ตอนที่ 172
***บทที่ 172: พันธมิตรจากเงามืด***
รุ่งอรุณทอแสงจับขอบฟ้า ขับไล่ความมืดมิดของราตรีกาลให้จางหาย แต่ดูเหมือนว่าเงาดำที่ปกคลุมจิตใจของผู้คนในเมืองนี้จะยังคงฝังรากลึก หลินหว่านเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นจากการพักผ่อนในมิติส่วนตัว ร่างกายของนางเปี่ยมไปด้วยพลังปราณอันบริสุทธิ์ ทว่าแววตาของนางกลับฉายประกายเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำค้างแข็ง
วันนี้ภารกิจของนางมิใช่การดูแลแปลงผักหรือเจรจาการค้าทั่วไป แต่เป็นการวางหมากกระดานสำคัญที่จะเปลี่ยนสถานะจาก "เหยื่อ" ให้กลายเป็น "ผู้ล่า"
หลังจากจัดการธุระในเรือนเสร็จสิ้น หญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีสีครามเข้ม รวบผมขึ้นอย่างทะมัดทะแมง ก็เดินออกจากบ้านมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง ทว่าปลายทางของนางมิใช่ตลาดสดหรือร้านรวงที่คึกคัก หากแต่เป็นตรอกซอกซอยอันซับซ้อนและสกปรกอับชื้นที่ผู้คนทั่วไปมักหลีกเลี่ยง
ศาลเจ้าร้างท้ายเมือง... ที่พำนักของเหล่า "พรรคกระยาจก"
ทันทีที่เท้าของหลินหว่านเอ๋อร์แตะธรณีประตูศาลเจ้า สายตาหลายสิบคู่ที่ซ่อนอยู่ในเงามืดก็จ้องมองมาอย่างระแวดระวัง บรรยากาศตึงเครียดแผ่ซ่าน แต่หญิงสาวกลับเดินเข้าไปด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับเดินชมสวนบุปผา
"คุณหนูหลิน..." เสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากมุมมืด ชายชราผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าขาดวิ่นจนแทบไม่เห็นสีเดิมเดินออกมา เขาใช้ไม้เท้าไม้ไผ่เคาะพื้นเป็นจังหวะ นี่คือ 'เฒ่ากุ้ย' หัวหน้ากลุ่มขอทานในเขตเมืองนี้
"ท่านลุงกุ้ย สบายดีหรือไม่" หลินหว่านเอ๋อร์ทักทายด้วยรอยยิ้มบางเบา ไม่มีความรังเกียจเจือปนในน้ำเสียงแม้แต่น้อย
เฒ่ากุ้ยมองหญิงสาวด้วยความซาบซึ้ง เขาจำได้แม่นยำว่าเมื่อฤดูหนาวปีก่อน ยามที่พรรคพวกของเขาอดอยากเจียนตาย เป็นดรุณีน้อยผู้นี้ที่นำซาลาเปาร้อนๆ และน้ำแกงมาแจกจ่ายโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ความเมตตาในครั้งนั้นคือหนี้ชีวิตที่พวกเขารอวันชดใช้
"ข้าสบายดีตามประสาคนยาก ขอรับ... ว่าแต่คุณหนูมาที่อโคจรเช่นนี้ มีเรื่องอันใดให้พวกข้ารับใช้หรือ?"
หลินหว่านเอ๋อร์กวาดสายตามองรอบๆ ก่อนจะหยิบถุงเงินที่มีน้ำหนักพอสมควรออกมาวางบนแท่นบูชาเก่าคร่ำคร่า เสียงโลหะกระทบหินดังกังวานเรียกความสนใจจากเหล่าขอทานน้อยใหญ่ให้โผล่หน้าออกมา
"ข้าไม่ได้มาเพื่อบริจาคทาน แต่มาเพื่อเจรจาการค้า" หญิงสาวกล่าวเสียงเรียบ "ข้าต้องการหูและตา... และข้าเชื่อว่าไม่มีใครในเมืองนี้จะมีหูตาที่กว้างไกลไปกว่าพวกท่าน"
เฒ่ากุ้ยหรี่ตาลงเล็กน้อย "คุณหนูต้องการรู้เรื่องใด?"
"เรื่องของชายที่ชื่อ 'หลินต้าไห่' ลุงใหญ่ของข้า"
ทันทีที่เอ่ยชื่อนี้ สีหน้าของเฒ่ากุ้ยก็เปลี่ยนไป เขากระแอมเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้แล้วลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ
"ช่างบังเอิญเหลือเกินขอรับคุณหนู เมื่อวานซืนนี้เอง สายข่าวของข้าที่เป็นขอทานน้อยแถวตลาดทิศใต้ เห็นลุงใหญ่ของท่านทำตัวลับๆ ล่อๆ"
"ลับๆ ล่อๆ อย่างไร?" หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้ว
"เขาเข้าไปใน 'โรงรับจำนำฟู่กุ้ย' ขอรับ" เฒ่ากุ้ยรายงาน "แต่ที่แปลกคือ เขาไม่ได้ถือห่อผ้าหรือทรัพย์สินใดๆ เข้าไปเพื่อจำนำ แต่ตอนเดินออกมา... สายตาของข้าไม่ฝ้าฟางแน่นอน ข้าเห็นเขากอดอกแน่นเหมือนกำลังซ่อนถุงเงินใบเขื่อง และสีหน้าของเขาก็ระรื่นราวกับถูกหวย"
"โรงรับจำนำฟู่กุ้ย..." หลินหว่านเอ๋อร์ทวนชื่อนั้น พลางค้นหาข้อมูลในความทรงจำ "นั่นมันกิจการบังหน้าของตระกูลเฉินมิใช่หรือ?"
"ถูกต้องขอรับ! แม้คนทั่วไปจะไม่รู้ แต่พวกข้าที่นอนอยู่ข้างถนน ย่อมเห็นว่าใครเข้าออกทางประตูหลังยามวิกาลบ้าง เถ้าแก่โรงรับจำนำนั่นเป็นคนสนิทของพ่อบ้านตระกูลเฉิน การที่ลุงใหญ่ของท่านเข้าไปตัวเปล่าแต่กลับออกมาพร้อมเงินก้อนโต... มันมีเพียงคำตอบเดียว"
"รับเงินค่าจ้าง... หรือไม่ก็เงินมัดจำสำหรับการทำงานสกปรก" หว่านเอ๋อร์ต่อประโยคให้จบ ดวงตาของนางวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง
ข้อมูลนี้เชื่อมโยงกับมีดสั้นรูปเขี้ยวอสรพิษที่นางเก็บได้เมื่อคืนอย่างสมบูรณ์แบบ ลุงใหญ่รับเงินจากตระกูลเฉิน แล้วนำเงินนั้นไปจ้างแก๊งงูดำให้มาเล่นงานนาง ช่างเป็นแผนการที่ยืมมีดฆ่าคนได้อย่างแยบยล แต่ทว่า... หยาบช้าเกินไป
"ท่านลุงกุ้ย ข้อมูลของท่านมีค่ายิ่งนัก" หลินหว่านเอ๋อร์ดันถุงเงินไปตรงหน้าชายชรา "แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ข้าต้องการว่าจ้างพวกท่านอย่างเป็นทางการ"
นางล้วงมือเข้าไปในตะกร้า (แอบหยิบจากมิติ) นำซาลาเปาไส้หมูสับลูกใหญ่ที่ยังอุ่นๆ ออกมาหลายลูก กลิ่นหอมของแป้งและเนื้อหมูปรุงรสลอยฟุ้งไปทั่วศาลเจ้า ทำเอาเหล่าขอทานกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก
"ข้าต้องการให้พวกท่านจับตาดูความเคลื่อนไหวของคนสามกลุ่ม หนึ่งคือบ้านตระกูลหลินสายหลัก โดยเฉพาะลุงใหญ่ สองคือคนของตระกูลเฉิน และสามคือกลุ่มนักเลงที่น่าสงสัยในเมืองนี้"
นางประกาศด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและทรงพลัง
"ใครเข้า ใครออก พบปะกับใคร พูดคุยเรื่องอะไร ข้าต้องการรู้ทั้งหมด หากมีข่าวสำคัญ ให้ส่งคนไปแจ้งข้าที่ไร่ทันที ค่าตอบแทนคือเงินและอาหารดีๆ ทุกวัน... พวกท่านตกลงหรือไม่?"
เฒ่ากุ้ยมองถุงเงินและซาลาเปา สลับกับใบหน้าที่จริงจังของดรุณีน้อย เขาเห็นแววตาของผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา และที่สำคัญ นางคือผู้มีพระคุณ
"พรรคกระยาจกยินดีรับใช้คุณหนู!" เฒ่ากุ้ยกระแทกไม้เท้าลงพื้น ประกาศก้อง "ตั้งแต่วันนี้ไป ทั่วทุกตรอกซอกซอย ทุกตลาด ร้านน้ำชา หรือแม้แต่ข้างกำแพงจวนตระกูลใหญ่ จะไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายตาของพวกเราไปได้!"
หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มอย่างพึงพอใจ นี่คือการสร้าง 'เครือข่ายข่าวกรองภาคประชาชน' ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ขอทานเหล่านี้แทรกซึมไปได้ทุกที่โดยไม่มีใครสนใจหรือระแวงสงสัย พวกเขาคือเงาที่มีชีวิต และบัดนี้ เงาเหล่านั้นทำงานให้นาง
"ดี... ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน ฝากพวกท่านด้วย"
หลังจากวางแผนนัดแนะวิธีการส่งข่าวลับและรหัสลับเรียบร้อยแล้ว หลินหว่านเอ๋อร์ก็เดินออกจากศาลเจ้าด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นหลายส่วน ตอนนี้นางไม่ใช่คนตาบอดในที่แจ้งอีกต่อไป ศัตรูขยับหนึ่งก้าว นางจะรู้ล่วงหน้าสามก้าว
ทว่า... ระหว่างทางกลับไปยังไร่สวนนอกเมือง บรรยากาศยามบ่ายเริ่มแปรเปลี่ยน
ท้องฟ้าที่เคยสดใสเริ่มมีเมฆดำเคลื่อนตัวเข้ามาบดบังแสงอาทิตย์ แต่เมื่อหลินหว่านเอ๋อร์เพ่งมองดูดีๆ คิ้วเรียวงามของนางก็ต้องขมวดมุ่น
นั่นไม่ใช่เมฆฝน...
เสียง *หึ่งๆ* ดังกระหึ่มแว่วมาตามสายลม คล้ายเสียงใบพัดไม้ไผ่ที่หมุนด้วยความเร็วสูงนับล้านๆ ใบ ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนชาวบ้านที่เดินสวนไปมาเริ่มหยุดมองท้องฟ้าด้วยความตื่นตระหนก
เงาทะมึนนั้นเคลื่อนตัวต่ำลง มุ่งหน้าไปยังทิศทางของพื้นที่เกษตรกรรม และดูเหมือนว่า... แปลงผักอันเขียวขจีที่นางทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลรักษา จะเป็นทางผ่านของมหันตภัยครั้งนี้
หลินหว่านเอ๋อร์เร่งฝีเท้าขึ้น สัญชาตญาณร้องเตือนว่าภัยคุกคามครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ ร้ายกาจและรับมือยากยิ่งกว่าเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์หลายเท่านัก
มันคือกองทัพแห่งความหิวโหยที่ไม่รู้จักความเมตตา!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: วิกฤตแมลงศัตรูพืช]**