ตอนที่ 177

***บทที่ 177: รอบชิงชนะเลิศ: อาหารป่า***

แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมากระทบลานประลองที่บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยฝูงชนมหาศาล ยิ่งกว่าวันแรกเป็นทวีคูณ เสียงกลองศึกดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านเลื่อนลั่นไปทั่วบริเวณ สร้างความฮึกเหิมและระทึกขวัญให้แก่ผู้คน

บนแท่นประทับอันสูงส่ง ‘ท่านเจ้าเมือง’ นั่งตระหง่านด้วยท่วงท่าองอาจ สายตาคมกริบกวาดมองผู้เข้าแข่งขันสองคนสุดท้ายที่ยืนเผชิญหน้ากันกลางเวที

ฝั่งซ้ายคือ ‘เฉินเป่า’ ยอดเชฟจากภัตตาคารตระกูลเฉิน ผู้มีสีหน้ามั่นใจเปี่ยมล้น ข้างกายเขามีวัตถุดิบหายากราคาแพงระยับกองพะเนิน ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหลินจือพันปี อุ้งตีนหมี หรือแม้แต่เนื้อกวางดาวชั้นเลิศ

ฝั่งขวาคือ ‘หลินหว่านเอ๋อร์’ สตรีผู้สร้างปาฏิหาริย์จากรอบที่แล้ว นางยืนสงบนิ่งด้วยท่วงท่าดุจขุนเขา ราวกับเสียงโห่ร้องรอบกายเป็นเพียงสายลมพัดผ่าน เบื้องหน้าของนางมีเพียงไก่บ้านตัวอ้วนพี ใบอบเชย โป๊ยกั๊ก และสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องขมวดคิ้ว... กองดินเหนียวและใบบัว

"โจทย์ในวันนี้คือ 'รสชาติแห่งขุนเขา'!" โฆษกสนามประกาศก้อง "เริ่มการแข่งขันได้!"

ทันทีที่สิ้นเสียง เฉินเป่าลงมืออย่างรวดเร็วปานสายฟ้า เขาเลือกใช้เนื้อกวางดาวมาปรุงเป็นเมนูพิสดาร กลิ่นเครื่องเทศฉุนกึกแต่หอมหวนลอยฟุ้งไปทั่ว สร้างความฮือฮาให้กับผู้ชม

"ดูนั่นสิ! เฉินเป่าใช้วิชาดาบแล่เนื้อกวางได้บางเฉียบราวกระดาษ!"

"สมกับเป็นเชฟมือหนึ่ง กลิ่นหอมนั่นทำเอาน้ำลายข้าสอไปหมดแล้ว"

ตัดภาพมาที่หลินหว่านเอ๋อร์ นางมิได้รีบร้อน นางนำไก่ที่ล้างสะอาดแล้วมานวดเฟ้นด้วยสมุนไพรสูตรลับและน้ำปรุงรสที่นางเตรียมมาเป็นพิเศษ แน่นอนว่าน้ำที่ใช้ผสมนั้นคือน้ำทิพย์จากมิติลับที่ช่วยดึงรสชาติความหวานของเนื้อสัตว์ออกมาจนถึงขีดสุด

จากนั้น นางทำสิ่งที่ทำให้ผู้ชมทั้งลานต้องอ้าปากค้าง

นางนำไก่ทั้งตัวห่อด้วยใบบัวสดสีเขียวเข้มหลายชั้น แล้วนำ 'โคลนดินเหนียว' ที่ผสมน้ำจนเหนียวข้นมาพอกทับลงไปบนห่อใบบัวจนกลายเป็นก้อนดินกลมเกลี้ยง ดูสกปรกเลอะเทอะหาความน่ากินมิได้

"นางบ้าไปแล้วหรือ!" เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ "เอาก้อนดินมาทำอาหารให้ท่านเจ้าเมืองเสวยเนี่ยนะ?"

"นางคงถอดใจแล้วกระมัง แพ้แน่ๆ งานนี้ตระกูลเฉินกินขาด!"

เฉินเป่าเหลือบมองก้อนดินของหว่านเอ๋อร์แล้วแสยะยิ้มเหยียดหยาม "ไก่ขี้โคลน... ช่างน่าสมเพช เตรียมตัวม้วนเสื่อกลับบ้านนอกไปได้เลยนังหนู"

หลินหว่านเอ๋อร์เพียงแค่ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง มุมปากยกยิ้มเย็นชา "ท่านเอาเวลาไปดูหม้อแกงของท่านเถอะ ระวังจะไหม้เสียก่อน"

นางโยนก้อนดินเหนียวนั้นลงไปในกองไฟที่ลุกโชน เปลวเพลิงเลียไล้ก้อนดินจนดำเมี่ยม ควันไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางสายตาดูแคลนของฝูงชน

จนกระทั่ง... กลิ่นหอมบางอย่างเริ่มแทรกซึมออกมา

ในขณะที่อาหารของเฉินเป่าเสร็จสิ้น จัดวางลงบนจานทองคำอย่างหรูหรา วิจิตรบรรจงราวกับงานศิลปะ หลินหว่านเอ๋อร์ก็ใช้คีมเหล็กคีบก้อนดินดำๆ ออกมาจากกองไฟ

"หมดเวลา!"

ท่านเจ้าเมืองเดินลงมาจากแท่นประทับ เพื่อชิมรสชาติด้วยตนเอง เขาเริ่มที่จานของเฉินเป่าก่อน

"เนื้อกวางนุ่มลิ้น รสชาติจัดจ้าน สมุนไพรช่วยดับกลิ่นคาวได้หมดจด... ยอดเยี่ยม!"

เฉินเป่ายืดอกรับคำชม ใบหน้าฉายแววผู้ชนะอย่างปิดไม่มิด

ทว่า เมื่อท่านเจ้าเมืองเดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของหลินหว่านเอ๋อร์ เขามองก้อนดินดำตะโก้ด้วยความฉงน "แม่นางหลิน... นี่หรือคืออาหารที่เจ้าจะให้ข้าชิม?"

"ถูกต้องเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบ "เชิญท่านเจ้าเมืองลงมือทุบมันด้วยตนเองเถิด"

ท่านเจ้าเมืองเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็รับค้อนไม้ขนาดเล็กที่นางส่งให้ แล้วเคาะลงไปที่ก้อนดินเบาๆ

*เปรี๊ยะ!*

รอยร้าวปรากฏขึ้นบนผิวดินเหนียวที่แห้งสนิท ตามมาด้วยเสียง *กร๊อบ* เมื่อเปลือกดินแตกออกร่วงกราวเผยให้เห็นใบบัวที่เกรียมเล็กน้อยอยู่ภายใน

วินาทีนั้นเอง...

กลิ่นหอมระเบิดออกมาดุจภูเขาไฟปะทุ!

มันมิใช่กลิ่นหอมฉุนของเครื่องเทศราคาแพง แต่เป็นกลิ่นหอมบริสุทธิ์ของเนื้อไก่ที่อบอวลผสมผสานกับกลิ่นหอมสดชื่นของใบบัวและไอดินธรรมชาติ เป็นกลิ่นที่กระตุ้นสัญชาตญาณความหิวโหยของมนุษย์ได้อย่างรุนแรงที่สุด

ผู้คนในลานประลองต่างสูดดมกลิ่นนั้นอย่างลืมตัว แม้แต่เฉินเป่ายังต้องเบิกตากว้าง

หว่านเอ๋อร์ค่อยๆ แกะใบบัวออก เผยให้เห็นหนังไก่สีเหลืองทองอร่ามที่มีน้ำมันชุ่มฉ่ำไหลเยิ้ม ควันร้อนฉุยลอยกรุ่น นางใช้ตะเกียบคีบที่น่องไก่ เพียงแค่ออกแรงสะกิดเบาๆ กระดูกน่องก็หลุดร่อนออกมาอย่างง่ายดาย เนื้อไก่นุ่มจนแทบจะยุ่ยคามือ

"นี่คือ 'ไก่ขอทานสูตรโบราณ' เจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์กล่าวแนะนำ "เชิญท่านเจ้าเมืองลิ้มลอง"

ท่านเจ้าเมืองกลืนน้ำลายลงคอ หยิบตะเกียบขึ้นคีบหนังและเนื้อไก่ส่งเข้าปาก

ทันทีที่สัมผัสลิ้น ดวงตาของเจ้าเมืองก็เบิกโพลง

ความร้อนระอุแทรกซึมไปทั่วปาก หนังไก่รสเค็มปะแล่มผสานกับเนื้อไก่ที่หวานฉ่ำน้ำต้มกระดูก รสสัมผัสนั้นนุ่มนวลราวกับปุยเมฆ แทบไม่ต้องเคี้ยวก็ละลายหายไปในลำคอ กลิ่นหอมของใบบัวช่วยตัดความเลี่ยนได้อย่างอัศจรรย์ ทิ้งไว้เพียงรสชาติที่ตราตรึงจนยากจะลืมเลือน

"สวรรค์..." ท่านเจ้าเมืองพึมพำเสียงสั่น "ข้าเคยกินของวิเศษมาทั่วหล้า แต่มิเคยพานพบรสชาติใดที่ 'บริสุทธิ์' และ 'ลึกซึ้ง' ถึงเพียงนี้! มันคือรสชาติแห่งขุนเขาที่แท้จริง! ไม่มีการปรุงแต่งที่มากเกินไป แต่ดึงรสธรรมชาติของวัตถุดิบออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ!"

เสียงฮือฮาดังกระหึ่มอีกครั้ง คราวนี้มิใช่เสียงเย้ยหยัน แต่เป็นเสียงสรรเสริญ

"เจ้าทำได้อย่างไร?" ท่านเจ้าเมืองเอ่ยถาม "ไก่นี่... รสชาติของมันช่างแตกต่างจากไก่ทั่วไปนัก"

หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มกว้าง แววตาเป็นประกายวาววับ นางหันหน้าไปทางฝูงชนแล้วประกาศก้องด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

"เรียนท่านเจ้าเมือง และพี่น้องชาวเมืองทุกท่าน! เคล็ดลับความอร่อยนี้หาได้อยู่ที่เทคนิคพิสดารใดๆ ไม่... แต่อยู่ที่ 'วัตถุดิบ' เจ้าค่ะ!"

นางผายมือไปยังจานไก่ที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

"ไก่ตัวนี้ ผักเครื่องเคียง และสมุนไพรทั้งหมด ข้ามิได้ซื้อหามาจากตลาดราคาแพง แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลผลิตจาก 'ไร่สุขสำราญ' ของข้าเอง! ไก่ที่เลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติ ผักที่รดด้วยน้ำจากลำธารบริสุทธิ์... นี่คือรสชาติที่แท้จริงของ 'ไร่สุขสำราญ'!"

เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว ผู้คนต่างจดจำชื่อ 'ไร่สุขสำราญ' ได้อย่างแม่นยำในทันที แผนการตลาดอันแยบยลของนางสัมฤทธิ์ผลอย่างงดงาม

ท่านเจ้าเมืองลุกขึ้นยืน ประกาศเสียงดังฟังชัด "ผู้ชนะเลิศในการประลองครั้งนี้ ได้แก่... หลินหว่านเอ๋อร์!"

เฉินเป่าทรุดฮวบลงกับพื้น เขามองดูจานเนื้อกวางของตนที่เย็นชืด เทียบกับไก่ขอทานที่เหลือเพียงกระดูกของท่านเจ้าเมือง ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ย่อยยับจนไม่อาจกู้หน้าคืนได้

ทว่า ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดี สายตาของหว่านเอ๋อร์กลับเหลือบไปเห็นความเคลื่อนไหวที่มุมอัฒจันทร์ ชายชุดดำคนเดิมส่งสัญญาณมือบางอย่างให้กลุ่มคนแปลกหน้าที่ปะปนอยู่ในฝูงชน ก่อนจะหายวับไปในเงามืด

ลางสังหรณ์บางอย่างเตือนนางว่า ชัยชนะครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำใส่ไร่สุขสำราญ... และรางวัลที่นางกำลังจะได้รับ อาจนำมาซึ่งภัยร้ายที่คาดไม่ถึง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: รางวัลและเกียรติยศ]**