ตอนที่ 175

***บทที่ 175: รอบคัดเลือก: หัวข้อ 'ข้าว'***

"ข้าว!"

คำประกาศสั้นกระชับจากปากกรรมการอาวุโส ดั่งหินก้อนมหึมาที่ทุ่มลงกลางบึงน้ำนิ่ง ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนกแผ่ขยายไปทั่วจัตุรัสกลางเมือง

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง ผู้คนต่างคาดเดาไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าเป็นโจทย์ที่ง่ายดายเกินไป บ้างก็ว่าเป็นกับดักอันแยบยล เพราะข้าวคือธัญญาหารหลักที่ผู้คนกินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การจะปรุงรสชาติที่คุ้นชินให้กลายเป็นความวิเศษเลิศเลอนั้น ยากยิ่งกว่าการปีนป่ายขึ้นสวรรค์

เชฟจางหัวเราะร่า เสียงดังลั่นจนพุงกระเพื่อม "ฮ่าๆๆ! ข้าวนั้นคือของถนัดของข้า! นึกว่าจะเป็นวัตถุดิบพิสดารอันใด ที่แท้ก็เป็นของพื้นบ้านเช่นนี้ วันนี้ข้าจะให้เจ้าเด็กน้อยได้เห็นว่า 'ข้าวผัดทองคำ' ของภัตตาคารตระกูลเฉิน รสชาติล้ำลึกเพียงใด!"

สิ้นเสียงคำราม พ่อครัวร่างยักษ์ก็สะบัดมือส่งสัญญาณลูกมือ ไฟในเตาถูกเร่งจนลุกโชน กระทะเหล็กใบใหญ่ถูกเผาจนร้อนฉ่า น้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ ถูกสาดลงไป ส่งเสียง *ฉ่า* สนั่นหวั่นไหว กลิ่นหอมของไข่เป็ดคัดพิเศษและเนื้อปูแกะที่ถูกโยนลงไปผัดคลุกเคล้ากับข้าวสวยเก่านั้นยั่วน้ำลายผู้คนยิ่งนัก ลีลาการสะบัดกระทะของเขาราวกับการร่ายรำที่ดุดัน เม็ดข้าวสีเหลืองทองกระโดดโลดเต้นกลางอากาศ ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้จับจ้อง

ทว่า... ท่ามกลางความโกลาหลและเปลวไฟอันร้อนแรง หลินหว่านเอ๋อร์กลับยืนสงบนิ่งดุจกล้วยไม้ในหุบเขาลึก

นางไม่รีบร้อนจุดไฟ ไม่เร่งรีบหั่นผัก แต่นางค่อยๆ เปิดถุงผ้าแพรใบเล็กที่พกติดตัวมา ภายในบรรจุสารธารแห่งชีวิตสีขาวบริสุทธิ์... ข้าวหอมมะลิพันธุ์พิเศษที่นางเพาะปลูกเองในมิติลับ

ทันทีที่นางกอบเม็ดข้าวขึ้นมา แสงแดดยามสายก็สาดส่องกระทบ เม็ดข้าวเรียวสวยดุจเขี้ยวแก้ว ใสกระจ่างราวกระจกเงา ไร้ซึ่งรอยแตกหักหรือสิ่งเจือปน เพียงแค่มองด้วยตาเปล่า ผู้เชี่ยวชาญย่อมดูออกทันทีว่านี่คือ 'ราชันย์แห่งข้าว' ที่หาได้ยากยิ่งในแผ่นดิน

"ข้าวดี... ต้องไม่ปรุงแต่งจนเสียรากเหง้า" หลินหว่านเอ๋อร์พึมพำมุมปากยกยิ้มบางเบา "รสชาติที่แท้จริงของข้าว คือความหวานล้ำลึกจากธรรมชาติ มิใช่เครื่องปรุงรส"

นางตัดสินใจทำเมนูที่ดูเรียบง่ายที่สุดแต่ท้าทายที่สุด 'ข้าวอบหม้อดินจักรพรรดิ'

นิ้วเรียวงามดุจหยกหยิบหม้อดินเผาเนื้อดีออกมา ล้างทำความสะอาดอย่างหมดจด จากนั้นจึงซาวข้าวด้วยน้ำจากลำธารในมิติ เพียงน้ำแรกสัมผัสเม็ดข้าว กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกมะลิยามเช้าก็โชยออกมาจางๆ ทำให้นางรู้สึกสดชื่น

เคล็ดลับไม่ได้มีเพียงแค่ข้าว... นางหยิบโถน้ำซุปที่เคี่ยวเตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา น้ำซุปนี้ได้จากการเคี่ยวกระดูกหมูส่วนคาตั๊งและเอียวเล้งจนไขกระดูกละลายกลายเป็นสีขาวขุ่นดั่งน้ำนม ผสานกับ 'เห็ดหอมป่า' และ 'เห็ดร่างแห' ที่ตากแห้งจนหอมฉุน นำมาตุ๋นรวมกันจนได้รสอูมามิที่เข้มข้น

"เจ้าจะทำข้าวต้มหรืออย่างไร แม่นางน้อย?" เชฟจางเหลือบมองพลางแค่นหัวเราะเยาะหยัน ขณะที่มือยังคงควงตะหลิวผัดข้าวผัดทองคำจนเม็ดข้าวร่วนซุยส่งกลิ่นหอมฟุ้ง "ข้าวแฉะๆ แบบนั้น ใครจะไปกินลง!"

หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ตอบโต้ นางเทน้ำซุปกระดูกหมูเห็ดป่าลงในหม้อดินแทนน้ำเปล่า กะปริมาณด้วยสายตาที่แม่นยำดั่งตาชั่งทองคำ ปิดฝาหม้อดิน แล้วยกขึ้นตั้งบนเตาถ่านไฟแรง

เวลาผ่านไป... กลิ่นหอมของข้าวผัดทองคำของเชฟจางเริ่มครอบงำบรรยากาศ กรรมการหลายคนเริ่มกลืนน้ำลาย หน้าตาของข้าวผัดสีเหลืองอร่ามที่มีเนื้อปูชิ้นโตโปะหน้านั้นช่างยั่วยวนใจ

"เสร็จแล้ว!" เชฟจางประกาศก้อง วางจานข้าวผัดลงเบื้องหน้ากรรมการ "เชิญชิม!"

กรรมการทั้งห้าตักข้าวผัดเข้าปาก ต่างพยักหน้าด้วยความพอใจ "อืม... ไฟแรงทั่วถึง ข้าวร่วนไม่แฉะ หอมกลิ่นกระทะ รสชาติเค็มมันกำลังดี สมกับเป็นมือหนึ่งของตระกูลเฉิน"

คะแนนแปดและเก้าถูกชูขึ้นเรียงราย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้าของนายท่านเฉินบนระเบียงชั้นสอง

แต่ทว่า... ในขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมข้าวผัด จู่ๆ สายลมวูบหนึ่งก็พัดผ่านจัตุรัส

*ฟึ่บ...*

กลิ่นหอมชนิดหนึ่งลอยละล่องออกมาจากรูระบายไอน้ำบนฝาหม้อดินของหลินหว่านเอ๋อร์

มันไม่ใช่กลิ่นหอมฉุนของน้ำมันหรือเครื่องเทศ แต่มันคือกลิ่นหอม 'พิสุทธิ์' ที่ทะลุทะลวงเข้าไปถึงจิตวิญญาณ กลิ่นข้าวหอมมะลิที่สุกได้ที่ ผสานกับความหวานหอมของน้ำซุปกระดูกหมูและความลึกลับของเห็ดป่า ก่อเกิดเป็นนาฏกรรมแห่งกลิ่นที่ทำให้ผู้ได้สูดดมต้องหยุดชะงัก

"กลิ่นอะไรกัน..." ท่านเจ้าเมืองที่กำลังจะตักข้าวผัดคำที่สองชะงักค้าง จมูกขยับฟุดฟิด "หอม... หอมเหลือเกิน"

หลินหว่านเอ๋อร์ดับไฟ รอให้ระอุอีกชั่วอึดใจ ก่อนจะยกหม้อดินลงวางต่อหน้าคณะกรรมการ

"เชิญเจ้าค่ะ" นางกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดฝาหม้อ

*วาบ!*

ไอน้ำสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวมังกรเหินเวหา กลิ่นหอมที่อัดอั้นอยู่ภายในระเบิดออกมาตูมเดียว กลบกลิ่นน้ำมันของข้าวผัดทองคำจนหมดสิ้น!

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ เม็ดข้าวสีขาวนวลที่เรียงตัวสวยงาม อิ่มเอิบไปด้วยน้ำซุปจนเต่งตึง ผิวด้านนอกเคลือบด้วยน้ำมันจากไขกระดูกหมูเป็นประกายวาววับ ด้านบนมีเพียงเห็ดป่าที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำวางประดับ ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง

กรรมการท่านหนึ่งทนไม่ไหว รีบตักข้าวเข้าปาก

ทันทีที่ลิ้นสัมผัส... ดวงตาของเขาเบิกโพลง!

ตัวข้าวมีความเหนียวนุ่มหนึบ เคี้ยวสนุกฟัน ไม่เละแม้แต่น้อย รสชาติหวานล้ำของข้าวหอมมะลิผสานเข้ากับความเค็มมันกลมกล่อมของน้ำซุปที่ซึมลึกเข้าไปในทุกอณูของเม็ดข้าว กลิ่นหอมของเห็ดป่าตลบอบอวลในช่องปาก ยิ่งเคี้ยว ยิ่งหวาน ยิ่งกลืน ยิ่งอยากกินต่อ

"นี่มัน... ข้าววิเศษอันใดกัน!" กรรมการอาวุโสอุทาน เสียงสั่นเครือ "ข้าไม่เคยกินข้าวที่มีรสสัมผัสและกลิ่นหอมเช่นนี้มาก่อนในชีวิต! ตัวข้าวดูดซับรสชาติของซุปไว้ทั้งหมด แต่ยังคงความเป็นตัวตนของข้าวไว้อย่างสมบูรณ์แบบ!"

เสียงช้อนกระทบก้นหม้อดินดังระงม กรรมการทั้งห้าตักกินอย่างไม่รักษามาด ขูดเอา 'ข้าวตัง' สีเหลืองกรอบที่ก้นหม้อขึ้นมาเคี้ยวเสียงดังกรุบกรับ ด้วยความเอร็ดอร่อยจนลืมหายใจ

ป้ายคะแนนถูกชูขึ้นพร้อมกัน...

'สิบ' 'สิบ' 'สิบ' 'สิบ' 'สิบ'

คะแนนเต็ม!

เสียงเฮลั่นสนั่นหวั่นไหว เชฟจางหน้าซีดเผือด เข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้น เขามองจานข้าวผัดของตนที่บัดนี้ดูไร้ค่าเมื่อเทียบกับข้าวอบหม้อดินที่ว่างเปล่าของหญิงสาว

หลินหว่านเอ๋อร์ย่อกายคารวะอย่างงดงาม ท่ามกลางสายตาชื่นชมของชาวเมือง นางชนะในรอบคัดเลือกอย่างขาดลอยด้วยวัตถุดิบที่ดูเหมือนจะธรรมดาที่สุด

หญิงสาวเก็บมีดทำครัวลงกล่อง เตรียมตัวกลับเข้าไปพักผ่อนในกระโจมที่พักนักแข่งเพื่อรอการแข่งขันรอบต่อไปในช่วงบ่าย นางเดินผ่านเชฟจางที่ยังคงนั่งเหม่อลอย โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง

"ข้าบอกท่านแล้ว..." นางกระซิบแผ่วเบาขณะเดินผ่าน "ว่าข้ารู้จักวิธีทำให้คนคุกเข่าด้วยปลายลิ้น"

นางเดินเข้าไปในเขตพักผ่อนด้านหลังเวที ซึ่งถูกจัดแบ่งเป็นล็อคสำหรับผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนเพื่อเตรียมวัตถุดิบในรอบถัดไป รอยยิ้มแห่งชัยชนะยังคงประดับบนใบหน้า แต่เมื่อนางก้าวเท้าเข้ามาถึงโต๊ะเตรียมของของตน รอยยิ้มนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไป

คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากัน

ตะกร้าหวายที่นางบรรจุวัตถุดิบสำคัญสำหรับรอบต่อไป... ฝาตะกร้าเปิดแง้มอยู่ และเมื่อนางมองเข้าไปข้างใน ความว่างเปล่าที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความโกรธ

วัตถุดิบหายไป! เหลือทิ้งไว้เพียงผักกาดขาวเหี่ยวๆ หัวหนึ่งกับไข่ไก่ไม่กี่ฟอง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การก่อกวนหลังเวที]**