ตอนที่ 174
***บทที่ 174: งานประลองอาหารประจำปี***
สายลมยามบ่ายพัดผ่านทุ่งนาที่บัดนี้สะอาดตาไร้เงาแมลงศัตรูพืช กลิ่นดินและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของต้นกล้าที่รอดตายโชยมาแตะจมูก ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาของหลินหว่านเอ๋อร์ไว้ไม่ใช่ทิวทัศน์อันงดงาม แต่คือแผ่นประกาศสีแดงสดที่เพิ่งถูกปิดลงบนป้ายไม้หน้าไร่
ตัวอักษรสีทองสะท้อนแสงแดดระยิบระยับราวกับกำลังกวักมือเรียกนาง
"งานประลองอาหารประจำปีแห่งเมืองมณฑล... เฟ้นหาตัวแทนสู่ราชสำนัก"
หลินหว่านเอ๋อร์หรี่ตาลงเล็กน้อย นิ้วเรียวงามลูบไล้ปลายคางอย่างใช้ความคิด ในยามนี้กิจการไร่นาของนางกำลังไปได้สวย เงินทองจากวิกฤตตั๊กแตนก็มีเต็มถุง แต่สิ่งที่นางยังขาดคือ 'เกราะคุ้มกัน' ที่แข็งแกร่งกว่ากำแพงอิฐ
ในยุคสมัยที่อำนาจคือความถูกต้อง การมีเงินเพียงอย่างเดียวก็เหมือนเด็กน้อยอุ้มทองเดินผ่านตลาด ย่อมล่อตาล่อใจโจรผู้ร้ายและขุนนางกังฉิน แต่หากนางสามารถสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับของเบื้องบนได้... ใครหน้าไหนจะกล้ามาตอแย?
"เตรียมรถม้า ข้าจะเข้าเมือง" น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่แฝงด้วยอำนาจเด็ดขาด
...
บรรยากาศภายในตัวเมืองมณฑลคึกคักผิดหูผิดตา ธงทิวหลากสีปักเรียงรายไปตลอดสองข้างทาง กลิ่นเครื่องเทศและควันไฟจากการเตรียมงานลอยอบอวลไปทั่ว
ณ จัตุรัสกลางเมือง เวทีประลองขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นอย่างอลังการ ตรงกลางมีป้ายผ้าแพรเขียนคำว่า 'รสชาติเลิศล้ำใต้หล้า'
แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากที่สุด คือซุ้มรับสมัครที่ตั้งอยู่ด้านหน้า 'ภัตตาคารตระกูลเฉิน' ภัตตาคารอันดับหนึ่งของเมืองที่เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงานครั้งนี้
"หลีกทาง! หลีกทาง!" เสียงตวาดดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของชายร่างท้วมในชุดผ้าไหมราคาแพง ใบหน้ามันย่องเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง เขาเดินนำขบวนพ่อครัวลูกมือกว่าสิบคนที่แบกหามวัตถุดิบชั้นเลิศเดินผ่านฝูงชน
"นั่นมัน 'เชฟจาง' พ่อครัวมือหนึ่งของตระกูลเฉินนี่นา!" ชาวบ้านคนหนึ่งกระซิบด้วยความตื่นเต้น "ได้ยินว่าฝีมือเขาล้ำเลิศ เคยทำอาหารถวายผู้ตรวจการจนได้รับคำชมเชยมาแล้ว ปีนี้ตัวแทนมณฑลคงหนีไม่พ้นเขาแน่"
เชฟจางหยุดเดินเมื่อเห็นเงาร่างบางระหงของผู้หนึ่งเดินเข้ามาที่โต๊ะลงทะเบียน เขาเหยียดยิ้มหยันเมื่อจำได้ว่านางคือใคร
"โอ้... นึกว่าใคร ที่แท้ก็แม่นางหลินแห่งไร่สกุลหลิน" เชฟจางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ สายตามองเหยียดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "ข้าได้ยินว่าเจ้าเพิ่งจะขายตั๊กแตนทอดจนร่ำรวย แต่นี่มันเวทีประลองอาหารชั้นสูง ไม่ใช่ลานวัดที่เจ้าจะเอาของต่ำๆ มาขายได้นะ"
หลินหว่านเอ๋อร์ปรายตามองชายร่างท้วมตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่งดุจบ่อน้ำลึก นางไม่โต้ตอบด้วยถ้อยคำหยาบคาย เพียงแต่ยิ้มมุมปากบางเบาที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวสันหลัง
"สูงหรือต่ำ วัดกันที่รสชาติ มิใช่วัดที่ไขมันบนพุงของคนทำ" นางกล่าวเสียงใสทว่าเชือดเฉือน "อีกอย่าง... ข้ามาเพื่อลงแข่ง ไม่ได้มาสนทนากับคนเฝ้าหน้าประตู หลีกไป"
"เจ้า!" เชฟจางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ทว่ายังไม่ทันได้อาละวาด เจ้าหน้าที่รับลงทะเบียนก็รีบยื่นพู่กันให้หลินหว่านเอ๋อร์ตัดบทเสียก่อน
ไกลออกไปไม่มากนัก ในมุมมืดของตรอกข้างบ่อนพนัน ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังกำถุงเงินใบเก่าๆ ในมือแน่น ใบหน้าของเขาซูบตอบ หนวดเคราเฟิ้ม และดวงตาแดงก่ำด้วยความโลภและสิ้นหวัง
หลินต้าซาน หรือลุงใหญ่ของหลินหว่านเอ๋อร์ มองดูหลานสาวของตนลงชื่อสมัครด้วยแววตาเคียดแค้นปนริษยา ตั้งแต่แยกบ้านไป ชีวิตของเขาก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ ในขณะที่หลานสาวอกตัญญูผู้นั้นกลับรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน
"อัตราต่อรองของเชฟจาง ตระกูลเฉิน หนึ่งจ่ายครึ่ง... ส่วนนังหนูหลิน หนึ่งจ่ายสิบ!" เจ้ามือพนันตะโกนเสียงดัง
หลินต้าซานกัดฟันกรอด เงินก้อนนี้คือเงินเฮือกสุดท้ายที่เขาแอบขโมยมาจากสินเดิมของภรรยา หากเสียไปชีวิตเขาคงจบสิ้น แต่เขาไม่เชื่อ... ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเด็กสาวบ้านนอกที่ทำเป็นแต่กับข้าวพื้นๆ จะเอาชนะพ่อครัวระดับภัตตาคารเหลาได้
"ข้าแทงข้างเชฟจาง! หมดหน้าตัก!" หลินต้าซานกระแทกถุงเงินลงบนโต๊ะ "นังเด็กนั่นมันแค่จองหองพองขน คอยดูเถอะ มันจะต้องแพ้จนไม่เหลือที่ยืน!"
...
เสียงกลองศึกดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วจัตุรัส เป็นสัญญาณเริ่มงานประลองอาหารประจำปี
คณะกรรมการทรงเกียรติห้าท่านเดินขึ้นสู่ปะรำพิธี นำโดยท่านเจ้าเมืองและนักชิมลิ้นทองคำที่มีชื่อเสียงระดับแคว้น บรรยากาศรอบด้านตึงเครียดขึ้นในทันใด ผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบสองคนยืนประจำที่หน้าเตาไฟของตน
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนสงบนิ่งในชุดสีครามเรียบง่าย ท่ามกลางพ่อครัวชายฉกรรจ์ที่สวมชุดขาวสะอาดสะอ้านและมีลูกมือคอยช่วยหยิบจับ นางกลับดูโดดเดี่ยวทว่าโดดเด่นอย่างน่าประหลาด
สายตาของคนตระกูลเฉินจ้องมองนางมาจากระเบียงชั้นสองของภัตตาคาร นายท่านเฉินกระซิบสั่งการบางอย่างกับคนสนิท ก่อนจะหันมามองหลินหว่านเอ๋อร์ด้วยแววตามาดร้าย การที่นางกล้าลงแข่งครั้งนี้ เท่ากับประกาศตัวเป็นศัตรูทางการค้ากับตระกูลเฉินโดยตรง
"กติกาในปีนี้ เราจะเน้นที่ทักษะพื้นฐานและความคิดสร้างสรรค์" ท่านเจ้าเมืองประกาศเสียงดังกังวาน "ผู้ชนะเลิศเพียงหนึ่งเดียว จะได้รับป้ายทองพระราชทานและเป็นตัวแทนมณฑลไปแข่งขันหน้าพระที่นั่ง!"
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ รางวัลนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา
เชฟจางหันมายักคิ้วให้หลินหว่านเอ๋อร์ พลางหยิบมีดปังตอเล่มยักษ์ขึ้นมาควงอย่างคล่องแคล่ว แสงแดดสะท้อนคมมีดวาววับ "แม่นางน้อย เตรียมตัวกลับไปร้องไห้ซบตักแม่เจ้าได้เลย วันนี้ข้าจะสอนให้เจ้ารู้จักคำว่า 'ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ'"
หลินหว่านเอ๋อร์เพียงแค่หยิบมีดทำครัวขนาดพอดีมือออกมาจากกล่องไม้ของตน นางลูบไล้ด้ามจับอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเชฟจาง แววตาของนางวาวโรจน์ดุจเหยี่ยวที่จ้องมองเหยื่อ
"ข้าไม่จำเป็นต้องรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ" นางเอ่ยเสียงเรียบ "ข้ารู้จักเพียงวิธีทำให้คนอวดดีต้องคุกเข่าศิโรราบด้วยปลายลิ้นเท่านั้น"
ทันใดนั้น เสียงฆ้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง *โผง!*
"โจทย์การแข่งขันรอบคัดเลือก คือ..." กรรมการอาวุโสคลี่ม้วนกระดาษออก
วินาทีนั้น ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งจัตุรัส ทุกสายตาจ้องมองไปที่ริมฝีปากของกรรมการ ลุ้นระทึกว่าวัตถุดิบชนิดใดที่จะถูกใช้เป็นเครื่องตัดสินชะตาชีวิตในรอบแรกนี้
และสิ่งที่ถูกประกาศออกมา ก็ทำให้หลายคนต้องอุทานด้วยความตกตะลึง!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ข้าวอบหม้อดินจักรพรรดิ]**