ตอนที่ 171
***บทที่ 171: การลอบสังหารยามวิกาล***
เงาร่างบอบบางสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านความมืดมิดของราตรีกาลราวกับภูตพราย ฝีเท้าของหลินหว่านเอ๋อร์เบากริบจนแทบไม่ทิ้งร่องรอยบนพื้นหญ้า นางรีบเร่งกลับมาถึงบ้านพักของตนก่อนที่ภัยร้ายจะมาถึงเพียงชั่วก้านธูปไหม้
หญิงสาวผลักประตูเรือนอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนมุมปากเมื่อกวาดสายตามองไปรอบห้องนอนอันเงียบสงบ สถานที่แห่งนี้กำลังจะเปลี่ยนจากที่พักผ่อนเป็นลานประลองปัญญา
"คิดจะมาเยี่ยมข้ากลางดึกเช่นนี้ จะให้เสียมารยาทเจ้าบ้านได้อย่างไร"
หลินหว่านเอ๋อร์กระซิบกับตนเองพลางสะบัดมือวูบหนึ่ง เรียกเอาโถกระเบื้องเคลือบใบขนาดย่อมออกมาจากมิติลับ ภายในบรรจุ 'ผงพริกปีศาจ' ที่นางบดเองกับมือ พริกพันธุ์นี้มีความเผ็ดร้อนรุนแรงกว่าพริกทั่วไปนับสิบเท่า เพียงแค่สูดดมละอองเข้าไปเล็กน้อยก็เพียงพอจะทำให้น้ำหูน้ำตาไหลพรากจนลืมตาไม่ขึ้น
นางจัดการนำผงพริกปีศาจบรรจุลงในถุงกระดาษบางเบาที่เตรียมไว้ แล้วนำไปซ่อนไว้อย่างแนบเนียนใต้กล่องไม้แกะสลักสวยงามที่วางเด่นอยู่กลางโต๊ะน้ำชา กล่องใบนั้นถูกแง้มฝาไว้เล็กน้อย เผยให้เห็นมุมซองจดหมายสีขาวที่โผล่ออกมาอย่างจงใจ
นี่คือ 'เหยื่อล่อ' ชั้นดีที่นางรังสรรค์ขึ้น
จากนั้น หญิงสาวแหงนหน้ามองขื่อคานด้านบน นางหยิบตาข่ายเส้นใยป่านที่เหนียวทนทานออกมาขึงเตรียมไว้ เชื่อมกลไกง่ายๆ เข้ากับพื้นกระดานตรงจุดที่คนร้ายจำต้องเหยียบย่างหากต้องการเข้าถึงกล่องไม้
ทุกอย่างพร้อมสรรพ หลินหว่านเอ๋อร์ดับตะเกียงน้ำมันในห้อง ปล่อยให้ความมืดเข้าปกคลุม นางเอนกายลงบนเตียงแสร้งทำเป็นหลับสนิท ทว่าลมหายใจกลับผ่อนปรนอย่างเป็นจังหวะ ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวถึงขีดสุด มือข้างหนึ่งกระชับกริชเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ใต้หมอนแน่น
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เสียงจิ้งหรีดเรไรด้านนอกกรีดปีกระงมกลบเกลื่อนความเงียบสงัด
ทันใดนั้น หูของหลินหว่านเอ๋อร์ก็ได้ยินเสียงแกรกกรากแผ่วเบาที่หน้าต่างบานพับ
'มาแล้ว...'
เงาสีดำสายหนึ่งค่อยๆ งัดกลอนหน้าต่างอย่างชำนาญ ก่อนจะพลิกกายเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าแคล่วคล่องว่องไวราวกับแมวป่า ชายชุดเทาผู้นั้นย่างสามขุมเข้ามาอย่างระมัดระวัง สายตาของมันกวาดมองไปที่เตียงนอน เห็นเพียงร่างของหญิงสาวที่นอนหันหลังให้อย่างสงบนิ่ง ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเจ้าของร่างกำลังดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา
มุมปากภายใต้ผ้าคลุมหน้าของมือสังหารกระตุกยิ้มเหยียดหยาม 'สตรีโง่เขลา นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่รู้เห็น ความตายมาเยือนถึงหัวนอนยังไม่รู้ตัว'
ทว่าเป้าหมายหลักของมันไม่ใช่ชีวิตของนางในทันที แต่เป็น 'จดหมาย' ตามคำสั่งของหลินต้าปั๋ว สายตาของมันเหลือบไปเห็นกล่องไม้บนโต๊ะน้ำชาท่ามกลางแสงจันทร์สลัวที่ลอดเข้ามา
มันย่องเข้าไปใกล้โต๊ะอย่างเงียบเชียบ ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์เมื่อเห็นซองจดหมายในกล่อง
'ง่ายดายปานนี้เชียวรึ'
ด้วยความย่ามใจและประมาทเลินเล่อ มันเอื้อมมือคว้าซองจดหมายนั้นทันที
*กริ๊ก!*
เสียงกลไกทำงานดั่งเสียงยมทูตเคาะประตู
ทันทีที่ซองจดหมายถูกดึงขึ้น ถุงกระดาษที่ซ่อนอยู่ด้านล่างก็ดีดตัวแตกออก แรงอัดทำให้ผงพริกปีศาจฟุ้งกระจายขึ้นมาปะทะใบหน้าของชายชุดเทาอย่างจัง ราวกับเมฆหมอกสีแดงฉานระเบิดใส่หน้า
"อ๊ากกกก!"
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังลั่นห้อง มือสังหารยกมือขึ้นปิดตาที่แสบร้อนราวกับถูกไฟเผา จมูกและลำคอแสบไหม้จนสำลักไอออกมาอย่างรุนแรง
"แค่ก! แค่ก! บ้าเอ๊ย! นี่มันอะไรกัน!"
จังหวะเดียวกันนั้นเอง หลินหว่านเอ๋อร์กระตุกเชือกที่หัวเตียง
*ฟึ่บ!*
ตาข่ายที่ขึงไว้เหนือขื่อคานร่วงหล่นลงมาคลุมร่างของชายชุดเทาที่กำลังดิ้นทุรนทุราย มันพยายามจะดิ้นรนหนี แต่ยิ่งดิ้นตาข่ายยิ่งรัดแน่น
หลินหว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างสง่างาม ราวกับราชินีที่มองดูแมลงสาบดิ้นรนในกับดัก นางจุดตะเกียงน้ำมันให้สว่างวาบขึ้น เผยให้เห็นสภาพอันน่าสมเพชของผู้บุกรุก
"ข้านึกว่าเป็นแขกผู้มีเกียรติจากที่ใด ที่แท้ก็เป็นหนูสกปรกที่ชอบลักกินขโมยกินยามวิกาล" น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่เชือดเฉือนบาดลึก
ชายชุดเทาแม้จะมองไม่เห็นเพราะฤทธิ์พริก แต่สัญชาตญาณนักฆ่ายังคงอยู่ มันรู้ตัวว่าเสียท่าอย่างมหันต์ ความโกรธแค้นพุ่งพล่านจนลืมความเจ็บปวด
"นังแพศยา! เจ้ากล้าทำกับข้าเช่นนี้รึ!"
มันคำรามลั่น ก่อนจะชักมีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมา กวัดแกว่งไปมาอย่างบ้าคลั่งเพื่อตัดตาข่าย มีดเล่มนั้นคมกริบผิดธรรมดา เพียงตวัดวูบเดียว ตาข่ายป่านที่เหนียวแน่นก็ขาดสะบั้นออกเป็นวงกว้าง
หลินหว่านเอ๋อร์หรี่ตามอง นางไม่ได้คาดหวังว่าตาข่ายธรรมดาจะกักขังยอดฝีมือได้ตลอดไป เป้าหมายของนางคือการสร้างความตื่นตระหนกและเก็บหลักฐาน
"ตายซะเถอะ!"
มือสังหารพุ่งทะยานเข้าหาทิศทางของเสียงพูดทั้งที่น้ำตาไหลพราก มันเงื้อมีดหมายจะแทงเข้าที่ร่างของหญิงสาว
ทว่าหลินหว่านเอ๋อร์ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว เพียงแค่เบี่ยงตัวหลบวูบหนึ่งอย่างรู้ทัน แล้วใช้เท้าถีบเข้าที่ข้อพับเข่าของมันอย่างจัง
"โอ๊ย!"
ชายชุดเทาเสียหลักล้มคว่ำหน้าลงกับพื้น มือที่กำมีดกระแทกพื้นเสียงดัง *เคร้ง!* มีดสั้นหลุดจากมือไถลไปไกล
มันรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้เสียเปรียบอย่างยิ่ง หากยังดึงดันต่อไปอาจถูกจับตัวได้ หรือเลวร้ายกว่านั้นคือถูกชาวบ้านแห่กันมาล้อมจับ เสียงไอโขลกขลกจากการสำลักพริกทำให้มันแทบหายใจไม่ออก
"ฝากไว้ก่อนเถอะ!"
มันกัดฟันกรอด ตัดสินใจทิ้งภารกิจและอาวุธ พลิกตัวกลิ้งหลบไปทางหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่ แล้วกระโจนออกไปสู่ความมืดมิดด้านนอกอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงหอบหายใจและกลิ่นพริกที่ยังตลบอบอวล
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้ไล่ตามไป นางรู้ดีว่าการไล่ต้อนหมาจนตรอกในยามวิกาลนั้นอันตรายเกินไป และที่สำคัญ... นางได้สิ่งที่ต้องการแล้ว
หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้จุดที่คนร้ายล้มลง นางใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อมือแล้วก้มลงหยิบอาวุธที่มันทิ้งไว้ขึ้นมาพิจารณา
มันเป็นมีดสั้นที่มีรูปทรงแปลกประหลาด ใบมีดโค้งงอคล้ายเขี้ยวอสรพิษ ด้ามจับทำจากเหล็กดำสลักลวดลายเกล็ดงู ตรงโคนใบมีดมีอักษรเล็กๆ สลักไว้ว่า 'เฮย' (ดำ)
ดวงตาหงส์ของหลินหว่านเอ๋อร์หรี่ลงเล็กน้อย ความทรงจำในอดีตหรือข้อมูลที่นางเคยได้ยินผ่านหูมาผุดขึ้นในสมอง
'มีดเขี้ยวอสรพิษ... อาวุธประจำกายของกลุ่มนักเลงเมืองข้างเคียง แก๊งงูดำ'
รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามอีกครั้ง
"ลุงใหญ่ช่างลงทุนนัก ถึงกับจ้างวานอันธพาลข้ามเมืองมาจัดการหลานสาวในไส้... และที่สำคัญ คนพวกนี้ทำงานให้กับตระกูลเฉินอย่างลับๆ สินะ"
หลักฐานชิ้นนี้มัดตัวแน่นหนากว่าคำพูดลอยๆ ยิ่งนัก
นางเก็บมีดสั้นเล่มนั้นเข้าสู่มิติลับอย่างระมัดระวัง พลางกวาดสายตามองความเสียหายในห้อง แผนการขั้นต่อไปเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวสมองอันชาญฉลาด
"ในเมื่อพวกท่านเล่นสกปรกก่อน ก็อย่าหาว่าข้าไร้น้ำใจ... หลักฐานชิ้นนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขความลับ และลากคอคนที่อยู่เบื้องหลังออกมาประจานกลางแสงตะวัน"
หลินหว่านเอ๋อร์เดินไปปิดหน้าต่าง แววตาของนางในยามนี้มิใช่แววตาของดรุณีน้อยชาวสวนผู้ไร้เดียงสาอีกต่อไป แต่เป็นแววตาของพยัคฆ์สาวที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อที่บังอาจก้าวล่วงถิ่นฐานของนาง
คืนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สงครามประสาทระหว่างนางกับตระกูลเฉินและลุงใหญ่จอมโลภได้เปิดฉากขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว และนางจะไม่ยอมเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป
นางจำเป็นต้องมีพันธมิตร... คนที่จะเป็นหูเป็นตาให้นางในโลกมืดที่นางเข้าถึงยาก และคนผู้นั้น นางรู้ดีว่าจะหาตัวเขาได้ที่ไหน
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พันธมิตรจากเงามืด]**