ตอนที่ 176
***บทที่ 176: การก่อกวนหลังเวที***
ความเงียบสงัดเข้าครอบงำพื้นที่เตรียมอาหารของหลินหว่านเอ๋อร์ ช่างขัดแย้งกับเสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ของผู้คนที่ยังคงตื่นเต้นกับชัยชนะในรอบแรกของนางเมื่อครู่
ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย จ้องมองตะกร้าหวายที่ว่างเปล่าราวกับหลุมดำที่ดูดกลืนความหวัง วัตถุดิบชั้นดีที่นางเตรียมมาจากในมิติ ทั้งแฮมยูนนานรมควัน เป๋าฮื้อแห้ง และเห็ดหอมลายเสือ ทั้งหมดอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เหลือทิ้งไว้เพียงซากอารยธรรมที่น่าสมเพช... ผักกาดขาวหัวโตที่ใบเหี่ยวเฉาจนเป็นสีเหลืองซีด กับไข่ไก่เปลือกบางอีกสามสี่ฟองกลิ้งโคลงเคลงอยู่ที่ก้นตะกร้า
"อุ๊ยตาย... ดูท่าว่าแม่นางหลินจะดวงไม่ดีเสียแล้วกระมัง"
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้นจากด้านข้าง ชายร่างท้วมในชุดเชฟปักลายสกุลเฉินเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มที่ดูเสแสร้งและน่ารังเกียจ เขาคือ 'เฉินเป่า' ยอดฝีมืออันดับหนึ่งที่ตระกูลเฉินส่งมาเพื่อกู้หน้า
เฉินเป่าแสร้งทำเป็นชะโงกหน้ามองลงไปในตะกร้า ก่อนจะแกล้งทำท่าตกใจ "ตายจริง! วัตถุดิบหายไปไหนหมด? เหลือแค่ผักกาดเน่าๆ กับไข่ไก่ไม่กี่ฟอง เช่นนี้จะไปทำอาหารให้เทวดาที่ไหนกินได้? ข้าว่าเจ้ารีบถอนตัวไปเสียตอนนี้ยังจะขายหน้าน้อยกว่านะ"
หลินหว่านเอ๋อร์ปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ขอบคุณที่เป็นห่วง ท่านเชฟเฉิน" น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่คมกริบ "แต่คนอย่างข้า ต่อให้เหลือเพียงน้ำเปล่า ก็ยังสามารถปรุงให้เลิศรสกว่าอาหารขยะที่ท่านทำจากวัตถุดิบราคาแพงได้"
"เจ้า!..." เฉินเป่าหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "ปากดีนัก! ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะเอาผักเน่าๆ นี่ไปทำอะไรกิน รอกรรมการเขี่ยทิ้งลงถังขยะเถอะ!"
เขาจิ๊ปากอย่างขัดใจก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเดินกลับไปยังล็อคของตน ซึ่งเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์และเครื่องเทศชั้นดีกองพะเนิน
เสียงฆ้องดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มการแข่งขันรอบที่สอง
"โจทย์การแข่งขันรอบที่สอง... 'รสชาติแห่งความบริสุทธิ์'!" กรรมการประกาศก้อง "ให้เวลาหนึ่งชั่วยาม!"
หลินหว่านเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก นางไม่มีเวลาไปตามหาขโมยหรือเรียกร้องความเป็นธรรม ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบถึงขีดสุดเช่นนี้ มีเพียงฝีมือเท่านั้นที่จะตบหน้าคนที่กลั่นแกล้งนางได้ฉาดใหญ่ที่สุด
นางหยิบผักกาดขาวเหี่ยวๆ หัวนั้นขึ้นมา วางลงบนเขียงไม้
ในสายตาคนอื่น มันคือขยะ
แต่ในสายตาของหลินหว่านเอ๋อร์... นี่คือหยกขาวที่รอการเจียระไน
มือเรียวคว้ามีดปังตอเล่มใหญ่ ทว่าท่วงท่ากลับพลิ้วไหวประดุจนักระบำ นางเริ่มปอกเปลือกนอกที่เหี่ยวเฉาและแข็งกระด้างออกทีละชั้น ทีละชั้น ใบมีดตวัดผ่านอากาศเกิดเสียงหวีดหวิว จนกระทั่งเหลือเพียง 'ใจผัก' สีเหลืองนวลอ่อนนุ่ม ขนาดเท่ากำปั้นเด็ก ดูงดงามราวกับดอกบัวตูม
ปัญหามีเพียงอย่างเดียว... การทำให้น้ำซุปจืดชืดกลายเป็นยอดน้ำแกงโดยไร้วัตถุดิบชูรส
นางเดินไปตัก 'น้ำสต๊อกกระดูกหมู' ที่ทางกองประกวดเตรียมไว้ให้เป็นพื้นฐาน ซึ่งมีมันลอยฟ่องและสีขุ่นมัว หากนำมาใช้เลย รสชาติย่อมธรรมดาสามัญ
"คิดจะใช้น้ำแกงสวะพรรค์นั้นหรือ?" เฉินเป่าที่กำลังเคี่ยวซุปไก่ดำตุ๋นยาจีนส่งเสียงเยาะมาอีกครั้ง
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ตอบโต้ นางตอกไข่ไก่ แยกเอาแต่ไข่ขาว จากนั้นใช้ตะเกียบตีไข่ขาวจนแตกฟอง แล้วสับเนื้ออกไก่ที่เหลือเศษก้นครัวจากโต๊ะกลางมาผสม นางเทส่วนผสมนั้นลงไปในหม้อน้ำสต๊อกที่กำลังเดือดพล่าน
ทันทีที่ไข่ขาวและเนื้อสัตว์สัมผัสกับน้ำร้อน มันเริ่มจับตัวเป็นก้อน ลอยฟูขึ้นมาเหมือนแพ นางใช้ทัพพีค่อยๆ ช้อนฟองและสิ่งสกปรกที่ถูกไข่ขาวดูดซับไว้ออกจนหมด
จากน้ำสต๊อกที่ขุ่นมัว... บัดนี้กลับใสกระจ่างราวกับน้ำเปล่า!
แต่ทว่า... กลิ่นหอมของมันกลับเข้มข้นรุนแรงจนเหลือเชื่อ นางแอบหยด 'น้ำทิพย์' จากมิติลงไปเพียงหยดเดียวเพื่อดึงรสหวานล้ำลึกของผักกาดออกมาให้ถึงขีดสุด
ใจผักกาดสีเหลืองนวลถูกบั้งเป็นริ้วสวยงาม ก่อนจะถูกวางลงในชามกระเบื้องเคลือบสีขาว แล้วราดด้วยน้ำซุปร้อนจัดที่ใสแจ๋วราวกระจก
ความร้อนทำให้กลีบผักกาดที่บั้งไว้ค่อยๆ บานออกอย่างช้าๆ ราวกับดอกบัวหยกที่กำลังผลิบานกลางสระน้ำใส
"หมดเวลา!"
ผู้เข้าแข่งขันทยอยนำอาหารขึ้นโต๊ะกรรมการ
เฉินเป่านำเสนอ 'ซุปไก่ดำตุ๋นยาจีนแปดเซียน' กลิ่นสมุนไพรโชยคลุ้ง สีน้ำซุปเข้มข้นดุดัน กรรมการต่างพยักหน้าพอใจในรสชาติที่หนักแน่นและบำรุงกำลัง
"ยอดเยี่ยม! รสชาติเข้มข้นถึงใจ สมกับเป็นเชฟตระกูลเฉิน" กรรมการท่านหนึ่งเอ่ยชม ทำให้เฉินเป่ายืดอกด้วยความภาคภูมิใจ พลางปรายตามองมาทางหลินหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาเหยียดหยาม
"ต่อไป... อาหารของแม่นางหลิน"
เมื่อชามกระเบื้องถูกวางลงเบื้องหน้ากรรมการ เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นทันที
"นี่มันอะไร? น้ำเปล่าใส่ผักกาดรึ?"
"นางหมดมุกแล้วหรือไง ถึงได้เอาน้ำล้างผักมาให้กรรมการกิน"
"น่าขายหน้าจริงๆ นึกว่าจะแน่"
ในชามนั้นดูจืดชืดไร้ราคา มีเพียงน้ำใสๆ กับผักกาดหัวเล็กๆ ลอยอยู่ ไม่มีสีสันฉูดฉาด ไม่มีเนื้อสัตว์ราคาแพง
กรรมการสูงสุดขมวดคิ้ว "แม่นางหลิน นี่คือ..."
"ผักกาดขาวน้ำใสเจ้าค่ะ" หลินหว่านเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบ "เชิญชิมเจ้าค่ะ"
ด้วยความเกรงใจในผลงานรอบแรก กรรมการจึงยอมหยิบช้อนขึ้นมา ตักน้ำใสๆ นั้นเข้าปากอย่างไม่คาดหวัง
ทันทีที่ปลายลิ้นสัมผัสกับน้ำซุป...
ดวงตาของกรรมการเบิกโพลง!
ความรู้สึกเหมือนถูกคลื่นยักษ์แห่งรสชาติซัดสาดใส่หน้า! ภายใต้ความใสกระจ่างราวน้ำเปล่า กลับซ่อนรสชาติความหวานหอมของเนื้อสัตว์ที่เข้มข้นกลมกล่อมอย่างเหลือเชื่อ มันไม่มีความคาว ไม่มีไขมันเลี่ยน มีเพียงรส 'อูมามิ' ที่บริสุทธิ์และล้ำลึกจนแทบน้ำตาไหล
"นี่มัน..." กรรมการมือสั่นระริก รีบตักผักกาดขึ้นมากัด
กรุบ!
เสียงเคี้ยวผักกาดดังเบาๆ ความหวานฉ่ำของผักสดผสมผสานกับน้ำซุปที่แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูเนื้อผัก ระเบิดความชุ่มฉ่ำอยู่ในปาก
"บ้าไปแล้ว!" กรรมการอีกคนตะโกนขึ้นหลังจากชิม "ดูเหมือนน้ำเปล่า แต่รสชาติกลับล้ำลึกยิ่งกว่าซุปหูฉลาม! นี่มันคือยอดวิชา 'คืนสู่สามัญ' ชัดๆ!"
"เป็นไปไม่ได้!" เฉินเป่าหน้าซีดเผือด รีบวิ่งเข้ามาดู เขาไม่อาจเชื่อสายตาตนเองว่าผักกาดเน่าๆ กับไข่ไก่ไม่กี่ฟอง จะเอาชนะวัตถุดิบชั้นเลิศของเขาได้อย่างไร
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอก มองดูปฏิกิริยาเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชา "ข้าบอกท่านแล้ว... อาหารที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแพงของวัตถุดิบ แต่อยู่ที่ฝีมือและหัวใจของผู้ปรุง... สิ่งที่ท่านไม่มี"
คำพูดนั้นเหมือนตบหน้าเฉินเป่าฉาดใหญ่ท่ามกลางธารกำนัล
ผลคะแนนออกมาเป็นเอกฉันท์ หลินหว่านเอ๋อร์ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศด้วยคะแนนสูงสุดอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังสนั่นยิ่งกว่ารอบแรก
หญิงสาวเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับ แต่ในใจนางรู้ดีว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ ตระกูลเฉินยอมเสียหน้าถึงสองครั้ง ย่อมไม่ปล่อยนางไปง่ายๆ
ขณะที่นางกำลังจะเดินออกจากลานประลอง เสียงประกาศก้องของโฆษกสนามก็ดังขึ้นเพื่อแจ้งหัวข้อการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันพรุ่งนี้
"และสำหรับรอบชิงชนะเลิศ เพื่อเฟ้นหายอดเชฟอันดับหนึ่งแห่งเมือง... ท่านเจ้าเมืองได้กำหนดหัวข้อด้วยตนเอง!"
โฆษกเว้นจังหวะ สร้างความระทึกไปทั่วลาน
"โจทย์คือ... 'รสชาติแห่งขุนเขา'!"
หลินหว่านเอ๋อร์ชะงักฝีเท้า มุมปากกระตุกยิ้ม หากเป็นเรื่องอาหารป่า นางย่อมมั่นใจ แต่ทว่า... หางตาของนางเหลือบไปเห็นเฉินเป่าที่กำลังยืนคุยซุบซิบกับชายชุดดำคนหนึ่งที่มุมมืด แววตาของพวกเขามิใช่แววตาของผู้แพ้ แต่เป็นแววตาของอสรพิษที่กำลังจะฉกกัด
ชายชุดดำส่งห่อกระดาษบางอย่างให้เฉินเป่า... และเมื่อเฉินเป่าหันกลับมาสบตากับนาง รอยยิ้มแสยะที่น่าขนลุกก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมัน พร้อมกับขยับปากแบบไม่มีเสียงว่า...
*'พรุ่งนี้... เจ้าตายแน่'*
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: รอบชิงชนะเลิศ: อาหารป่า]**