คนขาดสติ และความร้อนรนทำให้คนเผยพิรุธ

ตลอดทั้งบ่าย หลินต้าปั๋วเดินวนเวียนไปมาในห้องราวกับหนูติดจั่น เขาหวาดระแวงทุกเสียงฝีเท้า มองออกไปนอกหน้าต่างทุกชั่วเคี้ยวหมากแหลก จนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า ความมืดมิดเข้าปกคลุมหมู่บ้าน จิตใจที่ว้าวุ่นก็บีบให้เขาต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง

"ข้าต้องรู้ความจริง... ข้าต้องไปแจ้งข่าวนี้ให้นายท่านรู้"

ในเงามืดของรัตติกาล หลินหว่านเอ๋อร์ซุ่มรออยู่บนต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากบ้านลุงใหญ่ นางสวมชุดสีเข้มกลมกลืนไปกับความมืด สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจับจ้องไปยังประตูบ้าน

"งูเริ่มตื่นแล้วสินะ..." นางกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นเงาตะคุ่มๆ ของใครบางคนแอบย่องออกมาทางประตูหลัง

หลินต้าปั๋วสวมหมวกคลุมหน้า ท่าทางลุกลี้ลุกลน เขาหันซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวง ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวฝ่าความมืดมุ่งหน้าไปยังทิศทางของชายป่าท้ายหมู่บ้าน

หว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า นางใช้วิชาตัวเบาที่ฝึกฝนมาจากการทำงานหนักและร่างกายที่แข็งแรงขึ้นจากน้ำในมิติ สะกดรอยตามไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งระยะห่างพอสมควรเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว

ชายป่าท้ายหมู่บ้านยามดึกสงัดเงียบจนได้ยินเสียงแมลงกรีดปีก หลินต้าปั๋วหยุดยืนอยู่ใต้ต้นไทรโบราณ เขาผิวปากเป็นสัญญาณแปลกๆ สองสามครั้ง ไม่นานนัก เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นจากหลังพุ่มไม้

บุรุษผู้นั้นสวมชุดสีเทา ท่าทางทะมัดทะแมง ดูไม่ใช่ชาวนาธรรมดา แต่เป็นลักษณะของนักบู๊หรืออันธพาลที่ได้รับการฝึกฝน

"เจ้ามาทำไมดึกดื่นป่านนี้? นายท่านสั่งห้ามติดต่อหากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายมิใช่รึ?" ชายชุดเทาเอ่ยเสียงเข้ม

"เรื่องใหญ่! เรื่องใหญ่มาก!" หลินต้าปั๋วละล่ำละลัก เสียงสั่นด้วยความกลัว "นังหลินหว่านเอ๋อร์... มันบอกว่าพ่อมันยังไม่ตาย! มันบอกว่าพ่อมันส่งจดหมายมา แล้วก็... จำหน้าคนทำได้ด้วย!"

ชายชุดเทานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "เหลวไหล! คนตกผาสูงชันปานนั้น แถมพวกเรายังลงไปตรวจสอบแล้วไม่พบศพ สัตว์ป่าคงคาบไปกินหมดแล้ว จะรอดมาได้อย่างไร"

"แต่... แต่มันมีจดหมาย! ข้ากลัวว่า..."

"เจ้ามันตาขาว!" ชายชุดเทาตวาด "ต่อให้มันรอดจริง คิดรึว่านายท่านตระกูลเฉินจะปล่อยให้มันมีชีวิตมาเห่าหอน? หากมันโผล่หัวมาจริง ก็แค่ฆ่ามันอีกรอบก็สิ้นเรื่อง!"

คำว่า 'ตระกูลเฉิน' ที่หลุดออกมาจากปากชายชุดเทา ดังก้องเข้าไปในโสตประสาทของหลินหว่านเอ๋อร์ที่แอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบ ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้นและยินดีในคราเดียวกัน

'เป็นตระกูลเฉินจริงๆ ด้วย... พ่อค้าหน้าเลือดพวกนั้น กับลุงใหญ่ผู้โลภมาก'

"แต่ข้าไม่สบายใจ... เจ้าต้องช่วยข้า" หลินต้าปั๋วยังคงตัวสั่น "จดหมายนั่น... นังเด็กนั่นต้องเก็บไว้ที่ตัวแน่ ข้าอยากให้เจ้าไปเอามันมา ข้าต้องเห็นกับตาว่ามันเขียนว่าอย่างไร หรือไม่ก็... ทำให้แน่ใจว่านังเด็กนั่นจะไม่มีปากเสียงพูดอะไรอีก!"

ชายชุดเทานิ่งคิดครู่หนึ่ง แววตาฉายแววอำมหิต "ก็ได้... คืนนี้ข้าจะไป 'เยี่ยมเยียน' บ้านเจ้าเด็กนั่นดูสักหน่อย หากมีจดหมายจริง ข้าจะนำมาให้เจ้า แต่ถ้าไม่มี... ก็ถือว่าสั่งสอนให้มันหุบปาก"

หลินหว่านเอ๋อร์ที่แอบฟังอยู่กำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บแปลบ ไม่เพียงแต่พวกมันจะสารภาพความผิดออกมาเอง แต่ยังวางแผนชั่วร้ายจะมาทำร้ายนางในคืนนี้อีกด้วย

เสือถูกล่อออกจากถ้ำแล้ว... และมันกำลังจะเดินเข้าสู่กับดักที่นางเตรียมไว้อย่างย่ามใจ

หญิงสาวค่อยๆ ถอยฉากออกมาอย่างเงียบเชียบที่สุด เมื่อพ้นระยะการได้ยิน นางก็รีบพุ่งทะยานกลับบ้านด้วยความเร็วสูงสุด แผนการขั้นต่อไปต้องเตรียมการเดี๋ยวนี้ นางไม่มีเวลาให้เสียแม้แต่ลมหายใจเดียว

บ้านหลังน้อยที่เคยอบอุ่น คืนนี้จะกลายเป็นสมรภูมิล่าสังหาร... ใครจะเป็นผู้ล่า และใครจะเป็นผู้ถูกล่า คำตอบรออยู่ในเงามืดของห้องนอนนางแล้ว

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การลอบสังหารยามวิกาล]**